exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fundamental แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fundamental แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การวิเคราะห์ข่าว ภาค 2

การมองภาพกว้าง ภาพรวมของตลาดก่อนเทรด เพื่อวิเคราะห์ ทิศทางตลาด รวมไปถึงการกำหนดกลยุทธ์การเทรด กรณีที่เกิด event ต่างๆ  ระดับความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้ จะนิยมเล่นเก็งกำไร ก่อนตัวเลขจะประกาศ บางสายเรียกว่า Event Trade ครับ มันจะสอดคล้องกับ เทรนด์ราคา ของค่าเงิน หรือดัชนีต่างประเทศ บ่งบอกคุณภาพของแนวโน้ม และการอยู่ตัวของแนวโน้ม ได้อีกด้วย


โดยผมขอแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักๆดังต่อไปนี้

การแถลงตัวเลขเศรษฐกิจ 
-PMI (กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม, การขยายตัวของเศรษฐกิจ)
- GDP 
- Non farm Payrolls  (เกี่ยวกับอัตราว่างงาน)
- Unemployment Rate (เกี่ยวกับอัตราว่างงาน)
- Retail sales Indicator(อสังหาริมทรัพย์)
- Housing stats(อสังหาริมทรัพย์)
- CPI ( Consumer Price index ) 
- อัตราเงินเฟ้อ

โดยตัวเลขต่างดูได้จาก www.investing.com


ปฏิทินเศรษฐกิจ 
Event ต่างๆเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในรอบสัปดาห์ พวกการประชุมของผู้นำชาติ ผู้นำธนาคารกลาง
www. forexfactory.com



ข่าว 
-Reuters, The Wall Street Journal, Bloomberg, MarketWatch.com

Market Sentimental 
อารมณ์ตลาด โลภ กลัว หมี กระทิง ดูกราฟ timeframe Day แล้วเทียบกับแนวโน้มใหญ่ EMA20 วัน , ดูกราฟ VIX
http://www.bloomberg.com/quote/VIX:IND


Fundflow
ปกติดูการไหลของเงินจากตลาดหนึ่งไปตลาดหนึ่ง เช่น ทองคำ ไปค่าเงินดอลลาร์ หรือไป ตลาดหุ้น เป็นตัว

ตัวอย่างจากภาพ แสดง ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก รอบสัปดาห์ หรือรอบวัน ก็สามารถกำหนดได้ พบว่าเงินไหล ไปภูมิภาคไหน ตลาดประเทศไหนมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการแกว่งของกระแสเงินมากน้อย




อีกภาพ เป็นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เราเลือกสกุลได้ ในภาพผมวิเคราะห์ USD เป็นหลัก จากภาพ จะเห็นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา Thai bath แข็ง +0.12 ขณะที่ EUR -2.02 % การมองภาพใหญ่ออก จะทำให้เราวางกลยุทธ์การเล่นได้ชัดมากขึ้นครับ


เข้าไปดูข้อมูลได้ที่
http://markets.ft.com/research/Markets/Overview



ปล. ผมไม่ได้ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ แต่ละข้อมูล , ความสัมพันธ์ ทั้งหมด มีโอกาสจะมาแจงให้เพื่อนๆฝังทีละตัว ครับ

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตลาด FOREX คือ การพนันหรือการลงทุน

ทำไม นักลงทุนหน้าใหม่ถึงได้ขาดทุน เสมอ!!!

ผมขอแสดงความคิดเห็น การพนัน กับ การลงทุน ต่างกัน คือ

การพนัน ถ้าคุณโชคดีเพียง 10 ครั้ง ติดกัน  ลงทุนเพียง 1000 บาท เล่นเทหมดหน้าตักตลอด คุณจะได้ 1 ล้านบาทแล้ว แต่ยากครับ 
การคิด คือ เริ่มต้นที่ 1000 เป็น 2000 เป็น 4000 เป็น 8000 เป็น 16000 เป็น 32000 เป็น 64000 เป็น 128000 เป็น 256000 เป็น 512000 เป็น 1024000 (เหมือน RAM PC DDR1 เลย)

การพนัน นั้นอาศัย ความโลภ ความอยากได้ของคน ที่ไม่มีขีดจำกัด เจ้ามือมองเห็น ประสบการณ์และความรู้น้อยของผู้เล่น จุดนี้ กินมาก จ่ายน้อย (สลากกินแบ่ง นั้นเอง) ใบละ 80-100 บาท รางวัลที่1, 4 ล้านบาท แต่ 1 ใน 1,000,000 ครับ ฝันเท่านั้น ถึงจะถูก
การลงทุนในการพนัน ผู้เล่นจะหวัง กำไรเกินจริงเสมอ ลงทุน 100 บาท อยากได้ 1000-10000 บาทขึ้นไป ตามหลักสถิติ นั้นไม่โอกาสเกิดได้ ต้องเสีย  ๆ แล้วเสียอีก จนต้องเลิกในที่สุด (การพนัน นั้นเราจะไม่รู้เลย ว่าผลที่ได้จะออกอะไร)

การลงทุน  นั้นอาศัย ความรู้ของนักลงทุน ประสบการณ์ต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ถ้าเงินทุนมาก ก็จะได้มาก เช่นกัน 
แต่นักลงทุน ขาดทั้งประสบการณ์ ความรู้ เชื่อผู้อื่น  โดยที่ไม่มีความคิดของตัวเองเลย อาจทำให้ขาดทุนได้ (หรือได้กำไรก่อน หลัง ๆ ขาดทุนตลอด)
การลงทุน ใน forex นั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ เงิน ที่มี ถ้าคำนวณแล้วตามแผนการ ได้ตามที่หวังไว้  (forex สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ดูที่ราคาสูง+ต่ำ แนวรับ+แนวต้าน เป็นหลัก)

นักลงทุนหน้าใหม่ ส่วนใหญ่ จะเสียค่าเทอมคือ จะเทรดผิด ๆ ถูก ๆ  มากน้อย ขึ้นอยู่กับ เงินลงทุนในตอนแรก ถ้าเสียน้อย เหมือน ค่าเทอมเด็กอนุบาล หลักร้อย-พัน บางคนเสียเยอะหลักหมื่น-แสน ถือว่าเสียค่าเทอม มหาวิทยาลัย

แก้ไข คือ ศึกษาและเรียนรู้ให้ถูกต้องก่อน ถึงจะลงทุน

เงินลงทุน ถ้าเปรียบการฝากเงินธนาคาร ประมาณ 3%ต่อปี ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ที่ 5-30%ต่อปี อสังหาทรัพย์ 10-300%ต่อปีขึ้นไป หรือลงทุนในธุรกิจของคุณ อาจจะได้มากกว่านี้ แล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล

ตลาด FOREX นั้นอาศัย ประสบการณ์ จะดูที่ราคาเป็นหลัก ถ้าราคาถูก ก็ช้อนซื้อเลย (ซื้อถูก ขายแพง เป็นหลัก) , ถ้าดูเทคนิค หรือ กราฟ จะดูระยะสั้น 14-30 วันในค่าเฉลี่ย , การลงทุนระยะยาว จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า
และเงินลงทุน ควรที่จะมากกว่า Margin เสมอ คือมีเงินสำรองมากกว่า สัญญาที่ซื้อหรือขาย, ยิ่งมาก ยิ่งปลอดภัย

ความเสี่ยงสูง ย่อมให้ผลตอบแทนสูง แต่ผิดทาง ขาดทุนสูง (การพนัน) หรือขายสินค้าที่ได้กำไรมาก แต่อยู่ในตลาดได้ไม่นาน (ถ้าล้าสมัย คนเลิกซื้อ)
ความเสี่ยงต่ำ  ย่อมให้ผลตอบแทนต่ำ ไม่มีความเสี่ยง (ฝากเงินธนาคาร  ฝาก 1 ล้านบาท 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 30,000 บาท)


วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฝากความหวังไว้กับ Forex ได้จริงไหม?



เนื่องจากวันนี้เป็นวันแห่งการเริ่มต้นการทำงานวันแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ รวมไปถึงการเทรดด้วย ผมจึงอยากเปิดอาทิตย์
นี้ด้วยบทความจากประสบการณ์ของเจ้าของกระทู้คนนี้เพื่อให้เทรดเดอร์ที่กำลังพยายามก้าวตามฝันได้มีไฟลุกสู้ขึ้นมา

คุณ pawpaw100 เข้ามาตั้งกระทู้ว่า เขาเห็นคำถามที่คนเข้ามาเทรดใหม่ชอบตั้งกระทู้เสมอว่า “Forex จะเลี้ยงชีวิตเค้าได้จริง
หรือ” “จะสามารถใช้ชีวิตด้วยการเทรดได้จริงอะ” เขาเลยอยากจะมาแบ่งประสบการณ์ส่วนตัวของเขากับคนที่นี่และหวังว่า
เทรดเดอร์หน้าใหม่จะเลิกคิดเรื่องนี้และลงมือเทรดสักที! ก่อนอื่นเขาขอยืนยันนอนยันในคำตอบของกระทู้นี้ก่อนเลยว่าคุณ
สามารถฝากชีวิตไว้กับการเทรดได้จริง ๆ นะเฟ้ย !!!! เขาเคยพบกับคนที่เป็นเทรดเดอร์เต็มตัวมาแล้วถึง 2 คน ทั้งยังเคยเห็น
บัญชีของเขาและเทรดกับเขาด้วย คนแรกเคยเป็นพนักงานแบงค์มาก่อนก็จะย้ายมาเทรด Forex เขาเทรดใน Time Frame 15
นาทีแต่วิเคราะห์กราฟจาก 1 ชั่วโมงและ 4 ชั่วโมง บางครั้งก็ Daily หรือ Weekly เลยทีเดียว เขามีพอร์ตที่ใหญ่และก็แบ่ง
พอร์ตไปลงในหุ้นกับสินทรัพย์ด้วย เขาเคยทำกำไรได้ถึง 2 หมื่นยูโรในเวลาอันสั้นในช่วงเช้า

ส่วนอีกคนหนึ่งเริ่มต้นด้วยเงินในพอร์ต 3 หมื่นเหรียญดอลลาร์ใช้เวลาปั้นพอร์ตไปจนถึง 6 แสนเหรียญในเวลา 18 เดือน เคย
ล้างพอร์ตมาก่อนแต่เขาก็ไม่ย้อมแพ้กลับไปตั้งหลักใหม่ในบัญชีทดลอง 3 บัญชีด้วยกันก่อนจะกลับมาเทรดบัญชีเงินจริงอีกครั้ง
เขาบอกว่าการเปลี่ยนจากบัญชีเงินปลอมเป็นบัญชีเงืนจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาเพราะเขามองการเทรดแค่เฉพาะเปอร์เซนต์ที่
พอร์ตเติบโตกับจำนวนจุด (pips) ที่ได้ในแต่ละวันโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าได้กำไรเท่าไหร่ เคยคิดว่ามันเป็นเหมือนเกมส์ ๆ หนึ่ง
ที่สนุกดี

ดังนั้น! หยุดฟังเสียงจากคนรอบข้างหรือคนที่เคยพ่ายแพ้ในตลาดแห่งนี้แล้วมาพูดให้คุณฟังว่า “คุณไม่มีวันทำได้” แน่นอนว่าคุณ
สามารถทำได้! ตั้งใจเทรดต่อไปและกระหายที่จะหาความรู้เกี่ยวการการเทรดมาพัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ยิ่งคุณ
พยายามค้นหามากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งจะเจอมันมากเท่านั้น เคาะประตูไปเรื่อย ๆ สักวันประตูก็จะเปิดรับให้คุณเข้าไปเองซึ่งผมก็เป็น
คนหนึ่งที่ยังเคาะประตูอยู่ซึ่งผมจะไม่หยุดหาหรือหยุดเคาะประตูแน่นอน ทุกวันนี้ผมพอใจมากที่ผลการเทรดของผมขึ้นมา 83%
ถึงแม้จะเป็นบัญชีเดโม่ก็เถอะ ผมคิดว่าจะเปิดบัญชีเดโม่เพิ่มอีก 2 บัญชีเพื่อหาข้อผิดพลาดของวิธีการเทรดของตัวเองและแก้ไข
มันแล้วค่อยเปลี่ยนไปเล่นบัญชีจริงซึ่งผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งผมจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีเหมือนกับคนสองคนที่ผมยกตัวอย่างไปก่อน
หน้านี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเทรดเดอร์หน้าใหม่ ผมจึงอยากจะยืมคำพูดของเพื่อนผมมาพูดสักหน่อย

เขาบอกกับผมว่า การเทรดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพื่อศึกษามัน ฉันคิดว่าปัญหาที่นายกำลังเจอตอนนี้คือนายอยากจะ
ประสบความสำเร็จ อยากรวย ณ ตอนนี้เวลานี้เลยซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ตลาดแห่งนี้ต้องการให้นายเรียนรู้กับมันอย่าง
จริงจังเพื่อพิสูจน์ตัวเองซะก่อนว่านายเจ๋งพอที่จะได้ครอบครองคำว่า “ประสบความสำเร็จ” เปรียบเทียบง่าย ๆ กับการ
เล่นฟุตบอล นายไม่ได้กลายเป็น คริสเตียโน โรนัลโด้ ทันทีที่นายเริ่มเตะบอล นายจะต้องฝึกเล่นบ่อย ๆ และอยู่กับ
ลูกบอลทุกวันจนถึงขั้นหมกมุ่นเลยละ การเทรดก็ไม่แตกต่างไปจากการเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพเลยสักนิด นายต้อง
ทุ่มเทใส่ใจและอุทิศเวลาให้กับการเทรด ไม่มีทางลัดใด ๆ สู่ความสำเร็จ ไม่มีเทรดเดอร์คนไหนที่ประสบความสำเร็จจาก
การใช้ระบบเทรดของชาวบ้านหรือเพียงเพราะเข้าร่วมสัมมนาการเทรดหรอก การที่นายจะได้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า
คนรวย” หรือ มีอิสรภาพทางการเงินจากการเทรดต้องผ่านอะไรเยอะแยะกว่านั้น ต้องมีทั้งการอุทิศ มีไหวพริบ และ
ความอดทน นายอาจจะล้างพอร์ตหรือโดนกราฟน๊อกนายลงไปนอนกองกับพื้นแต่นายต้องลุกขึ้นมาให้ได้ เลือกวิธีการ
เทรดที่เหมาะกับนายมาแล้วก็เทรด เทรด เทรด ไปเรื่อย ๆ ล้มแล้วลุกอีก ล้มแล้วลุกอีก หากพบจุดอ่อนของวิธีการเทรด
ของตัวเองก็หาวิธีมาแก้ไขมันให้ได้ เคยมีคนบอกกับฉันว่ามันจะต้องใช้เวลาเป็นหมื่น ๆ ชั่วโมงเลยทีเดียวแต่นายพร้อม
จะทำเพื่อมันไหมละ?

มุ่งมั่น จดจ่อ หมกมุ่นอยู่กับระบบและวิธีคิดของนาย ทุกระบบและกลยุทธ์สามารถทำกำไรได้หมดแต่ไม่ได้หมายความ
ว่าทุกระบบและกลยุทธ์จะเหมาะกับทุกคน หาวิธีเทรดที่เป็นของนาย สร้างขึ้นมาเพื่อนาย เพื่อนายคนเดียวให้เจอ อย่า
ลืมที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเทรดดี ๆ ด้วยละ หนังสือเหล่านั้นอาจจะช่วยจุดประกายความคิดให้นายได้ และเมื่อวัน
หนึ่งที่นายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านายแน่พอเจ๋งพอที่จะได้รับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” นายก็จะได้มันเอง”

หลาย ๆ คอมเม้นหลังจากนั้นก็เข้ามาเห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ซะส่วนมาก บางคนก็บอกว่า ขอบคุณนะ สำหรับคำพูดดี ๆ มันช่วย
กระตุ้นไฟในตัวเราได้ดีมาก ๆ เลยละ บางคนก็บอกว่า ใช่เลย ผมเห็นด้วยกับบทความนี้
คุณ mm2mm เข้ามาเสริมว่า เป็นกระทู้ที่ดีมากเลยนะครับ ผมขอเสริมอีกนิดจากประสบการณ์ตรงของผมเอง ผมเริ่มเทรดมาได้
ประมาณ 1 ปีละและสิ่งที่ผมได้รับมาและอยากจะมอบมันให้กับเทรดเดอร์หน้าใหม่คือ “อย่า Overlot เด็ดขาด”การเทรดด้วย
เงิน 100$ กับ 10000$ เหรียญนั้นเหมือนกันหากเรามองในแง่ของเปอร์เซนต์อะนะ คนส่วนมากเมื่อได้เงินมากขึ้นมักจะชอบเพื่อ
lot ของตัวเองขึ้นมาเกินกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งมันคือหายนะดี ๆ นี่เอง สมมุติว่ามีเทรดเดอร์คนหนึ่งมีเงินในบัญชี 30000$ และ
สามารถทำกำไรได้ 10% ต่อเดือน เขาสามารถอยู่ได้แบบสบาย ๆ หากคุณโลภ คุณจะทำลายทุกสิ่งที่คุณสร้างมาเพราะอารมณ์
กังวล โลภ โกรธ เป็นต้นนี่เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์หน้าใหม่ควรระวัง มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะมีชีวิตจากการเทรดด้วยเงินเล็ก ๆ ในบัญชี
100$ แต่คุณสามารถใช้มันในการปั้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1 พัน 2 พัน 3 พันได้ ดังนั้นจงอย่าหมิ่นเงินน้อย แต่ฝึกไปเรื่อย ๆ และ
วันหนึ่งคุณจะได้สิ่งที่คุณฝันมาครอบครองเอง

ผมเชื่อว่าเกิน 90% ขึ้นไปทุกคนที่เข้ามาในตลาดแห่งนี้มีจุดประสงค์เดียวกัน แต่สิ่งที่ทุกคนเข้ามาและมีไม่เหมือนกันคือ ความ
พยายาม บางคนเข้ามาเพราะอยากรู้อยากลอง บางคนเข้ามาแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บางคนมาแบบฝากความหวังทั้งชีวิตไว้กับ
Forex วัฏจักรของวงการนี้ที่ผมเห็นจนชินตาก็คือแรก ๆ จะมีคนเข้ามาแล้วทำกำไรได้ จากนั้นก็จะล้างพอร์ตแล้วก็โทษว่า Forex
ทำไม่ได้จริง Forex มันการพนันชัด ๆ แล้วก็ออกไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นถึง 10% ของระยะทางทั้งหมดเลย การเข้ามาที่นี่
แล้วตั้งคำถามว่า “เราจะได้อะไรออกไปจากตลาดนี้” ผมว่ามันไม่ถูก ผมอยากจะให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ถามกับตัวเองว่า “คุณ
พร้อมที่จะทุ่มเทกับตลาดแห่งนี้มากแค่ไหน” “คุณกล้าทำทุกอย่าง ทิ้งบางสิ่งที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนตัวเองเพื่อ Forex รึเปล่า?”  ไม่
ว่าจะต้องทำการบ้านหนักแค่ไหน หาข้อมูลเยอะแค่ไหน อ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ตัวเองไม่ค่อยจะเก่ง คุณกล้าทุ่มเททำเพื่อให้
ตัวเองได้มาในสิ่งที่คุณพูดกับตัวเองว่าอยากได้รึเปล่า

ผมจะแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของผมให้ฟังนะครับ ก่อนที่ผมจะหันมาเทรด Price Action อย่างทุกวันนี้ เมื่อ 2 ปีก่อนสมัยที่ผม
พึ่งเริ่มเทรดใหม่ ๆ หลังจากที่ย้ายออกจาก Marketiva มาเริ่มเทรดใน MT4 ผมได้เอาระบบคนนั้นคนนี้มาใช้มากมาย ทุก ๆ วัน
ผมจะต้องนั่งทำ Backtest ที่เขียนด้วยมือย้อนหลังกลับไป 1 ปีอย่างน้อยวันละ 1 ระบบ ถึงแม้จะมีการบ้านจากมหาลัยหนัก
หนาแค่ไหนก็ตามผมก็ต้องทำ Backtest ให้ได้ 1 ระบบทุกคืนให้ได้ เสาร์-อาทิตย์ นี่ก็ไม่เว้นครับ ยิ่งนั่งทำวันละ 2-3 ระบบ
ผมทำอย่างงี้มาอยู่ 2 ปี สิ่งที่ผมได้ตอบแทนมาจากสองปีนี้คือ ความว่างเปล่ากับความรู้ที่ว่า “อินดิเคเตอร์ยังไงก็วิ่งช้ากว่ากราฟ”
ผมใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อให้ได้รู้คำตอบคำนี้ แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ผมยอมที่จะยอมรับผลของผมและก้าวออกมาจากกะลาของตัวเอง
ยอมเปลี่ยนตัวเองจากคนเก็บตัวเทรดออกมาหาความรู้จนได้มาเจอกับอาจารย์แมค จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์แมคก็ให้หนังสือที่
มีชื่อว่า Reading Price Chart Bar by Bar ให้กับผมแล้วบอกกับผมว่า “อ่านมันให้จบ” เป็นภาษาอังกฤษล้วนเลย ตอนนั้น
ผมไม่เข้าใจหรอกครับยังคิดอยู่เลยว่า “ทำไมไม่สอนผมไปเลยอะ ง่ายกว่าเยอะ” แต่ผมก็กลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า “ทุกวันนี้
มายืนอยู่ตรงนี้เพราะอะไร” หัวใจผมมันก็ยังตอบเหมือนเดิมว่า “เพราะอยากมีอิสรภาพและถึงแม้ว่าจะต้องผ่านอะไรที่ลำบากกว่านี้
เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นผมก็พร้อมจะทำ” ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือเล่มนั้นจริงจังจนสุดท้ายตัวเองก็ก้าวผ่านจุดที่คิดว่าตัวเองทำ
ไม่ได้และเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมอ่านจบอย่างจริงจัง ทุกวันนี้ผมต้องขอบคุณอาจารย์แมคจริง ๆ ที่ให้ผมอ่าน
หนังสือเล่มนี้ เพราะมันเปลี่ยนความคิดผมไปเยอะมากและผมก็มีความสุขกับการเทรดในปัจจุบันมาก ๆ เพราะหนังสือเล่มนี้

แล้วคุณละครับ? เข้ามายืน ณ จุดนี้เพราะอะไร? พร้อมที่จะทิ้งความลังเลที่มีอยู่ในสมองว่าจะฝากชีวิตไว้กับตลาดแห่งนี้แล้วลงมือ
ฝึกฝนแล้วหรือไม่? พร้อมที่จะเลิกหาข้ออ้างให้ตัวเองดูไม่ผิดและลงมือทำหรือยัง? ตลาดแห่งนี้ไม่ใช่ที่เล่นขายของ หากคุณไม่
คิดจะจริงจังกับมัน ผมแนะนำว่าให้เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตโดยตั้งมั่นแล้วว่า “จนกว่าจะได้ในสิ่งที่
ต้องการฉันจะไม่ถอย” ก็สู้ให้เต็มที่เลยครับ เมื่อไหร่ที่ล้มก็ให้ลุก ล้มอีกก็ลุกอีก จนกว่าคุณจะชินกับการล้มและสักวันคุณก็จะไม่
ล้มอีกต่อไป

ปล. ที่ผมบอกว่าให้ทิ้งทุกอย่างเพื่อเทรด ไม่ได้หมายความว่าต้องขายบ้านขายรถเพื่อเทรดนะครับ สิ่งที่ผมอยากให้ทิ้งคือ ความลังเล ความไม่แน่ใจ ความสงสัยว่าสิ่ง ๆ นี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้รึเปล่า จำไว้ว่าเงินที่คุณจะนำมาเทรดจะต้องเป็นเงินเย็นไม่ใช่เงินร้อนนะครับ
Credit http://www.thaiforexschool.com

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เช็คความพร้อมก่อนการลงทุน

คำว่า ประสบการณ์ มันเกิดจากกระบวนการคิดและวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เราประสบพบเห็นมา แล้วพยายามตอบสนองมันในทิศทางที่เราเชื่อว่าจะเป็นผลดีกับเรายิ่งขึ้น หากเจอกับเหตุการณ์ประเภทนั้น หรือคล้ายคลึงกันอีกครั้ง แต่หากเราเอาแต่พยายามเรียนรู้ปัจจัยภายนอก ตามอัพเดทข่าวสาร อยู่เรื่อยๆ โดยที่ไม่เรียนรู้สิ่งที่สำคัญกว่า ต้องระวังจะเสียเวลาไม่คืบหน้าใดๆในการลงทุนนะครับ
ในช่วง แรกๆ ผมเสียเวลากับการนั่งหาสูตรสำเร็จของการลงทุน และต่อมาค้นพบว่า ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆเลยหากคุณประสบความสำเร็จจากการลงทุน
สาเหตุเกิดจาก ตลาดทุน ตลาดหุ้น ก็ล้วนอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา มันแปรปรวนไปเรื่อยตามเหตุและปัจจัย อยากที่จะคาดการณ์และเดาทิศทางได้ และที่น่าตลกคือ มันทำให้เราเป็นทุกข์ โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้น ตลาดทุน ตลาดหุ้น ก็เป็นแหล่งสร้างผลตอบแทน เพื่อความมั่นคงในชีวิตบั้นปลายของเรา มันจึงเชื้อเชิญและยั่วยวนเหลือเกินสำหรับนักแสวงหาโอกาสที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน โดยที่หวังว่า เมื่อมีเงินมากขึ้น ความสุขก็น่าจะตามมา แต่ โรเบิร์ต คิโยซากิ เคยกล่าวไว้ในหนังสือเบสเซลเลอร์ของเขาที่ชื่อ Rich Dad Poor Dad ไว้ว่า “ถ้าคุณเป็นคนไม่มีความสุขอยู่ก่อนหน้านั้น การมีเงิน ก็ไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น” ดังนั้น เราคงต้องมาปรับเข็มทิศกันก่อนนะครับ
ผมมี Checklist 10 ข้อ ให้ทุกคนที่ตั้งใจจะเข้าไปลุยในตลาดหุ้น ว่าคุณพร้อมที่จะวิ่งเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ตามไปดูเลยครับ
1. คุณมีเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวที่ชัดเจนแล้วใช่ไหม?
2. คุณยอมรับโอกาสที่จะขาดทุนได้ใช่หรือเปล่า หากภาวะการลงทุนไม่เอื้ออำนวย?
3. เงินที่คุณนำมาลงทุน เป็นเงินเย็นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นใช่หรือไม่?
4. คุณรู้จักหุ้นที่คุณกำลังจะลงทุนเป็นอย่างดีแล้วใช่ไหม?
5. คุณรู้วิธีการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกหุ้นอย่างน้อยก็ 1 วิธีในหัวแล้วใช่หรือไม่?
6. คุณเข้าใจระบบ และวิธีการลงทุนตามขั้นตอนของตลาดหลักทรัพย์แล้วใช่หรือไม่?
7. คุณเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่จะให้บริการคุณแล้ว และเข้าใจค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนแล้วใช่หรือไม่?
8. คุณมีแหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจลงทุนใช่หรือไม่?
9. สิทธิต่างๆที่ได้รับจากการลงทุนหุ้น คุณรู้จักแล้ว ศึกษามาแล้วใช่ไหม?
10. คุณพอมีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนพอสมควรอย่างน้อยเดือนละครั้ง (สำหรับนักลงทุนระยะยาว) ใช่หรือไม่?
ถ้าคุณสามารถตอบว่า “ใช่” จากคำถามทั้งหมด 10 ข้อข้างต้นได้ นั้นก็หมายความว่า คุณมีความพร้อมในการลงทุนในระดับที่ดีเลยครับ ที่น่าแปลกก็คือ เมื่อผมนำ 10 ข้อนี่ไปให้นักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้วในตลาดในปัจจุบัน กลับพบว่า เกินครึ่ง ไม่สามารถตอบว่า “ใช่” ได้ทั้งหมด 10 ข้อ
และแน่นอนครับ บางข้อที่คุณไม่ได้ตอบ เมื่อประสบปัญหาขาดทุน ข้อนั้นก็จะมาเป็นข้ออ้างให้คุณใช้แก้ตัวกับตัวเอง เช่น ฉันขาดทุนเพราะ ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร ฉันขาดทุนเพราะต้องใช้เงินด่วนเลยต้องขายขาดทุนออกมา ฯลฯ

Credit http://www.iammrmessenger.com

โพยข้อสอบ กับการหาคำตอบให้กับการลงทุน

โพยข้อสอบ มีค่ามากที่สุดก็ตอนที่เรายังไม่รู้ว่าข้อสอบจะออกอะไร และมันจะดูมีความน่าเชื่อถือมากหากคนที่นำโพยข้อสอบมาให้เราดู เขาเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
เปรียบได้กับตลาดหุ้น ปัจจุบันนี้เกินกว่าครึ่งของนักลงทุนรายย่อยในตลาด ไม่ได้อยากอ่านหนังสือเพื่อจะสอบให้ผ่าน แต่พยายามหาคนนำโพยที่มีความน่าเชื่อถือ และท่องโพยนั้นเข้าไปสอบอีกที
วิธีการนี้ได้ผลหรือเปล่า?
นั้นเป็นคำถามที่ผมก็ถามตัวเอง และโยนให้นักลงทุนได้คิดมาตลอด แต่ก็รู้นะครับว่ามันก็คงจะเหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า “สอนให้คนตกปลา ดีกว่าจับปลาไปให้เขากิน” ถ้ามีใครจับปลาให้เรา เราก็แค่รอดไปอีกหนึ่งมื้อ แต่ถ้าเราได้วิชาจับปลา อย่างน้อยก็การันตีได้แน่ๆว่า คงได้กินมากกว่า 1 มื้อแน่นอน แต่ถ้าคิดไปลึกกว่านี้อีกนิด หากอาจารย์สอนศิษย์ทุกคนให้จับปลากันเป็นหมดทั้งหมู่บ้าน ซักวันหนึ่งปลาก็คงจับได้ยากขึ้น เพราะคนตกปลามีจำนวนเพิ่มขึ้น (Demand เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ในขณะที่ Supply มีแนวโน้มลดลงรวดเร็ว) นั้นเป็นสาเหตุที่อาจารย์เลือกศิษย์ที่ตัวเองไว้ใจ นั้นเป็นสาเหตุที่คนทำกำไรจากตลาดหุ้นได้มากมายถึงไม่ยอมบอกเราง่ายๆว่าลงทุนยังไง ไม่อย่างนั้น Abnormal Return ก็จะกลายเป็น Normal Return ในบัดดล จะหาเซียนว่าหายากแล้ว แต่จะให้เซียนถ่ายทอดเคล็ดวิชา นั้นถือว่ายากยิ่งกว่า
ลองมาย้อนกลับไปเรื่องโพยข้อสอบกันอีกหน่อย ผมถามกลับว่า คนนำโพยเขาแม่นตลอดไหม? คนนำโพยเขาจะให้หุ้นเราไปตลอดหรือเปล่า? ถ้าหากโพยเริ่มผิด ข้อผิดพลาดเดียวที่เรารู้ก็คือ เราเลือกคนนำโพยผิด … ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เราพัฒนาความสามารถในการอยู่รอดในตลาดหุ้นได้เลย จริงไหมครับ? อย่างนี้ต้องปรับวิธีการบริหารคนนำโพยซักหน่อย ลองใหม่ๆ ถ้าเราพอจะให้ผลประโยชน์กับคนนำโพยได้ เขาก็จะมีแรงจูงใจในการบอกเราไปเรื่อยๆ อ่ะ!! ชักเข้าท่าแหะ วิธีนี้ ^^ (ทดไว้ในใจก่อนนะ แล้วค่อยกลับมาคิดต่อ) แต่อยู่ดีๆถ้ามีใครเดินดุ้มๆมาให้หวยเราทันที สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ อย่างเชื่อทั้งหมดที่เขาบอก ต้องคิดไว้ก่อนว่า เขาคงมีผลประโยชน์อะไรบางอย่างจากการมาบอกเรา ซึ่งเหตุผลแบบตรงๆก็คือ เขาอยากให้มีใครซักหลายๆคนดันราคาให้ขึ้นต่อไป (เพราะซื้อไว้เต็มปอดแล้วววว) หรือในทางอ้อม ก็บอกเราเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เผื่อในครั้งต่อๆไปจะได้มีคนมาเชื่อมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น กล้ามากขึ้น และก็กลับไปที่เหตุผลแบบตรงๆในข้อแรกครับ พอบอกหวยปุ๊บ ราคาขึ้นปั๊บ แม่นยังกับตาเห็น เพราะทุกคนเชื่อไปแล้วว่าคนคนนี้คือเซียน บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อจะหลบหลู่เซียนหุ้นท่านใดนะครับ หากมวลชนเชื่อจริง คำพูดมีน้ำหนักและมีเหตุผลเพียงพอ คนผู้นั้นก็สมควรแก่การเป็นผู้นำโพยข้อสอบมาให้เรา หุหุ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดพัฒนาตัวเองในการเลือกหุ้นลงทุน ก็ต้องเลือกพัฒนาทักษะในการคัดกรองให้ได้ว่าใครคือเซียนแท้ ใครคือเซียนเทียม ซึ่งผมว่า ก็คงดูไม่ยากหรอกถ้าเราสังเกตจุดเล็กๆน้อยๆให้ออก
ข้อแรก เขาสามารถทำเงินได้จากการลงทุนในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องระวังไว้ก่อน ปัญหาคือ มันยากมากที่จะรู้ว่าเขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนจริงหรือเปล่า นอกเสียจากยอมเปิดตัวผ่านสื่อ มากางพอร์ตให้เราดู หรือรู้จักกันเป็นการส่วนตัว
ข้อสอง คนนำโพยที่ดี จะไม่เอามาให้เราแค่โพยข้อสอบ แต่จะมาพร้อมเหตุผลที่ดูดี และมีความน่าเชื่อถือ ถ้าเหตุผลของเขามันดูขัดๆกับความรู้สึกของเรา ก็ต้องระมัดระวังครับ
ข้อสาม ดูความถี่ของการให้หวย อันนี้สำคัญ เพราะเซียนหุ้นส่วนใหญ่ ไม่ซื้อขายบ่อยเกินไป ไม่เลือกซื้อหุ้นสะเปะสะปะเกินไป แต่เขาจะมีความมั่นใจในหุ้นที่วิเคราะห์มาดีแล้ว ไม่ใช่วันนี้บอกอย่าง พรุ่งนี้บอกอย่าง แล้วมาอ้างว่าตลาดไม่เอื้ออำนวย อันนี้เซียนเทียมแน่นอน
ข้อสี่ ยอมรับผิด ถ้ารู้ว่าตัวเองผิด ไม่อ้างลม ไม่อ้างฝน แค่ยอมรับว่าตัวเองผิด แบบนี้สิ นักลงทุนตัวจริง สำหรับผม ถึงแม้คนที่ยอมรับผิดคนนี้จะไม่ใช่เซียนหุ้น แต่ผมให้ความนับถือครับ เพราะสำหรับผม สัจจะ สำคัญมากในการคบหาใครซักคนเป็นเพื่อน ยิ่งจะเป็นคนที่เรากำลังจะเดินตามเนี่ย ยิ่งโคตะระสำคัญเลย
ตอนนี้นึกได้สี่ข้อ แต่ผมก็เชื่อว่า น่าจะมีข้อสังเกตอื่นๆอีกหลายอย่าง ที่ทำให้เรารู้ว่าใครเป็นเซียนแท้ ใครเป็นเซียนเทียม อ๋อออ สิ่งสุดท้ายก็คือ Track Record ที่ยาวนาน เปรียบไปก็เหมือนการเลือกกองทุนหุ้นเพื่อลงทุนซักกองนะครับ ถ้ามันเป็นกองทุนที่เพิ่ง IPO ยังไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเลย ถึงแม้นโยบายการลงทุนจะดูดีเลิศหรูปานใด ผมก็ไม่สบายใจที่จะลงทุนนักหรอก เซียนแท้ จะอยู่ในตลาดมายาวนานพอ ผ่านวงจรเศรษฐกิจมาครบทุกรูปแบบ ถ้าเจอแบบนี้นะ อย่าให้หลุดมือเชียว เอามาเป็นคนนำโพยให้จงได้ ฮาๆๆ
สุดท้ายจริงๆล่ะ ถ้าเราพอจะให้ผลประโยชน์กับคนนำโพยได้ เราก็ควรทำครับ วีธีการตอบแทนคน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จำไว้ๆ แต่การตอบแทนในรูปแบบอื่นนั้นมีมากมาย คำขอบคุณ การให้ Credit เล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็เป็นสิ่งมีค่านะครับ ถ้ารู้แน่ๆว่าเราไม่เก่งเลือกหุ้น เลือกทีไรเลือกผิดทุกที ซื้อเล่นเก็งกำไรทีไร ได้ถือว่าเป็น Value Investor ทุกที (เพราะติดดอย Cut Loss ไม่เป็น T_T) งั้นก็เปลี่ยนแนวตัวเองมาเก่งในการเลือกคนนำโพยแทนดีกว่า ผมยอมรับครับว่าไม่ง่าย แต่ชีวิตเราก็ไม่เคยมีอะไรได้มาง่ายๆอยู่แล้ว ถูกไหม มันอยู่ที่ใครถนัดอย่างไหนมากกว่ากันต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน สิ่งหนึ่งที่ต้องมาควบคู่กับความสำเร็จก็คือ ความพยายาม
และจำไว้ว่า “มันเป็นเรื่องที่โง่มาก หากเราหวังผลลัพท์ที่ต่างจากเดิม แต่เรายังคงทำสิ่งเดิมๆ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

Credit http://www.iammrmessenger.com

ไหนบอกว่าถือยาวแล้วจะได้กำไรไง? ไม่เห็นจริง!!

ก่อนลงสนามก็คือ มันไม่มีสูตรสำเร็จ 100% 
การลงทุนมันต่างจากหนังสือตำราเรียน และการทำงานในองค์กรอยู่หลายประเด็น สำหรับนักศึกษา พอได้เรียนวิชา Finance ซัก 2-3 ตัว ก็มักจะอยากลองของจริง และพยายามเอาความรู้ที่ตัวเองได้มาใช้ในสนามนั้น
สำหรับพนักงานกินเงินเดือน ด้วยงานประจำ(บางคน) เป็นงานที่มีกระบวนการทำงานชัดเจน มีขั้นมีตอน ชี้ถูกได้ ชี้ผิดได้ ทำอย่างนี้อยู่ซ้ำไปซ้ำมาทุกวันๆ ก็พลันนึกไปว่า เรื่องอื่นๆในชีวิตมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่เปล่าเลยครับ ชีวิตจริง มันยิง่กว่าในนิยายซะอีก
สิ่งหนึ่งที่ตำรา และกูรูที่ประสบความสำเร็จในวงการมักบอกเราๆท่านๆอยู่เสมอก็คือ “การลงทุนระยะยาว เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง และสบายกว่าการลงทุนในระยะสั้น”
และคำถามที่เจอบ่อยเหลือเกินก็คือ “ไหนบอกว่าถือยาวแล้วจะได้กำไรไง ไม่เห็นจริง” ลองพูดมาแบบนี้ รู้ทันทีว่า พอร์ตขาดทุนอยู่ชัวร์!!
ก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า การลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว งั้นเราลองสำรวจตัวเองกันหน่อยว่า ถือยาวแล้วไม่กำไรเพราะอะไร?
1. ถือยาว แต่ถือผิดตัว – กรณีนี้ เกิดจากการทำการบ้านมาไม่มากพอ หรือใช้วิธีซื้อตามผีบอก โดยขาดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองลงทุนในเชิงลึก กรณีนี้ สินทรัพย์ตัวที่คุณถือ อาจจะดีในช่วงที่คุณได้ยินมา แต่เวลาผ่านไป ปัจจัยพื้นฐานอาจเปลี่ยน และผีตนนั้นก็ลืมบอกคุณไป (หรือบางทีเขาก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน – -”) อาการนี้ แก้ได้ด้วยการ เชื่อการวิเคราะห์ของตัวเอง อย่าไปเชื่อคนอื่น ถึงแม้เขาจะเก่งจริงๆก็ตาม
2. ถือยาว แต่ลืมดูแล – กรณีนี้ แถวบ้านเรียกว่า ซื้อทิ้ง … กะทิ้งไว้ให้ลูกให้หลายในอนาคตไปเลย สาเหตุเกิดจาก พอได้ยินคำกูรูปั๊บ ก็นำไปปฏิบัติทันที เลยลืมตรวจสอบประวัติกูรูทั้งหลายว่า กลยุทธ์หลักของเขาคือถือยาว แต่จริงๆแล้ว มีการขายทำกำไร เมื่อปัจจัยต่างๆเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น Warren Buffett ขายล้างพอร์ตหุ้น PetroChina เดือน ต.ค. ปี 2007 ซึ่งตอนนั้น ใครๆก็มองว่า อนาคตไปได้อีกยาวไกล แต่แล้วก็ดูตามกราฟครับ (ผู้อ่านสามารถกลับไปอ่านเนื้อข่าวและบทสัมภาษณ์ของปู่ ณ ตอนนั้นได้ที่ http://goo.gl/dR0Lg
กูรูทั้งหลาย เขาก็มีการลดพอร์ต มีการเพิ่มพอร์ตตาม Cycle ของธุรกิจ และมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายตัว ไม่ใช่มีเงินเท่าไหร่ ก็ตั้งหน้าตั้งแต่ใส่เงินเข้าไปลูกเดียว อาการนี้ แก้ไขได้ด้วยการอ่านแนวคิดของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จให้ละเอียดขึ้นซักเล็กน้อย และปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่า ถือยาว ก็ยังต้องดูแล ยังต้องเทคแคร์ (เหมือนจีบสาวนั้นหล่ะครับ ไม่ดูแลให้ดี เขาจะหนีไปหาคนอื่นนะเออ)
3. ถือยาว แต่ใส่เงินน้อยไป – กรณีนี้ ผมเห็นจากพอร์ตการลงทุนของหลายๆคนเลย นั้นก็คือ จะลงทุนยาว แต่ไม่กล้าใส่เงินเข้าไปเยอะ ทั้งๆที่ทำการบ้านมาดี แต่พอแบ่งพอร์ตมาลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูง หลังกำไรระยะสั้น กลับกระโดดลงไปเล่นอย่างผีพนัน เป็นงี้ก็เหนื่อยสิครับ
ลองคิดดูนะ สมมติ ลงทุนหุ้น ADVANC ที่ราคา 120 บาท มา ณ วันนี้ ก็กำไรไปแล้ว 62% แต่ลงทุนไปแค่แสนเดียว แต่พอเจอหุ้นเหวี่ยงโหดๆ หวือหวาอย่างเช่น ITD เคาะไม้หนึ่งที 200,000 – 300,000 หุ้น
ADVANC ได้กำไรมา 62,000 บาท แต่เล่น ITD เสียไปรอบละ 5% ซัก 2 รอบก็พอ … ที่พยายามถือ ADVANC มา ก็แปลว่ากำไรหายหมดทันที
อาการนี้ แก้ได้ด้วยการ จัดการบริหารเงิน แบ่งพอร์ตการลงทุนตั้งแต่แรกเริ่ม (Money Management และ Asset Allocation) คุณต้องบอกตัวเองไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า พอร์ตการลงทุนระยะยาว ควรจะมีเกิน 50% ขึ้นไป ในขณะที่การเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ควรมีสัดส่วนที่มากเกินไป (<20%) เพราะจะทำให้ผลตอบแทนคาดหวังในระยะยาวของคุณเบี่ยงเบนไปจากการลงทุนที่มีโอกาสผิดพลาดสูง
สุดท้ายแล้วครับ อันไหนแก้ได้ก็แก้ แต่คุณจะไม่ต้องแก้ที่วิธีการเลย ถ้าคุณวางใจเรื่องจากลงทุนให้เป็น
นั้นก็คือ หากคุณเข้าลงทุนด้วยความโลภนำหน้า… แรงขับจากจิตใจ ความอยากได้ อยากมี จะเข้ามาบดบังเหตุและผลที่คุณควรใช้ประกอบการตัดสินใจทันที
เพราะฉะนั้น ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอะไร ถามตัวเองก่อนครับว่า เราลงทุนด้วยความอยากในใจ หรือ เราลงทุนด้วยความรู้ที่เรามี

Credit http://www.iammrmessenger.com

พื้นฐานดี แต่เทคนิคห่วย VS. เทคนิคสวย แต่ห่วยคุณภาพ

อยู่ในตลาดมาซักระยะ คุณจะสามารถแบ่งประเภทของหุ้นได้หลากหลาย แล้วแต่ว่าจะแบ่งแบบไหน
แบบหนึ่งที่ผมแบ่งได้ ก็คือ การแบ่งตามคุณภาพ
คุณภาพของอะไร?
ผมดู 2 มุมครับ
คุณภาพของพื้นฐาน และคุณภาพทางเทคนิค ซึ่งเมื่อแบ่งออกมาแล้ว ก็ได้หุ้น 4 ประเภทดังนี้

จากภาพ ในฐานะที่ผู้อ่านก็เป็นนักลงทุนเหมือนกันกับผม คุณจะเลือกหุ้นที่อยู่ในกล่องไหน?
คำตอบที่ทุกคนตอบก็คือ ถ้าเลือกได้ ก็ขอเลือกกล่องสีเขียว นั้นก็คือ พื้นฐานดี + กราฟสวย นั้นเอง
พื้นฐานดี ดียังไง กราฟสวย สวยยังไง ไม่ขอเอ่ยถึงในบทความตอนนี้นะครับ เพราะนิยามของคำว่าดีแต่ละคนอาจจะมีแตกต่างในรายละเอียด เอาเป็นว่า พื้นานดี กราฟสวย ในสายตาของแต่ละคนก็แล้วกัน
กล่องที่ไม่มีใครเลือกลงทุนแน่ๆหากวิเคราะห์หุ้นตัวนั้นแล้ว ก็คือ กล่องสีแดง หรือ พื้นฐานห่วย + กราฟไม่สวย อันนี้ก็เห็นตรงกันนะ
หากคุณลองแบ่งหุ้น แบ่งกองทุน หรือ หลักทรัพย์อะไรก็แล้วแต่ตามคุณภาพของพื้นฐานและกราฟเทคนิค หุ้นจะตกอยู่ใน 4 ประเภทนี้ไม่นี้ไปไหน และถ้าเจอกล่องสีเขียว คุณก็จะกด Favorite หรือเอาไว้ใน Watchlist ทันที บางทีก็เคาะซื้อเลยด้วยซ้ำ
แต่ในโลกความเป็นจริง เวลาเรานั่งวิเคราะห์ไปเรื่อยๆ หุ้นที่จะตกอยู่ในกล่องสีเขียว มักจะไม่ค่อยมี สาเหตุเพราะ ถ้าหุ้นมันดีจริง มันต้องมีคนซื้อไปหมดแล้ว จริงม๊ะ? ยกเว้นหุ้นที่มีการเปลี่ยนปัจจัยบางอย่างอย่างฉับพลัน ยกตัวอย่างเช่น ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแล้วชนะคดี หรือ กำไรสุทธิโตกว่าที่คาด 50% อะไรประมาณเนี่ย หุ้นจำพวกนี้อาจสามารถขึ้นได้หลายๆเด้ง ซึ่งมันก็มีไม่เยอะอีกนั้นหล่ะ
แล้วหุ้นอะไรที่เราเจอบ่อยๆ?
คำตอบ 
หุ้นที่อยู่ในกล่องสีส้ม และกล่องสีฟ้า นั้นเอง
ในภาวะที่ตลาดขาขึ้นเป็นระยะเวลายาวนาน ปรับฐานทีไรก็ย่อตัวไม่แรง ราคาไม่ถูกจนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานซักที เราจะหาหุ้นที่กำไรดีและราคายังถูกแทบไม่เจอ กลับเจอแต่หุ้นที่ไม่สมประกอบ พื้นฐานดีสุดๆ แต่ราคานิ่งไม่ไปไหน (กราฟบอกว่ายังไม่ขึ้น) เจอแบบนี้ซื้อไป ก็กลัวไม่วิ่งตามคนอื่น หรือ กราฟสวยเว่อร์ แต่หันไปเจองบ แล้วอยากสงบดีกว่า เจอแบบนี้ ซื้อไปก็กลัวโดนแรงขายออกมาอีก เปรียบได้เหมือนกับช่วงนี้นะครับ ที่ระดับดัชนีตรง 1,200 จุด ไม่ต้องใครนักวิเคราะห์มาบอก เราก็รู้ว่า ตรงนี้ มันไม่ถูกแล้ว
แล้วถ้าอยากถือหุ้นเข้าพอร์ตละ เลือกอันไหน?
นี่คือประเด็นของหัวข้อนี้
ถ้าเราต้องตัดสินใจลงทุนหุ้นพิการ (ดีไม่ครบ 2 อย่าง) เราจะเอาพิการทางไหน พิการทาง Fundamental หรือ พิการทาง Technical
คำตอบที่ถูกต้องคือ ……. ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องครับ อ้าววววววว
นักลงทุนระยะยาว รับความเสี่ยงได้สูง ไม่มีเวลาในการติดตามตลาด คนเหล่านี้ เขาเหมาะกับการซื้อหุ้นปัจจัยพื้นฐาน โดยไม่ต้องไปสนว่า ตอนนี้กราฟจะสวยไม่สวย เพราะเขาเชื่อว่ายังไงในอนาคตอันไกลมันต้องวิ่งไปอยู่ดี
นักลงทุนระยะสั้น ผู้รับความเสี่ยงได้สูง มีเวลาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด เขาก็อาจเหมาะกับหุ้นกราฟสวย ไม่สนใจพื้นฐาน สาเหตุก็เพราะ เขาเล่นสั้น ไม่ได้จะรอให้งบออกค่อยขายซะหน่อย ได้กำไรปั๊บ เดี๋ยวก็ขายออกแล้ว ดังนั้น ปัจจัยพืันฐานสำหรับเขาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่า
แต่ก็มีนักลงทุนอีกแบบ
เขาคิดว่า ถ้าหุ้นตัวนั้น มันไม่ได้อยู่ในกล่องสีเขียว หัวเด็ดตีนขาดฉันก็จะไม่ซื้อ นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะเลือกรอเวลาอย่างใจเย็น และคอยหาจังหวะที่ คุณภาพทั้ง 2 มุม เข้าเงื่อนไขอย่างที่ตั้งไว้ เขาอาจจะพลาดโอกาสการเข้าซื้อ ถ้าหุ้นมันไม่ปรับตัวลงมาอย่างที่มองไว้ แต่เขาก็ยอมรับได้ ไม่คิดเสียดายทีหลัง
จากตัวอย่างนักลงทุนทั้ง 3 ประเภท ลองสำรวจดูนะครับ คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน?
เมื่อคุณรู้ตัว คำถามที่ว่า  พื้นฐานดี แต่เทคนิคห่วย VS. เทคนิคสวย แต่ห่วยคุณภาพ เลือกอันไหนดี? ก็จะไม่มีให้คาใจ
ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือว่าเป็นนักลงทุน สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ก็คือ “รู้จักตัวเอง” เพราะถ้าคุณไม่รู้จักตัวเอง คุณก็จะเที่ยวแสวงหาสิ่งที่ทำให้คุณพอใจเพียงอย่างเดียว โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งที่พอใจ มันไม่ได้หมายความว่ามันจะเหมาะกับคุณ แต่ถ้าเราเจอสิ่งที่เหมาะกับจริต นิสัยเรา มันจะเหมาะกับเราไปตลอด เพราะนิสัยมันเป็นเรื่องแก้ยากที่สุด เปลี่ยนยากที่สุด คุณว่าจริงไหม


Credit http://www.iammrmessenger.com

ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนจน












คนส่วนใหญ่คิดและมองความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนเงินในกระเป๋า ซึ่งนั้นก็ไม่ผิดครับ เพราะคำว่ารวย มันคือการมีเงินมาก แต่พอสภาพแวดล้อมรอบข้างมันเป็นแบบนี้มากๆเข้า พอเราอยากประสบความสำเร็จ เราก็พุ่งเป้าไปที่ภาพที่เราวาดไว้ว่าคนรวยต้องมีเงิน ดังนั้น ก็ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินมา ซึ่งมันก็มีคนที่ไปถึงจุดนั้นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เป็นปกติ
คนที่ทำไม่ได้ ก็มีข้อโต้แย้ง และข้อแก้ต่างมากมายต่างกันไป ขอยกตัวอย่างข้อแก้ต่างบางข้อนะครับ
1. คนเราเกิดมามีต้นทุนไม่เท่ากันนิ
ขอแย้งกลับด้วยการเล่าเรื่องนี้ครับ
มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ครอบครัวอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่มีเงินไทยติดมาซักแดง ครั้งแรกที่เริ่มทำงาน เขาไปทำงานที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อตอนอายุได้ 19 ปี โดยทำงานในตำแหน่งแคชเชียร์ หลังจากนั้นก็ย้ายไปทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด (ตามลำดับ) จนเมื่ออายุ 25 ปี ได้กลับมาทำงานอีกครั้งที่เจริญโภคภัณฑ์ ปัจจุบันแกก็ยังทำงานที่นี่ครับ แต่ในฐานะ “เจ้าของ” ชายคนนี้ ชื่อว่า ธนินท์ เจียรวนนท์ ปัจจุบันเป็นมหาเศรษฐฐีอันดับต้นๆของประเทศไทย จะเห็นว่าเสี่ยธนินท์ ไม่ได้รวยตั้งแต่เกิดนะครับ
2. ฉันไม่รวยเพราะฉันโชคร้าย จังหวะชีวิตไม่ดี
ขอยกตัวอย่างสตีฟ จ๊อบ ชายผู้ซึ่งเคยถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองเป็นผู้ก่อตั้งด้วยซ้ำ ถ้าฟังหรือได้อ่านคำสัมภาษณ์ของเขาในหลายๆครั้ง เขามีมุมมองว่า “การถูกไล่ออกจากบริษัทApple กลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม  ภาระหนักอึ้งของความสำเร็จมันถูกแทนที่ด้วยภาระที่แทบจะไม่มีเลย เปิดโอกาสให้ผมเป็นผู้ริเริ่มอีกครั้ง  ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ไม่มีอะไรที่คุณจะมั่นใจได้เลย  แต่มันก็ได้ปลดปล่อยให้ผมได้เข้ามาสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ทีสุดในชีวิต”
ใครจะว่าสตีฟ จ๊อบ โชคร้ายในตอนนั้น? ผมว่า ทุกๆคนในโลกนี้ล่ะ ไม่ว่าจะจน จะรวย เจอเรื่องแย่ๆกันทุกคน แล้วแต่ว่าจะเจอในช่วงเวลาไหน แต่วิธีการคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนี้แยกคนออกมาเป็น 2 ประเภท คือ คนที่มีความสุข กับ คนที่จมอยู่กับความทุกข์ คุณว่าคนแบบไหนสมควรได้รับรางวัลเป็น “ความรวย” เป็นการตอบแทน??
3. คนรวยถ้าไม่ได้รวยตั้งแต่เกิด ส่วนใหญ่เขาฉลาดด้วยนะ ส่วนฉัน ไม่ใช่แบบนั้น
อันนี้เถียงยากครับ เพราะไม่ได้มีการวัดไอคิวเศรษฐีมาหาค่าเฉลี่ยดูว่าไอคิวพวกเขาเหล่านั้นอยู่ในระดับไหน แต่จากประสบการณ์ที่เห็นหลายๆคน  บางคนไม่ได้เป็นคนเก่งมากมาย แต่เพียงเพราะเขารักในสิ่งที่เขาทำ มันเลยทำได้ดีกว่าคนทั่วไป  ลองอ่านบทสัมภาษณ์เศรษฐีที่โตได้ด้วยตัวเองดูนะครับ หรือลองค้นใน google ดูว่า นักคิด หรือคนรวยที่เชียนหนังสือพวกชี้ช่องรวยต่างๆเนี่ย เขามองว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง … ผมไม่เห็นมีใครเชียนเลยว่า ต้องเป็นคนฉลาด แต่เขียนกับเกือบทุกคนว่า ต้องเป็นคนขยัน และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ
สุดท้าย จะเป็นคนแบบไหน มันเริ่มจากความคิดของคนนั้นๆครับ คุณหนูดี วนิษา เรซ เคยให้ข้อคิดเด็ดๆ ซึ่งผมชอบมากมาประโยคหนึ่งก็คือ สมองไม่สามารถแยกระหว่าง “ความคิด” และ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ฉะนั้นถ้าเราคิดว่าเราไม่เก่ง ไม่ขยัน หรือชาตินี้ไม่มีทางรวย เราก็จะเป็นอย่างนั้น ผมว่าจริงนะ
เพราะฉะนั้น โดยรวมแล้ว จากรูปความแตกต่างระหว่าง คนจน และ คนรวย จะกล่าวโดยสรุปก็คือ “คนรวยคิดบวก คนจนคิดลบ” ลองสำรวจดูนะครับ เวลาเราเจอกับปัญหา หรือว่าดำเนินชีวิตไปตามปกติ เราชอบคิดแบบไหน บวกหรือลบ และถ้าคิดลบเยอะ ก็อย่ามัวตัดพ้อต่อว่าตัวเองอยู่ ไม่อย่างนั้น เราก็จะเป็นแบบที่เราเคยเป็นอย่างนั้นต่อไป มาเปลี่ยนความคิดกัน ณ วันที่เรายังมีลมหายใจกันอยู่นะครับ :)

กฎข้อที่หนึ่ง จงอย่าขาดทุน

Warren Buffett ได้ตั้งกฎการลงทุนไว้เป็นเหมือนลายแทงให้พวกเราเดินตาม กฎที่ว่านั้น ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน
กฎข้อที่หนึ่ง จงอย่าขาดทุน
กฎข้อที่สอง อย่าลืมกฎข้อแรก
หลักการของ Warren Buffett แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคือ ปกป้องเงินต้นของคุณให้ได้ เพราะเมื่อปกป้องมันไว้ได้ คุณก็จะมีเงินไว้คอยหาหุ้น หาสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสทำกำไรต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อคุณอยู่ในตลาดหุ้นได้นานขึ้น มีชีวิตรอดในตลาดยืนยาวขึ้น ก็เท่ากับคุณจะเจอโอกาสในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหมายถึง กำไรที่จะได้มาในที่สุด
ในมุมของการลงทุน กูรูหลายๆท่านมองว่า มันเป็นเรื่องของ โอกาส กับการใช้มันให้เกิดประโยชน์ ยิ่งอยู่ในตลาดได้นานพอ เราก็จะเห็นโอกาสมากขึ้น เมื่อเห็นโอกาสมากๆพอ เราจะรู้ว่า โอกาสไหนควรเสี่ยง โอกาสไหนไม่ควรเสี่ยง ดังนั้น จงอย่าขาดทุน
จะเห็นว่า ด้วยกฎอันนี้ ความหมายของมันลึกซึ้งมากนะครับ แต่เพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้น ผมขอยกตัวอย่างการขาดทุนจากการลงทุน และโอกาสในการทำกำไรกลับคืนมา ให้เราได้เห็นกันว่า เวลาขาดทุน สิ่งที่ตามมาคืออะไร
จากตัวอย่างข้างต้น จากเงินต้น 100 บาท ถ้าคุณขาดทุน 10% เหลือเงินลงทุน 90 บาท ด้วยเงิน 90 บาท หากอยากได้ทุนคืน คุณต้องทำผลตอบแทนให้ได้ 11%
นั้นหมายความว่า ขาดทุนเท่าไหร่ ต้องใช้แรงกลับไปยืน ณ จุดเดิม มากขึ้นกว่าตอนขาดทุน
คราวนี้ลองดู ณ ระดับขาดทุนที่ 50% คุณต้องพยายามทำผลตอบแทนให้ได้ 100% ถึงจะได้เงินต้นคืน เท่ากับ ใช้แรงถึงสองเท่าทีเดียว เห็นหรือยังครับ ความน่ากลัวของการปล่อยให้หุ้นขาดทุนมันติดอยู่ในพอร์ต
จากประวัติผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ถึง 20% ต่อปี ดังนั้น แค่นี้ก็พอจะคิดเป็นกลยุทธ์การลงทุนได้ว่า หากจะตัดขาดทุน (Cut Loss) เพื่อไม่ให้ความเสียหายมันบานปลาย ก็ไม่ควรวางจุดตัดขาดทุนต่ำกว่า 20% ไม่เช่นนั้นโอกาสการคืนทุนก็จะยากตามไปด้วย
จะเห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะนักเทคนิคคอลเท่านั้นที่มีจุดตัดขาดทุน แต่ VI ทั้งหลายที่มีแนวคิดซื้อและถือยาว ก็ต้องคิดเผื่อกลยุทธ์ Cut Loss ไว้ด้วยในกรณีที่ท่านเลือกหุ้นผิดตัวหรือผิดจังหวะ ความเชื่อที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุนนั้น เป็นความเชื่อที่เหมือนเชื้อไวรัสซึ่งจะแพร่กระจายไปทำลายพอร์ตการลงทุนที่คุณสร้างมาอย่างดี  หลายครั้งเลยครับที่ได้คุญกับนักลงทุนด้วยกัน พอร์ตมีหุ้นอยู่วิบกว่าตัวกำไรดีๆทั้งนั้น แต่โดยรวมกลับขาดทุน สาเหตุก็เกิดจากการกอดหุ้นเน่าที่ขาดทุนหนักๆไว้ในพอร์ตแค่ตัวเดียว เห็นอย่างนี้ เราก็ควรตั้งกฎให้กับการลงทุนของเราใหม่นะครับ ผมขอเปลี่ยนกฎของปู่ Buffett เล็กน้อย เพราะกฎแก อาจจะโหดไป (สำหรับผม) ที่บอกว่า จงอย่าขาดทุน เพราะผมลงทุนเองมา ขาดทุนก็บ่อย แต่ไม่ยอมให้ขาดทุนหนัก
ดังนั้น ขอใช้กฎว่า “จงอย่าขาดทุนหนัก” แทนก็แล้วกัน :)

credit http://www.iammrmessenger.com

จุดอ่อน จุดแข็งของเทรดเดอร์

บทนี้จะเขียนเป็นตัวหนังสือล้วนๆนะคัฟไม่มีภาพประกอบ(อ่านอย่างเดียว อิอิ)
เป็นกันแทบทุกคนในโลกนะครับ เรามักจะเอาตัวเราเป็นจุดศูนย์กลางในโลกใบนี้ ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน แล้วก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เราดีหรือแย่แค่ไหน เมื่อเทียบกับเขา
แถมตั้งแต่อดีตที่เป็นมา มนุษย์เราก็เลือกยกย่องคนที่มีจุดเด่น คนที่สามารถนำหน้าคนอื่นได้ในเรื่องที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี อันนี้ไม่ได้จะว่ากันนะ คนดี คนเก่ง เราต้องยกย่องชมเชย ให้เขาได้มีที่ยืนที่สง่างามในสังคม เพื่อสร้างแรงบรรดาลใจ และชี้ทางเดินให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง
นักฟุตบอลระดับโลกในยุคสมัยนี้ ก็ได้แรงบรรดาลใจมาจากอัฉริยะในโลกลูกหนังสมัยก่อน นักลงทุนที่พอร์ตโตวันโตคืนในวันนี้ ก็ได้ใช้คำแนะนำและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของนักลงทุนในรุ่นก่อนๆ เป็นแบบนี้ในแทบทุกวงการครับ แต่ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเดินตามรอยคนไม่กี่คนที่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นได้
คุณเคยน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นตัวคุณเองบ้างไหม?
ยอมรับมาซะดีๆว่าทุกคนล้วนมีบางสิ่งในตัวที่เรารู้สึกไม่พอใจ แต่บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะปรับมันยังไง สิ่งนั้นหล่ะครับ คือ “จุดอ่อน” ของคุณ
ทุกชีวิตมีข้อบกพร่องหมดนะครับ เพราะข้อบกพร่อง เป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์แบบของโลกเราอยู่แล้ว
??? งงไหม ???
ไอน์สไตน์ ในวัยเด็ก เขามีความพิการทางการอ่านเขียน (dyslexia) เป็นโรคขี้อาย ในวัยเด็กเขาต้องถูกเชิญออกจากโรงเรียนหลายครั้งเพราะความพิการในเรื่องนี้
เวลาเรียน เขาต้องพยายามนั่งเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น ครูจะได้มองข้าม และไม่ถามคำถามเขา ที่ฮาคือ เขาเคยถูกตราหน้าจากคนที่รู้จักว่าเป็นคนปัญญาอ่อนที่ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้
แต่ด้วยความที่เขาเป็นเด็กเขียนช้า อ่านช้า กลับกลายเป็นทำให้เขามีเวลา..ครุ่นคิดลงไปในรายละเอียดถึงอวกาศและเวลามากกว่าคนทั่วไป ท้ายที่สุด อย่างที่ทุกคนทราบ เขาสามารถพัฒนาทฤษฎีต่างๆซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลกให้เป็นแบบที่เราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้
ปมด้อย หรือ จุดอ่อนของ ไอน์สไตน์ กลับกลายเป็นจุดแข็งในด้านอื่นสำหรับเขา เห็นรึยัง?!?!
ในแง่ของการลงทุน หลายคนที่ไม่ประสบความเร็จในการลงทุน สาเหตุอาจมาจาก นิสัยที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เป็นคนคิดช้า แต่ดันมาเล่นเทรดเร็ว หรือเป็นคนทำอะไรใจร้อน ทำเร็ว แต่ดันไปถือหุ้น VI ซึ่งวิ่งอืดเป็นเรือเกลือ
ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว จุดอ่อนที่สร้างความเสียเปรียบให้คุณในการลงทุน มันอาจเป็นจุดแข็งในการเอาชนะ และอยู่รอดในตลาด หากคุณลองเปลี่ยนกลยุทธ์! 
อย่าเอาแต่ตำหนิ หรือกล่าวโทษ ในสิ่งที่ผิด เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เพราะสิ่งที่เราจะได้กลับไปก็คือ อารมณ์ขุ่นเคือง หงุดหงุด ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระยะยาว ไม่ดีต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกายนะเออ มีปัญหาก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับ อันนี้สำคัญนะ
เคยมีคนแซวนักวิเคราะห์ท่านหนึ่งซึ่งออกมาฟันธงแนวโน้มตลาดในรายการโทรทัศน์ทุกสัปดาห์ บอกว่า ไม่รู้เชิญมาออกรายการได้ยังไง ฟันแนวโน้มตลาดไปทางไหน มันวิ่งผิดทางทุกที ในวงสนทนาก็รุมกันว่าเขา บอกให้ไปเรียนมาใหม่บ้าง บอกให้ไปเปลี่ยอาชีพบ้าง ก็ว่ากันไปกัน สิ่งที่คนในวงสนทนาได้ไปจากเหตุการณ์นี้ก็แค่ความสนุกสนาน แต่สำหรับคนที่เฝ้าติดตามนักวิเคราะห์ท่านนี้ อาจจะเจ็บตัว หรือเข็ด ไม่อยากกลับมาลงทุนในหุ้นอีกเลย
จะเห็นว่า ทั้งวงสนทนา และคนที่เฝ้าติดตามนักวิเคราะห์ท่านนี้ใช้ประโยชน์อะไรจากข้อมูลที่รับมาไม่ได้เลย ก็เพราะเขามองเห็นว่ามันคือ “ข้อบกพร่อง” หรือ “จุดอ่อน”
แต่สมมติผมบอกให้คุณเปลี่ยนความคิดนะครับ…..
ถ้านักวิเคราะห์ท่านนี้ ฟันธงผิดทุกที เราก็ “สวนทาง” เขาซะสิ จะไปนั่งด่าเขาทำไม
นักลงทุนทุกคน มีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจะประสบความสำเร็จในการลงทุนอยู่ข้างในอยู่แล้ว อย่าพยายามเทียบจุดที่คนอื่นเก่งกว่าเรา ต่างไปจากเรา แล้วพยายามทำตามเขาไปซะหมด อย่าไปมองแต่ข้อบกพร่องของคนอื่น แล้วไปตำหนิเขา
ในโลกของการลงทุน มันไม่มีหรอกครับ จุดอ่อนหรือจุดแข็ง มันมีแต่คุณจะใช้ประโยชน์จากจุดนั้นยังไงมากกว่า วิธีการใช้ประโยชน์ก็คือ เราต้องรู้จักปรับกลยุทธ์ ปรับแนวคิดในการลงทุนให้มันเข้ากับความเป็นตัวเรา หาตัวเองให้เจอ และยอมรับในสิ่งที่เราเป็น เพราะถึงคุณจะไม่ได้เงินออกไปจากตลาดหุ้นอย่างที่หวังในตอนแรก คุณก็ได้รู้จักสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองแล้ว นั้นก็คือ รู้จักตัวเอง

credit http://www.iammrmessenger.com

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บาปมหันต์ 7 ประการในการลงทุน

นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องเจ็บตัวเพราะความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับวิธีการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ นั่นคือสิ่งที่นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่อย่าง "บับเฟตต์ และ โซรอส" ไม่เคยเล่าให้เราฟัง สิ่งเหล่านั้นมันคือความเชื่อผิดๆ ที่นำมาซึ่งความผิดพลาดที่จะทำให้เราล้มเหลวในการลงทุน หรือ ที่เรียกว่า "บาปมหันต์ 7 ประการในการลงทุน" การที่เราจะลบล้างความเชื่อผิดๆเหล่านั้นได้ก็คือ ต้องมาดูกันก่อนว่าอะไรกันแน่ที่ผิด แล้วเรามีความเชื่อแบบไหนกันบ้าง

บาปมหันต์ข้อที่ 1  เชื่อว่า คุณต้องคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดได้ถูกต้อง จึงจะทำผลตอบแทนที่ดีได้
ความจริงในตลาดค้าสกุลเงิน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเค้าก็ไม่ได้คาดการณ์ตลาดแม่นยำเสมอไป แต่เค้ามีทักษะ มีกระบวนการคิดตัดสินใจและวินัยที่ดีในการลงทุนด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะแน่แค่ไหน แต่การคาดการณ์ให้ถูกต้องทุกครั้งมันเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก นักลงทุนควรรู้ตัวเองเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อใดควรสู้ และเมื่อใดที่ควรถอย

บาปมหันต์ข้อที่ 2  เชื่อ "กูรู" หลายคนเชื่อว่า ถ้าฉันพยากรณ์ตลาดไม่ได้ ก็ต้องมีคนอื่นที่ทำได้ สิ่งที่ฉันต้องทำก็คือ หาคนคนนั้นให้เจอก็เท่านั้นเอง
ความคิดแบบนี้ ทำให้นักลงทุนล้มหายตายจากไปจากตลาดแล้วมากมาย ก็เพราะว่าเชื่อว่ามี "เซียน" ที่สามารถทำให้คุณรวยได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องทำอะไร แค่ทำตามที่เซียนบอก เซียบบอกว่าขึ้นก็บาย เซียนบอกลงก็เซล เมื่อไหร่ที่ทำตามแล้วได้กำไร ก็เชื่อว่า "แหม่ เซียนคนนี้ สุดยอดมาก ชั้นจะฝากชีวิตการลงทุนไว้ในมือเค้าหละ" แต่ถ้าเมื่อไหร่ เซียนดวงจู๋ ทายไม่แม่นขึ้นมา ทำให้คนตามเสียเงินติดกันซัก 2-3 ครั้ง  คนก็จะบกว่า "โถ เราไม่น่าไปเชื่อเค้าเลย ไม่แม่นจริงนี่หว่า " แล้วก็ไปหาเซียนคนใหม่ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย อย่าลืมว่า ตลาดค้าสกุลเงินเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงมาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าคุณไม่วางแผนรับมือกับมันดีๆ เซียนคนไหนก็ช่วยคุณไม่ได้ ทางที่ดีก่อนที่จะปักใจเชื่ออะไรใครควรมองหาเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และวางแผนการรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดตลอดเวลาด้วย อย่าคิดแต่จะยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะเมื่อเวลาผิดพลาดขึ้นมาทุกคนไม่ว่าคุณหรือเซียนต่างก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น

บาปมหันต์ข้อที่  เชื่อว่า "ข้อมูลวงใน" จะช่วยให้ทำเงินได้มากมาย
ขอยกตัวอย่าง บัปเฟตต์ ที่เป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดของเขาคือ "รายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียน"  เห็นได้ว่าเขาไม่ได้ใช้ข้อมูล "พลายกระซิบ" จากวงในที่ไหนเลย
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ โซรอส ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษล้มครืน เมื่อเขาเข้า ชอร์ต ค่าเงินปอนด์เมื่อปี 1992 โซรอสไม่ใช่เพียงคนเดียวที่เห็นสัญญาณนี้ มีคนมากมายที่เห็นสัญญาณนี้มานานแล้ว และต่างพร้อมใจกันขายเงินปอนด์ทิ้ง แต่โซรอสเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ากระโดดเข้ามาอย่างเต็มตัว ทำให้รอบนั้นเขาขนกำไรกลับบ้านไปเหนาะๆ 2,000 ล้านดอลลาร์
จากทั้งสองตัวอย่างเห็นได้ว่า นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนนี้ ไม่ได้ใช้ข้อมูลวงในที่พิเศษกว่าชาวบ้านเลย บัปเฟตต์ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลแจกฟรี และโซรอสก็มีข้อมูลที่เหมือนกันกับนักลงทุนอื่นๆทั่วไป แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองคนจะมีชื่อเสียงและสามารถเข้าถึงข้อมูลวงในได้ทุกระดับอย่างง่ายดาย แต่อย่าลืมว่า ก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงพวกเขาก็เป็นนักลงทุนธรรมดาอย่างเราๆนี่แหละไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร และคุณเชื่อมั้ยว่าผลตอบแทนจากการลงทุนของทั้งสองคนในตอนนี้นั้น ยังน้อยกว่าเมื่อก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงเสียอีก ที่สำคัญ ข้อมูลพรายกระซิบจากวงใน คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจริงเท็จแค่ไหน ส่วนตัวเราเองเคยมีประสบการณ์ เชื่อข่าวที่เค้าบอกว่ามาจากแหล่งข้อมูลวงใน โดยฟังมาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือเลยหละ แต่สุดท้ายราคาก็ไปกันคนละเรื่องกับข่าวที่ได้รับมาเลย

บาปมหันต์ข้อที่ 4 กระจายการลงทุน
หลักในการทำกำไรของ บัฟเฟตต์ และโซรอส ที่เหมือนกันคือ พวกเขาจะ "ลงทุนหนักๆ ให้ได้กำไรก้อนใหญ่ๆ" ในการลงทุนที่พวกเขามั่นใจ บัฟเฟต์จะเลือกบริษัทมาซักครึ่งโหล แล้วคัดเลือกเอาบริษัทที่เขามั่นใจ แล้วจึงลงทุนอย่างเต็มเม็เต็มหน่วยกับบริษัทเหล่านั้น
โซรอส บอกว่า "สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณทำผิดหรือถูก แต่อยู่ที่ว่า คุณทำเงินได้มากแค่ไหนเมื่อคุณตัดสินใจถูก และเสียเงินมากแค่ไหนเมื่อคุณตัดสินใจผิด"  จากคำพูดของโซรอส เน้นย้ำ นักลงทุนรายย่อยๆอย่างเราได้ทีที่เดียวในเรื่องของ " Money management หรือ MM "
สรุปได้ว่าทั้งสองคนจะ "ลงทุนหนักๆ เพื่อให้ได้กำไรเยอะๆ และต้องเยอะกว่าที่เสียไปเมื่อยามที่ผิดพลาด" ซึ่งการกระจายความลงทุนเป็นอะไรที่แตกต่างจากสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง เพราะแม้ว่าคุณจะได้กำไรจากคู่เงินบางคู่ แต่คุณก็อาจจะขาดทุนกับคู่เงินอื่นๆก็ได้ กำไรที่ได้ก็ต้องมาหักลบกลบหนี้ แบบนี้แล้วคุณจะเหลือกำไรซักเท่าไหร่กัน (ไม่ขาดทุนก็ดีแค่ไหนแล้ว)

บาปมหันต์ข้อที่ 5  เชื่อว่า คุณต้องเสี่ยงมาก หากจะทำกำไรให้ได้มากๆ
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นมักไม่ชอบความเสี่ยง (เช่นเดียวกับนักธุรกิจทั้งหลาย)  และทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ในการลงทุนแต่ละครั้งก็จะต้องพิจารณาดูถึงความเป็นไปได้ว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะได้กำไร และความเสี่ยงที่มีนั้นมากน้อยแค่ไหน พยายามอยู่ในจุดที่ทำให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในการลงทุนแต่ละครั้ง นักลงทุนที่ดีรู้ว่าการเสียเงินนั้นง่ายกว่าการหาเงิน และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ "นักพนัน"

บาปมหันต์ข้อที่ 6   เชื่อในการมีอยู่ของ "ระบบ" ว่า มีใครบางคน อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ ได้พัฒนาระบบขึ้นมา ด้วยวิธีอะไรบางอย่าง อาจเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิค วิเคราะห์พื้นฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์หรือแม้แต่โหราศาสตร์ ที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำกำไรได้อย่างแน่นอน
ความเชื่อในลักษณะนี้ คล้ายกับความเชื่อในตัว "กูรู" ที่เชื่อว่า ถ้าสามารถเอาระบบการลงทุนของกูรูมาใช้ได้ ก็จะทำกำไรได้เหมือนกูรู เหมือนว่าระบบการลงทุนนั้นเป็นสูตรสำเร็จในการลงทุน  ซึ่งความเชื่อในตัวกูรูและระบบนั้น มีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกันคือ "ต้องการอะไรที่แน่นอน" โดยที่ตนเองนั้นไม่ต้องทำอะไรเองเลย แค่ทำตามก็พอ  บัฟเฟต์ได้กล่าวในการให้สัมพาษย์หนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเรื่องของเขาว่า "คนเราชอบมองหาสูตรสำเร็จ พวกเขาหวังว่าจะได้เจอกับสูตรสำเร็จที่ใช่ แล้วเอามาต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ และหวังว่าเงินทองจะไหลเข้ามาหาเอง" ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบของคนคนนึง อาจจะใช้ไม่ได้กับอีกคนนึงก็ได้ มันต้องมีปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยในการที่จะทำให้ระบบการลงทุนนั้นๆมีประสิทธิภาพในการทำเงิน ซึ่งที่สำคัญก็คือการมีวินัย และทำตามระบบ "ระบบจะดีแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าคนใช้ไม่มีวินัยและทำตามอย่างจริงจัง" และคนเราก็มีวินัยที่ไม่เท่ากันซะด้วยซิ

บาปมหันต์ข้อที่ 7 เชื่อว่า คุณ "รู้" ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตและมั่นในว่าตลาดจะ "เป็น" อื่นไปไม่ได้ นอกจาก "ต้อง" เป็นไปอย่างที่คุณคิด
ข้อนี้ ถือเป็นบาปที่หนักที่สุดในบรรดา 7 ข้อ เพราะทำให้นักลงทุนพอร์ตสะอาดกันมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว การที่คุณมั่นใจในตัวเองมากเกินไป เชื่อว่าความคิดของตนเองต้องถูกเสมอ คนพวกนี้แหละ "เหยื่อตัวจริง" ของตลาดเลยหละ อย่าลืมว่าตลาดไม่ได้มีคุณคนเดียวและคุณก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาดที่จะสามารถควบคุมมันให้ไปในทิศทางที่คุณต้องการได้ โดยเฉพาะตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เราๆท่านๆต่างก้รู้ดีว่ามันไม่เพดานราคา เวลาที่ราคาวิ่งรุนแรงมันก็ไปแบบพรวดพราด คนที่คิดถูกในจังหวะนั้นก็รวยไป ส่วนคนที่คิดผิดก็เจ็บตัวไป และที่เลวร้ายก็คือ ถ้าคุณคิดผิดแล้วยังเชื่อว่าตัวเองคิดถูกอยู่นี่ซิ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

นี่คือบาปมหันต์ทั้ง 7 ประการ ที่นักลงทุนไม่ควรจะมี ลองพิจารณาตัวคุณเองว่า คุณมีความเชื่อแบบไหนอยู่บ้าง แล้วผลที่ตามมามันเป็นอย่างไร ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะกำจัดมันทิ้งไป

Warren Buffett & George Soros

Credit  http://www.thaiforexschool.com