exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เก็งกำไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เก็งกำไร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เล่นหุ้นออนไลน์ มือใหม่โปรดคลิ๊ก


คุณพร้อมหรือยัง?


"การสร้างรายได้จากโลกออนไลน์ในปัจจุบันนี้ มีมากมายหลายรูปแบบ ผ่านธุรกิจต่างๆรวมไปถึงการลงทุนในตลาด Forex หรือตลาดซื้อขายสกุลเงินระหว่างประเทศซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้คุณได้อย่างมหาศาล"

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเล่นหุ้นแต่มีทุนไม่เพียงพอหรือมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการเล่นหุ้นอยู่แล้วก็ลองอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการเทรด Forex ดูครับ เพราะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจการเทรด Forex จะคล้าย ๆ กับการเล่นหุ้นแต่ Forex จะมีสะภาพคล่องสูงกว่ามาก กร๊าฟวิ่งขึ้น-ลงเร็วและยังสามารถเล่นได้ทั้งกร๊าฟขาขึ้นและขาลง จากสภาพคล่องสูงนี่เองที่ทำให้เทรดได้หรือเสียเร็ว เงินลงทุนก็เริ่มต้นเพียง $1 เท่านั้น

Forex คืออะไร?

Forex (FOReign Exchange market) คือ ตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่ซื้อ-ขายกันในตลาดนี้คือเงินตราสกุลต่างๆ (การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในการซื้อ-ขายเงินตราเหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบการจับคู่แลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, USD/CAD, GBP/JPY เป็นต้น 

ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน โดยก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายนั้น ตลาด Forex จะมีผู้เล่นเพียงบางกลุ่มเท่านั้น เช่น ธนาคาร กองทุน ผู้นำเข้า และส่งออก แต่เมื่อมีอินเตอร์เน็ตก็เริ่มมีการพัฒนาระบบเทรดบนอินเตอร์เน็ต และเริ่มมีโบรกเกอร์ที่ให้บริการสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจให้สามารถเริ่มต้นเทรดได้ด้วยทุนเพียง $1 เท่านั้น จึงทำให้การลงทุนในตลาดแห่งนี้แพร่หลายไปทั่วโลก





(FOREIGN EXCHANGE MARKET)


ตลาด Forex คือ ตลาดกลางสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลก ที่รู้จักในชื่อของ FOREX , Forex , Retail Forex , FX , Spot FX หรือ Spot
ตลาด Forex นั้นเป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก และกระจายอยู่ทั่วโลก ได้แก่ นิวยอร์ค ลอนดอน ญี่ปุ่น ยุโรป และ ออสเตรเลีย การที่มีตลาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละพื้นที่มีเวลาเหลื่อมกัน ทำให้เสมือนว่าตลาด Forex นั้นเปิด และมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในประเทศไทยแล้ว ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 ของเช้าวันจันทร์ จนถึง ตี 4 เช้าวันเสาร์ หรือก็คือ 24 ชม ยกเว้นวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ นั้นเอง ปัจจุบันตลาด Forex นั้นมีมูลค่าการซื้อขายต่อวัน สูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน


ผลตอบแทนกับการลงทุนในตลาด FOREX




  • ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาด Forex นั้นสูงมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น หรือการลงทุนในกองทุน สำหรับผู้ติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน อาจสงสัยว่าการลงทุนในตลาด Forex ซึ่งซื้อขายเงินตราสกุลเงินต่าง ๆ จะให้ผลตอบแทนสูงได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละวันอัตราการเปลี่ยนแปลงราคาของสกุลเงินต่าง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงน้อยมาก (ไม่ถึง 1%)





  • สิ่งที่ทำให้ตลาด Forex ให้ผลตอบแทนสูง นั่นคือ "ระบบ Leverage" ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุน สามารถลงทุนและทำกำไรได้เหมือนมีทุนเป็นร้อยเท่าจากทุนจริงที่มีอยู่ และสามารถเลือกทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และขาลง ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับการลงทุนใน Gold Future, TFEX หรือ SET50 Future เพียงแต่ว่า สัดส่วน Leverage นั้นสูงกว่ามาก





  • หลายคนอาจสงสัยว่า.. "ผลตอบแทนสูง นั้นสูงขนาดไหน ?" เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดได้บ่อย
    แต่สำหรับตลาด Forex การทำกำไรนั้น เป็นเรื่องปกติ และธรรมดามาก จะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนนั้นสูงมาก แต่ในทางกลับกันก็เป็นการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงมาก (High Risk = High Return)
    มี 100 ก็หมด 100 ได้ไม่ยาก ในเวลาอันสั้นเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่สนใจ และอยากลองลงทุนในตลาด Forex ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน


  • ความน่าสนใจของตลาด Forex
    - เงินลงทุนต่ำเริ่มต้นเพียง $1
    - ตลาด online ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 24 ชั่วโมง 
    - สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง 
    - ค่าดำเนินการต่ำโบรกเกอร์เก็บค่า spreed เริ่มต้นเพียง 2 pips ต่อเทรดเท่านั้น (คู่ EUR/USD) 
    - สามารถทดลองเทรดได้เสมือนจริงโดยใช้ virtual money (เงินปลอม) บนระบบจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    - หากคุณศึกษาหาความรู้จนเกิดความชำนาญก็สามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้ 
    - เป็นงานออนไลน์แห่งทุกปีและทุกยุคสมัยตลอดไป ใช้เวลาอยู่กับคอมพร้อมสนุกไปกับมัน
    - ต่างจากงานออนไลน์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องโปรโมทสื่อ หรือชวนคนใดๆ เพราะนี้ไม่ใช่ธุรกิจ MLM เพราะเราเทรด Forex มันได้มากกว่าธุรกิจชวนคนที่ไ้ด้ค่าคอม วันๆหนึ่งเราเทรด 3 ชั่วโมงกำไร 100 ดอล(3พันบาท) มันเป็นอะไรที่ได้เงินง่ายมากๆ แค่ไม่กี่นาทีเราก็สร้างรายได้แล้ว เพราะตลาดนี้มันทำกำไรได้เร็วที่สุดในโลก 


    ลงทุนใน Forex ได้เงินจริงหรือเปล่า?
    เล่น Forex แล้วได้เงินจริงหรือเปล่า ผมขอตอบว่า...ได้จริงและเสียจริงครับ อยู่ที่ว่าคุณทำได้หรือเปล่า คุณต้องขยันศึกษาหาความรู้ หาเทคนิคในการทำกำไร มีหลายคนฝึกฝนจนสามารถยึดการเทรด Forex เป็นอาชีพหลักได้ ความสำเร็จดังกล่าวอยู่ที่การฝึกฝนครับ ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ การที่จะเก่งได้นั้นก็ต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝน การเล่น Forex จะคล้ายๆ การเล่นหุ้น แต่เป็นการซื้อขายค่าเงินระหว่างคู่เงินแทน เป็นการเก็งกำไรจากค่าเงิน ตลาดเงินจะคล่องตัวกว่าตลาดหุ้นมาก ส่วนตลาดหุ้นเค้าจะเน้นกิจการดี ปันผลเยี่ยม แต่ยังไงๆก็สู้ตลาดเงินไม่ได้อยู่ดีเพราะวันๆหนึ่งเราสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า 10% - 100%++ ต่อวันได้เลย แต่หุ้นไม่สามารถทำได้ ถึงทำได้ก็น้อย ถ้าเล่นแบบปั่นผล ก็จะมีไตรมาสล่ะ 20% 3 เดือนจ่ายที ซึ่งเป็นไรที่ช้ามาก สมมุติคุณลงไป 1 แสน บาทในการเล่นหุ้นหรือถือหุ้นบริษัทหนึ้งที่ให้ปั่นผล 20%ต่อไตรมาส พอ 3 เดือนปุ๊ป คุณก็จะได้ 2 หมื่น เทียบกับการเล่นค่าเงิน วันหนึ้งคุณทำกำไรจาก 1 แสน เป็น 1แสน 2 หมื่นบาท นั้นหมายถึงคุณทำกำไร 20% ต่อวันแล้ว ถ้าคิดเป็น 3 เดือนล่ะจะซักเท่าไหร่?เดือนหนึ่งเทรดได้ 20 วัน ก็เอา 20 วัน*3 เดือน = 60 วัน คุณเทรดได้กำไร 20%ต่อวันลองคูณดูมันจะซักเท่าไหร่ 20,000 * 60 = 1,200,000 บาท ภายใน 3 เดือน ซึ้งเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆกับการเล่น Forex โบรกเกอร์ที่ให้บริการเทรด Forex ส่วนใหญ่แล้วจะมีเงินปลอมให้ทดลองเทรด (Demo Account) จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยเล่นด้วยเงินจริง การตั้งใจศึกษาและฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้

    เวลาทำการของตลาด
    ตลาด Forex นั้นมีหลายแห่งในโลก มีเวลาการเปิดปิดที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ตั้งแต่เช้าวันจันทร์เวลาตี 4 จนถึงเช้าวันเสาร์เวลาตี 4 (ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งตลาดต่างๆ มีเวลาเปิด-ปิดดังนี้ 

    ตลาดประเทศเวลาทำการ
    ชื่อย่อชื่อเต็มเวลาเปิดเวลาปิด
    AUDAustralian DollarAustralia5.0013.00
    JPYJapanese YenJapan7.0014.00
    CHFSwiss FrancSwitzerland13.0021.00
    EUREuroEuropean Monetary Union13.0021.00
    GBPBritish PoundGreat Britain14.0022.00
    USDUS DollarUnited States19.003.00

    เริ่มต้น forex อย่างไร
    ก่อนอื่นก็ต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเทรดก่อนนะครับ
    - คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง จะเป็น PC หรือ Notebook ก็แล้วแต่สะดวกครับ
    - อินเตอร์เน็ต ควรเป็นแบบไฮสปีดหรือหากต่อผ่านมือถือก็ได้เช่นกันครับ
    เมื่ออุปกรณ์ในการเทรดพร้อมก็มาเตรียมตัวเพื่อเทรดกันครับ (ไม่มีคอมPCก็ร้านเน็ตครับ...จบเลย...ง่ายดี)
    - ศึกษาและฝึกฝน ผมแนะนำให้เล่นด้วย Demo Account(คือบัญชีทดลองเล่น โดยมีเงินจำลอง 1 แสนดอลล่า) จนกว่าคุณจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าเสีย จากนั้นค่อยเริ่มเล่นด้วยเงินจริง การเล่นด้วย Demo Account นี้ทุกอย่างคือของจริง ยกเว้นการเล่นได้หรือเสีย จะไม่ได้และไม่เสียจริง เพราะเป็นเงินที่ใช้ทดลองเล่น มือใหม่ควรศึกษาการเทรด ก่อนเทรดด้วยเงินจริง อย่างน้อยก็ควรมองเทรนของตลาดให้ออกก่อน

    ขั้นตอนการเปิดบัญชีโปรดคลิ๊ก

    วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    วิธีฝากเงินลงทุนกับEXNESS ผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นCounter Service



    วิธีฝากเงินลงทุนกับEXNESS ผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นCounter Service

    1.ล็อก อิน เข้า  exness  เลือกaAdd funds โอนขั้นต่ำ350บาท หรือแล้วแต่ค่าเงินขณะนั้น ทั้งนี้และทั้งนั้นคำนวณออกมาแล้วต้องไม่ต่ำกว่า10$ เช่น ถ้าค่าเงินบาทตอนนี้เท่ากับ30บาทต่อ1$ ยอดโอนขั้นต่ำก็อยู่ประมาณ330บาทถ้วน(เพราะต้องเพื่อค่าธรรมเนียมของทาง โบรกเกอร์ด้วย) ทางโบรกเกอร์อนุญาติให้โอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายเท่าไรก็ได้ไม่จำกัดยอดเงิน ในบัญชีซื้อขายหุ้นของท่าน(เงินในบัญชีนี้สามารถถอนออกได้ตลอดเวลาตามความ ต้องการของท่าน เงินในบัญชีนี้คือเงินของท่านไม่ใช่เงินของทางโบรกเกอร์)

    2.ระบบจะเปลี่ยนเงินของท่านเป็นเงินดอลล่า



    3.ตรวจสอบความถูกต้อง

    4.ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้แล้วนำไปให้พนักงานคิดเงินที่711หรือโลตัส คลิ๊กdoneไปเรื่อยๆจนกว่าจะกลับสู่หน้าของโบรกเกอร์Exness


    วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    RSI VS Stochastic




    ที่ Babypips นาย Proximus มาตั้งกระทู้ถามเรื่อง RSI กับ Stochastic เขาบอกว่าเขาได้ทดลองใช้ Stochastic มาระยะหนึ่งแล้วสำหรับเขาแล้วมันได้ผลมาก ๆ เลยผมเทรดได้ตั้ง 7 ใน 10 ครั้งแนะ แต่ผมก็ได้ยินมาว่ามีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่คล้าย ๆ กันนั่นคือ RSI แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ลองใช้มันสักที นอกจากนี้ผมยังเห็นว่ากรอบ over ของ RSI มันต่างจาก Stochastic แค่ 10 เอง Stochastic ใช้ 80 20 แต่ RSI ใช้ 70 30 ผมไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยทำให้ RSI มันวิ่งสมูธขึ้นหรือทำให้สัญญาณกลับตัวมันช้าลงกันแน่ ผมเลยมาตั้งกระทู้นี้เพราะอยากได้ข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ 2 ตัวนี้ว่าอันไหนดีกว่ากันอันไหนแม่นกว่ากันเพราะมันทั้งคู่ใกล้เคียงกันมาก ระหว่างให้สัญญาณที่เร็วแต่มีโฮกาสหลอกบ่อย กับ วิ่งช้าลงสักหน่อยแต่มั่นใจมากขึ้น อันไหนดีกว่ากันครับ
    คุณ TheDayTrader เข้ามาตอบว่า ทั้ง Stochastic และ RSI เป็น Indicator ประเภทเดียวกันคือใช้วัดการแกว่งของราคาเหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะต่างกันเพียงนิดเดียวก็ตามแต่มันก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กันอยู่ผมแนะนำให้เลือกใช้เพียงตัวเดียวพอ แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจก็ลองใช้ทั้งคู่ไปก่อนก็ได้แล้วดูว่าตัวไหนเหมาะกับวิธีเทรดของคุณมากที่สุด พยายามปรับมันให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณแต่อย่าลืมว่าการตั้งค่าของอินดิเคเตอร์พวกนี้มันจะเปลี่ยนไปตามการเลือก Time Frame ที่เทรดด้วยหากเปลี่ยน Time Frame ที่ดูกราฟก็อาจจะต้องปรับค่ามันใหม่ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้ Stochastic ตั้งค่าไว้ที่ 8 3 3 ที่สุดแต่ถ้าคถณอยากได้ Stochastic กับ RSI รวมกันแล้วละก็ผมแนะนำ อินดิเคเตอร์ที่ชื่อ DT Oscillator นะ

    คุณ GRIX FX ตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมชอบ Stochastic มากกว่านะเพราะมันเห็นภาพเวลาที่อินดิเคเตอร์ขึ้นไปชนเส้นได้ดีกว่า RSI ทำให้ผมสามารถกะ divergence ได้ดีกว่า
    คุณ จขกท. หลังจากหายไปสักพักก็เข้ามาตอบว่า ดูเหมือนว่าคนใส่วนใหญ่ในกระทู้จะชอบ Stochastic มากกว่านะแล้วถ้าผมตั้งค่าเป็น 15 3 3 ละ มันจะทำให้ Stochastic สมูธขึ้นไหมและช่วยลดการ false breakout ได้มากขึ้นรึเปล่า
    คุณ TheDayTrader เจ้าเก่าก็เข้ามาตอบว่า คำตอบของคำถามข้อนี้ของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดที่คุณใช้และ Time Frame ที่คุณเทรด ลองใช้วิธีนี้ดูสิครับ เอา Horizontal Line มาร์คจุด swing high, low ไว้หลังจากนั้นก็ลองปรับค่าของ สโต ของคุณให้มันใกล้เคียงกับจุดสวิงเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะจุดสวิงเหล่านี้มันจะหลายเป็นเหมือน Overbought/Oversold ไปอัตโนมัติเลยเมื่อเส้นใน สโต มันตัดกันตรง Overbought/Oversold มันก็จะหลายเป็นสัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือไปโดยอัตโนมัติ
    จขกท. ก็กลับมาตอบว่า ผมเห็นด้วยครับแต่ใน Time Frame เล็ก ๆ อาจจะต้องใช้ค่า 8 3 3 เพราะยิ่ง Time Frame เล็กเท่าไหร่ ความมั่วขงอินดิเคเตอร์ก็จะเพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนว่าผมคงจะต้องตั้งค่า สโต ใน 1 ชั่วโมงและดูใน 15 นาทีไปด้วยหากเป็นไปตามที่คิด 15 นาทีน่าจะช่วยบอกสัญญาณกลับตัวให้กับ 1 ชั่วโมงได้ดังนั้นมันจึงจำเป้นมากที่จะต้องมองกราฟมากกว่า 1 Time Frame ขึ้นไป
    นาย TheDayTrader ตอบว่า ใช่ครับการเทรดของผมก็อาศัยการดู Time Frame หลาย ๆ ตัวดูพร้อมกันเหมือนกันเช่นผมดู daily 4H 1H 15M ทุกการวิเคราะห์จะต้องตรงกันและจะเข้าเทรดใน TF 15 นาที
    นาย wizard56 เข้ามาตอบว่า ความเห็นส่วนตัวนะครับผมว่า Stochastic จะวิ่งเร็วกว่า RSI เวลาที่ราคาเริ่มมีการเคลื่อนตัวแต่นั่นก็ทำให้ สโต มีข้อเสียคือมักจะให้สัญญาณหลอกบ่อย ๆ แต่ RSI ถึงจะช้าไปหน่อยแต่จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือกว่าดังนั้นผมเลยชอบ stochastic มากกว่าครับ

    เป็นเรื่องที่ถกถึยงกันมานานเหมือนกันเรื่องหนึ่งระหว่าง Stochastic กับ RSI ว่าอะไรดีกว่ากัน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า RSI ดีกว่าแต่พักหลัง ๆ มานี่ผมว่าแล้วแต่สไตล์การเทรดและกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคนมากกว่า ใครที่ชอบ scalp ผมก็แนะนำว่า Stochastic จะเป็นคำตอบที่ดีกว่าแต่ใครที่ชอบเทรดเป็นวัน ๆไปหรือเก็บเป็นสวิงไปการใช้ RSI ก็น่าจะเหมาะกว่าสำหรับเทรดเดอร์คนนั้นการเอาอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator หรือวัดการแกว่งไปปรับค่าในมันสมูธขึ้นเพื่อลดสัญญาณหลอกของมันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากจะทำให้การอ่านค่าที่ปกติก็ช้ากว่าราคาอยู่แล้วมันช้าลงไปอีก และ การเอามันไปปรับให้เร็วขึ้นเพื่อหาสัญญาณเข้าที่ทันกราฟละก็ไม่มีทางเป็นไปได้ครับเพราะอินดิเคเตอร์คำนวณออกมาจากกราฟดังนั้นกราฟต้องวิ่งก่อนมันถึงจะคำนวณได้ครับ สรุปคือค่ามาตรฐานที่เค้าให้มาตั้งแต่แรกนั้นดีที่สุดแล้วครับ ส่วนตัวแล้วผมว่า Stochastic จะเหมาะกับ TF 1 นาที – 15 นาที เท่านั้นมันไม่เหมาะที่จะนำไปวิเคราะห์เทรนที่เป็นภาพใหญ่ ๆ วิ่งช้า ๆ อันนั้นเนี่ยถ้าใช้เป็น RSI หรือ MACD ไปเลยจะให้ผลที่ดีกว่าเพราะ Day Trader อย่างเรา ๆ คงจะไม่หาจังหวะเข้าจาก Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง Daily ใช่ไหมครับ





    CREDIT
    Source: http://forums.babypips.com/forextown/55282-rsi-vs-stochastic.html
    แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

    วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    ความจริงเกี่ยวกับการเทรด Forex




    ผมเชื่อว่าหลายคนเข้ามาในตลาดแห่งด้วยสายตาที่คิดว่าตลาดแห่งนี้จะมีเงินทองไหลมาเทมา บางคนฝันว่าตัวเองจะได้มีรถสปอร์ตหรูขับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเทรดเดอร์น้อยคนมากที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้จริง ๆ แล้วความเป็นจริงคืออะไรละ?

    สิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับการเทรด
    มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทุนเท่าไหร่ในการอยู่ในตลาดแห่งนี้คุณเอาเงินเข้ามาในตลาดเท่าไหร่คุณก็จะได้ออกไปในจำนวนประมาณนั้นละครับ มันต่างกันมากเลยระหว่างคนที่เข้ามาในตลาดด้วยเงิน 1000$ กับคนที่เอาเข้ามาด้วยจำนวนเงิน 100, 000$ หากเทียบกันแล้วคนที่มีโอกาสจะได้ในชีวิตเทรดเดอร์ชิว ๆ ก็ต้องเป็นคนที่มีทุนมากกว่าใช่ไหมละครับ มันเป็นการคำนวณตัวเลขง่าย ๆ เลย ยิ่งมีเงินในบัญชีมากเท่าไหร่นั่นก็หมายความว่าคน ๆ นั้นก็ไม่ต้องเทรดอะไรมากก็สามารถเทรดไปวัน ๆได้อย่างสบายใจและสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรดจริง ๆ ได้

    คุณล้อผมเล่นรึเปล่า?
    เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนจะมีคำถามทันทีเลยว่า “งั้นก็ออกจากงานที่ทำเลยดิแล้วทุ่มเงินสัก 10000$ มาลงกับ Forex เลย” งั้นลองมาดูตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ
    ตัวอย่าง
    สมมุติว่าคุณต้องการเงิน 50000$ ต่อปีถึงจะเพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรด
    บัญชีของนาย A มี 10000$ ถ้าจะทำ 50000$ จะต้องทำถึง 500% ต่อปี
    บัญชีของนาย B มี 200,000$ ถ้าจะทำ 50000$ ทำ 25% ต่อปีก็เพียงพอละ
    จากตัวอย่างข้างบนแสดงให้เห็นชัด ๆ เลยครับว่าเทรดเดอร์ เอ ต้องทำให้ได้ตั้ง 500% ถึงจะอยู่รอดได้ทั้งปีในขณะที่เทรดเดอร์ บี ที่มีเงินมากกว่าขอแค่ 25% ของพอร์ตก็อยู่ได้ละ อันนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงหรือการเพิ่ม lot ของวิธีเทรดของแต่ละคนอีกนะครับ แล้วการที่ต้องเทรดมากกว่า 5% ของพอร์ตต่อเดือนถือเป็นความเสี่ยงมาก ๆ บางคนอาจจะพูดว่า “5% ของพอร์ตต่อเดือน นิดเดียวเอง” แต่ 5% รวมกัน 12 เดือนก็เท่ากับ 60% เลยนะครับและถ้าหากคุณเพิ่ม lot อีกละ ความเสี่ยงของคุณอาจจะพุ่งสูงขึ้นถึง 80% ของพอร์ตเลยทีเดียว
    ความเพ้อฝันส่งผลอะไรกับบัญชีของเรา?
    หลาย ๆ คนคิดวิธีการบริหารการเงินที่สวยหรูมากเช่น 100 orders ก็สามารถรวยได้เลยเป็นต้น พอมีคนถามว่าแล้วถ้าเสียละ? ก็อึ้งกันไปเลยนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนพลาดเพราะลืมคิดไปว่าถ้าเสียจะทำยังไงและสิ่งที่ทำให้แผนอันสวยหรูต้องพังพินาศลงก็คือ 2 สิ่งนี้
    ข้อที่ 1: การ Overtrade
    ข้อที่ 2: ใส่ lot มากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง
    การ overtrade เป็นอะไรที่พบเห็นได้บ่อยไม่ว่าจะเทรดเดอร์มือใหม่มือเก่าที่ยังไม่หลุดออกจากความเพ้อฝันของตัวเอง พวกเขาจะมีความคิดว่ายิ่งเทรดมากก็ยิ่งได้มากแต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลย การที่ยิ่งเทรดมากในตำแหน่งที่ตัวเทรดเดอร์คนนั้น ๆ ไม่ได้เปรียบมีแต่จะทำให้เสียมากขึ้นต่างหาก
    การลง lot ที่หนักไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินของคุณหายไปได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์หน้าใหม่บางครั้งเวลาที่ได้เงินมาเยอะ ๆ ในช่วงแรกจะคิดว่าพวกเขาทำได้และใส่ lot หนักกว่าเดิมเพราะอยากรวยไว ๆ และสุดท้ายการเทรดก็จะไม่ต่างอะไรไปจากการพนันในที่สุดและบัญชีของพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องกลายเป็น 0 และเดินออกจากตลาดไปในที่สุด
    ความจริงแล้ว “อะไร” ที่จะทำให้เราเป็นเทรดเดอร์ที่แท้จริงได้
    ก่อนอื่นเลยหากคุณเคยล้างพอร์ตหรือมีประสบการณ์การเทรดมาแล้วในระดับหนึ่งเมื่อคุณมาถึงตรงนี้แล้วคุณต้องยอมรับความจริงข้างบนให้ได้เสียก่อน จากนั้นความจริงอีกข้อที่คุณต้องเข้าใจคือ เทรดเดอร์แต่ละคนไม่มีทางที่จะเหมือนกัน วิธีการคิด วิธีการเทรด วิธีการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ขับขันย่อมแตกต่างกันออกไปแล้วแต่คน การเรียนรู้ที่จะเทรดแบบ Price Action เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเทรดเดอร์ในการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะเทรดในแบบของคุณและมีการบริหารเงินที่อยู่บนความเป็นจริงจะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในที่สุด
    ที่ผมเลือกบทความนี้มาแปลเพราะผมคิดว่าคนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รู้ความจริงอยู่ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร มันโหดร้ายแค่ไหน ไม่มีอะไรในโลกได้มาโดยง่ายครับ ยิ่งเป็นอิสรภาพทางการเงินด้วยแล้วยิ่งเป็นของมีค่ามาก ๆ มันก็ยิ่งยาก มันไม่ผิดที่คุณจะฝันถึงการได้ขับรถสปอร์ตด้วยเงินจาก Forex แต่คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่าตลาดนี้มันมีความเสี่ยงอยู่ จากการคำนวณข้างบนอย่าคิดนะครับว่าอ่านบทความนี้จบแล้วจะขายทุกอย่างเพื่อเอาเงินทั้งหมดมาแล้วทำให้ตัวเองอยู่ได้เพียง 25% ต่อปี คุณยังต้องคิดอีกว่า คุณมีประสบการณ์มากพอไหม คุณเทรดเก่งแล้วรึเปล่า คุณรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วหรือยังและความจริงอีกข้อหนึ่งคือคุณไม่สามารถทำให้ 100$ กลายเป็น 1 ล้านเหรียญได้แต่ 100$ สามารถกลายเป็น 500$ ได้ 500>1000$ 1000>2000 2000>4000 ได้ มันต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปครับเมื่อเงินเยอะขึ้นคุณจะสามารถลง lot ได้มากขึ้นไม่ต้องรีบร้อนขอเพียงคุณมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมรับรองว่าเงินของคุณไม่หนีไปไหนแน่นอนครับ





    CREDIT

    Source: http://forums.babypips.com/free-forex-trading-systems/42378-forex-price-action-4.html

    แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

    สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

    อย่างที่เรารู้กันดีว่า คุณสมบัติพื้นฐานที่ควรจะมีอย่างหนึ่งของระบบเทรดที่ดี คือ ใช้ง่าย ดูง่าย ไม่ซับซ้อน ในบทความก่อนหน้าเราได้แนะนำให้ท่านได้รู้จักกับหลักการทำงานและเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการวิเคราะห์กราฟด้วย EMA200 กันไปแล้ว ในบทนี้เราก็มาแนะนำการสร้างระบบเทรดแบบง่ายๆ ด้วย EMA200 กับเครื่องมือพื้นฐานที่มีมากับโปรแกรมเทรดทั่วไป

    เทรดด้วย EMA200 กับ MACD
    ถ้าพูดถึง MACD คงไม่มีเทรดเดอร์คนไหนที่ไม่รู้จัก MACD เป็นเครื่องมือที่คลาสสิคตลอดกาล เป็นที่นิยมกันมากไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์รุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ กลักการทำงานโดยทั่วไปของ MACD สามารถเข้าไปดูได้ที่บทความเรื่อง MACD ในส่วนนี้เราจะใช้เครื่องมือ 2 อย่างคือ EMA200 และ MACD เซทค่าพื้นฐานคือ 12,26,9
    รูปแบบการเทรดแบบแรก คือ การเทรดเมื่ออยู่ในเทรนที่ชัดเจน  จากภาพตัวอย่าง EMA200 บอกเราว่าราคาอยู่ในเทรนขาลง แล้วเราใช้สัญญาณจาก MACD เพื่อระบุจุดเข้า- ออก ออเดอร์ของเรา พิจารณาจากภาพตัวอย่างต่อไปนี้

    สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

    ตามตัวอย่างเป็นราคาอยู่ในเทรนขาลง เราจะเข้าเซลอย่างเดียว (เทรดตามเทรน) และจะเข้าเมื่อ Histoream ของ MACD ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับของเส้น MA หรือ เราอาจจะรอให้ Histogram ลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ Zero Line ก็ได้ ซึ่งนั่นจะเป็นการยืนยันว่าลงแน่ๆแล้ว แต่โดยส่วนตัวแล้วจะไม่รอค่ะ จะเข้าตั้งแต่จังหวะแรกตามภาพ และเมื่อมีการยืนยันก็จะเปิดออเดอร์ซ้ำเข้าไปอีกค่ะ แต่เทรดเดอร์บางคนที่เคร่งครัดมากๆ ก็จะรอให้มีการยืนยันก่อนจึงค่อยเข้า และการออกจากออเดอร์ เราจะออกเมื่อ Histogram ของ MACD ปรับระดับขึ้นไปอยู่เหนือเส้น MA เป็นการออกแบบเซฟกำไรค่ะ จะเข้าออเดอร์ใหม่เมื่อมีสัญญาณรอบใหม่ ส่วนในการเทรดเมื่อเป็นเทรนขาขึ้นก็ใช้หลักการเทรดอย่างเดียวกัน ลองพิจารณาภาพตัวอย่างค่ะ

    สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

    เมื่อราคาเป็น Sideway ราคาจะวิ่งคอลเคลียอยู่กับเส้น EMA 200 ที่แทบจะไม่มีความชันเลย และ Histogram ของ MACD ก็แคบ และน้อยมาก ดังนั้นเราจะรอ ให้ ราคาตัดผ่านเส้น EMA200 อย่างชัดเจน และ Histogram ของ MACD มีขนาดกว้างขึ้น และอยู่สูงกว่าเส้น MA (ในกรณีที่เป็นเทรนขาขึ้นตามภาพตัวอย่าง)

    เทรดด้วย EMA200 กับ MACD

    ลักษณะของเทรนที่อ่อนแอ นอกจากจะสังเกตได้จากความชันของ EMA200 แล้ว เรายังสามารถดูสัญญาณยืนยันความอ่อนแอของเทรนได้จาก MACD ด้วย ในภาพตัวอย่าง เป็นการยืนยันเทรนที่อ่อนแอด้วยสัญญาณ Divergence ของ MACD เป็นการเตือนให้เราเตรียมตัวออกจากออเดอร์บาย และมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนเทรนในเร็วๆนี้

    Divergence

    แต่นอกจาก Divergence จะเตือนเราว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว ในบางครั้งก็อาจจะเป็นแค่สัญญาณการพักตัวของเทรนที่อ่อนแอ ก่อนที่จะมีแรงไปต่อในทิศทางเดิม ดังนั้นเราก็ควรจะมีการวางแผนรับมือที่ดีเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

    การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR
    Parabolic SAR เป็นเครื่องมือพื้นฐานอีกตัวหนึ่ง หลักการทำงานโดยทั่วไปคือบอกแนวโน้มและจุดที่จะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้ ด้วยจุดไข่ปลาเล็กๆที่เรียงกัน ถ้าจุดไข่ปลาอยู่ด้านบนจะแสดงถึงแนวโน้มขาลง และถ้าสุดไข่ปลาอยู่ด้านล่างก็แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น จุดไข่ปลานี้จะเรียงต่อกันไปตามโมเมนตัมของราคาเหมือนเป็นแนวรับแนวต้านธรรมชาติของราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น SAR จะเป็นจุดไข่ปลาที่เรียงตัวต่อกันอยู่ใต้แนวแท่งเทียน และเมื่อราคามีการกลับตัวลงมาต่ำกว่าระดับของจุดไข่ปลา จุดไข่ปลาก็จะไปปราหฎอยู่ที่เหนือแท่งเทียนแท่งต่อไปแทน นั่นก็จะเป็นสัญญาณบอกว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลงแล้ว ให้เราออกจากออเดอร์บาย แล้วเข้าเซลแทน

    การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR

    การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR เราก็จะยึด EMA200 เป็นตัวบอกเทรนหลัก และเข้าออเดอร์ด้วยสัญญาณจาก SAR ดังตัวอย่างตามภาพ

    การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR

    ในตัวอย่างราคาอยู่เหนือ EMA200 เป็นเทรนขาขึ้น เราจึงจะเข้าออเดอร์บายอย่างเดียว การเข้าออเดอร์เราก็ดูสัญญาณ SAR เมื่อเริ่มมีจุดไข่ปลาขึ้นที่ใต้แท่งเทียนเราก็เข้าบาย และออกจากออเดอร์เมื่อมีจุดไข่ปลาของ SAR เกิดขึ้นที่เหนือแท่งเทียน
    ระบบการเทรดง่ายๆ 2 ระบบนี้ เป็นตัวอย่างการสร้างระบบโดยการใช้ EMA200 เป็นมาเป็นตัวบอกแนวโน้มของราคา แล้วใช้เครื่องมืออีกตัวมาช่วยในการบอกจุดเข้า-ออก ซึ่งเราอาจจะไม่ใช้เป็น MACD หรือ Parabolic SAR แต่อาจใช้เป็นเครื่องมืออื่นแทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล ในการสร้างระบบเทรดของเราเองนั้น ก่อนอื่นต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าตัวคุณต้องการมองหาอะไรจากกราฟ แล้วเครื่องมือไหนที่จะช่วยตอบสนองความต้องการของคุณได้ หลังจากนั้นจึงทดลองและศึกษาเครื่องมือนั้นๆให้เข้าใจหลักการทำงานของมันจนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่านี้ระบบเทรดง่ายๆของคุณก็อาจกลายเป็นระบบเทรดที่ทำกำไรได้ไม่แพ้ระบบเทรดเทพๆที่ขายกันในราคาหลักร้อยเหรียญดอลลาร์ได้เหมือนกันค่ะ
    หวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครหลายๆคนที่กำลังค้นหาระบบเทรดของตัวเองอยู่ จำไว้ว่า ระบบเทรดที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะหรือยุ่งยาก ทำให้มันง่ายเข้าไว้ ยิ่งง่ายเท่าไหร่ก็จะช่วยให้การตัดสินใจในการเทรดของคุณง่ายขึ้น ความผิดพลาดที่เกิดก็จะน้อยลง (เพราะไม่ต้องคิดเยอะ)

    แนวรับแนวต้านที่ดีที่สุด?

    นาย Ishtana มาตั้งกระทู้ว่าตัวเค้าหาแนวรับแนวต้านจากการใช้ indicator ที่ช่วยในการคำนวณหาค่า pivot ตัวหนึ่งแต่เค้าเอาไปใส่ในกราฟคู่เงินตัวเดียวกันแต่ต่างโบรกเกอร์ ผลที่ได้คือมันคำนวนออกมาไม่ตรงกันเลยทั้ง 5 โบรกเกอร์แล้วแบบนี้เค้าจะรู้ได้ยังไงว่าโบรกเกอร์ไหนมีแนวรับแนวต้านใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ในความคิดของเค้า เค้าบอกว่าเราในฐานะเทรดเดอร์ควรจะหาแนวรับแนวต้านที่แนวนอนให้เจอเพราะพวกพี่บิ๊กทั้งหลายใช้แนวเหล่านั้น เค้าเดาว่าเหตุผลที่แนวรับแนวต้านขชองแต่ละโบรกเกอร์ไม่น่าเชื่อถือเหมือนในรูปเพราะเทรดเดอร์ที่โตเกียวใช้แนวรับแนวต้านไม่เหมือนกับของคนที่ทางฝั่งอเมริกาใช้รึเปล่า ใครก็ได้ช่วงให้คำตอบกับเขาที
    ตัวอย่างกราฟจริงทั้ง 5
    คุณ Hatzerim เข้ามาตอบแบบสั้น ๆ ว่า ผมว่ามันดูรุงรังไปนะแค่แนวรับแนวต้านจากสายตาของคุณก็น่าจะเพียงพอแล้ว
    คุณ Robertk ตอบว่า หากคุณใช้ Fibonacci แล้วละก็ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไปเพราะมันเหมือนกันหมดทุกโบรกเกอร์ ยกเว้นว่าคุณจะมองสวิงผิดอะนะ และคุณ GnarlyPips ก็เข้ามาเสริมคำตอบของคุณ Robertk ว่า แนวรับแนวต้านบอกอะไรกับคุณ สำหรับผมแนวรับแนวต้านคือบริเวณที่มีความเป็นได้ที่จะสามารถทำกำไร การหาแนวรับแนวต้านสำหรับผมก็จะดูเอาจากการลาก Trendline ใช้จุดสูงสุดจุดต่ำสุดจุดเปิดจุดปิดของแท่งเทียนอะไรประมาณนั้นในการคาดการณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีแนวรับแนวต้านไหนถูกหรอก เพราะมันเยอะมากหากจะวัดจากทุกสวิงยิ่งลงไปใน Time Frame เล็ก ๆ ยิ่งนับไม่ถ้วนใหญ่เลย ยิ่งต่าง Time Frame แนวรับแนวต้านก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น

    คุณ Gumrai เข้ามาตอบว่า ถ้าผมเป็นพี่บิ๊ก ๆ ทั้งหลายนะ ผมไม่มาสนใจ daily pivot หรอกภาพที่คุณนำมาแสดงให้พวกเราดูเป็นหลักฐานที่บอกเลยว่า daily pivot มันใช้ไม่ได้ถ้าผมเป็นพี่บิ๊ก ๆ นะ ผมลาก Trendline เอาหาแนวรับแนวต้านจากการสวิงของราคายังง่ายกว่าเยอะเลยที่สำคัญนะคือลักษณะของพฤติกรรมราคาต่างหากที่จะบอกว่าแนวนั้น ๆ แข็งหรือไม่แข็ง
    คุณ smikester เข้ามาตอบว่า เรื่องของแนวรับแนวต้านเป็นอะไรที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับการเทรดเลยเพราะมันไม่มีคำตอบที่ตายตัวแน่นอน สำหรับผมแล้วผมเลือกจะเชื่อแนวรับแนวต้านที่เกิดจาก Trendline มากกว่าเพราะอะไร? เพราะ Trendline มันเกิดจากแรงที่ราคากระทำมาในอดีตดังนั้นมันจะสามารถใช้ลากเพื่อดูพฤติกรรมของแรงได้ดีกว่าพวก Horizontal Line 
    คุณ จขกท เข้ามาตอบว่า ผมไม่ค่อยอยากเชื่อแนวรับแนวต้านที่ได้เรียน ๆ มาเท่าไหร่เพราะอะไรนะหรอ เพราะว่าเมื่อราคาเจอแนวรับแนวต้านแล้วจะมีความเป็นไปได้ 4 แบบเกิดขึ้น
    แบบที่ 1: ทะลุผ่านไปเลย
    แบบที่ 2: ดีดกลับมา
    แบบที่ 3: ปรับฐาน
    แบบที่ 4: ทะลุไปแล้วดีดกลับ
    ดูสิครับ เกิดได้ตั้ง 4 แบบเสี่ยงจะตายคุณมีโอกาสที่จะถูก 1 ใน 4 น้อยมาก เหมือนกากบาท ก ข ค ง เลยนี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าแต่ละโบรกเกอร์แสดงราคาไม่เหมือนกันอีกนะ

    คุณ FerruFx เข้ามาตอบต่อทันทีเลยว่า นี่ละครับเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องหารูปแบบของราคา (chart pattern) มายืนยันอีกทีเพราะรูปแบบของราคาสามารถบอกความเป็นไปได้ที่จะรอดหรือไม่รอดให้กับคุณได้ ที่การใช้แนวรับแนวต้าน Fibonacci เป็นที่นิยมเพราะเทรดเดอร์ส่วนมากคอยสังเกตพฤติกรรมราคาจากแนวรับแนวต้านเหล่านี้และเทรดไปในทางเดียวกันบริเวณนั้นมันเลยทำให้กราฟสามารถกระดิกไปในทางที่พวกเขาต้องการได้ยังไงละ

    ส่วนตัวแล้วผมชอบหาแนวรับแนวต้านจาก Trendline มากกว่าเพราะอย่างที่คุณ smikester บอกมันใช้วัดพฤติกรรมความชันของสวิงได้ดีกว่าถึงแม้ว่าแนวรับแนวต้านจะเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งแต่พฤติกรรมของราคาก็สำคัญไม่แพ้กัน หน้าที่ของเทรดเดอร์คือมองพฤติกรรมของราคาให้ออกบริเวณแนวรับแนวต้านว่าจะไปต่อหรือกลับตัวดังนั้นความชันของราคา ณ บริเวณแนวรับแนวต้านจะเป็นตัวบอกเราได้ว่าราคาจะหลุดไปได้หรือไม่ได้ ดังนั้นสำหรับผมแนวรับแนวต้านที่ดีที่สุดที่ผมนิยามเองคือ แนวรับแนวต้านที่สามารถทำให้พฤติกรรมของราคาเปลี่ยนแปลงได้และส่งผลให้ความชันของราคาหรือสวิงเปลี่ยนแปลงไป” นั่นละคือแนวรับแนวต้านที่ดีที่สุดสำหรับผม


    CREDIT

    Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=403642

    แปลไทย: PipsteP

    วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    ใครใช้กลยุทธ์อะไรในการเทรดกันบ้าง?




    คุณ Patrik_Forex เข้ามาตั้งกระทู้บอกว่า เขาเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ที่พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Forex กับการเทรดอยู่
    หลังจากที่เขาได้เก็บข้อมูลมาสักพัก เขาก็เริ่มเห็นว่าแต่ละคนมีกลยุทธ์หรือระบบการเทรดที่แตกต่างกันออกไป เขาจึงมาตั้งกระทู้
    นี้เพราะอยากได้คำแนะนำดี ๆ ว่าจะมีกลยุทธ์ไหนบ้างที่ดีที่สุดสำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ และ กลยุทธ์ไหนบ้างที่คุณดิดว่าดีที่สุด
    สำหรับคุณ 
    คุณ FerruFx มือเก๋าประจำบอร์ดก็เข้ามาตอบก่อนคนแรกเลยว่า ก่อนที่คุณจะมองหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด ผมว่าคุณควรเริ่มจากการ
    เรียนรู้ที่จะเทรดด้วยตัวเองก่อนนะครับ แล้วประสบการณ์จะเป็นตัวบอกคุณไปหาคำตอบที่คุณกำลังถามอยู่ได้ และความเห็นส่วน
    ตัวนะครับ ผมว่าการหาระบบเทรดที่ดีที่สุดที่คุณตามหาจะทำให้คุณไม่ได้ก้าวไปไหนหรือเติบโตขึ้นเลย
    หลาย ๆ คนเข้ามาเห็นด้วยกับคุณ FerruFx บางคนก็แนะนำว่า ก่อนจะเริ่มเทรดควรจะเริ่มจากการเทรดบัญชีเดโม่ก่อนนะ
    คุณ FerruFx ก็เข้ามาเสริมว่า การเริ่มบัญชีเดโม่ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่แต่การเทรดบัญชีเดโม่จะไม่ช่วยฝึก
    เทรดเดอร์ในเรื่องของทักษะการควบคุมอารมณ์ในการเทรด 
    คุณ Patrik_Forex ก็เข้ามาขอบคุณคนที่มาตอบกระทู้ของเขา และพูดต่อว่า ผมว่าที่พวกคุณตอบมาก่อนหน้านี้มันอาจจะหลง
    ประเด็นไปหน่อยนะครับ ผมไม่ได้ถามว่าผมควรทำอย่างไร ผมแค่อยากจะรู้ว่าใคร ๆ ใช้วิธีอะไรในการเทรดกันบ้างเพื่อที่จะได้เอา
    ไปพัฒนาการเทรดของตัวเองในอนาคตเท่านั้นเองครับ
    คุณ gomes เข้ามาให้คำตอบว่า ถ้าคุณอยากได้ความรู้เรื่องวิธีการสร้างระบบหรือระบบต่าง ๆ คนอื่นใช้คุณสามารถไปหาระบบ
    เทรดดี ๆ ได้ตาม link ที่ผมให้ไป (อยู่ในเว็ปเค้านะครับ) แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ใช้ระบบ แต่ผมเลือกจะใช้กลยุทธ์” แยก
    กันให้ออกนะระหว่าง ระบบ กับ กลยุทธ์

    ระบบมีพื้นฐานการสร้างมาจากอินดิเคเตอร์ที่กำหนดจุดเข้าจุดออก
    กลยุทธ์มีพื้นฐานมาจากราคาอย่างเดียว
    ระบบสามารถใช้ได้กับคู่เงินบางคู่หรือตามที่เจ้าของระบบเค้ากำหนดมา
    กลยุทธ์สามารถใช้ได้กับทุกคู่ทุกสกุลเงิน
    คุณ Money-RX ก็เข้ามาแนะแนวทางเทรดของเค้าว่า อย่างของเค้านะต้องเป็นระบบ Scalping ใน 5 10 15 นาทีเลย เทรด
    ทั้งขึ้นทั้งลง เปิดปิดเปิดปิดอยู่อย่างนั้น ก่อนอื่นเลยต้องมองให้ออกก่อนจากแนวโน้มระยะยาวว่ากราฟน่าจะวิ่งไปทางไหนแล้วก็หา
    จุดเข้าตอนตลาดกำลังกลับตัว เทรดไม่เกิน 4 ไม้ตั้ง Stop Loss ไม่มากกว่า 5 จุด หากกราฟชน Stop Loss ต้องไม่ปล่อยให้
    ความสูญเสียมาครอบงำอารมณ์และตั้งใจเทรดต่อไป อีกอย่างผมไม่ใช้อินดิเคเตอร์ในการเทรดของผมแต่ใช้ Moving
    Average บางตัวเท่านั้น Fibonacci บ้างบางโอกาสและที่สำคัญคือตามดูข่าวตลาดเวลา ผมดูกราฟอยู่ทั้งหมด 3 จอ 2 จอ
    สำหรับดูกราฟ 1 จอสำหรับดูข่าว สำหรับผมการตามว่าข่าวไหนจะออกบ้างเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับวิธีการเทรดของผม ผมก็ใช้
    ประมาณนี้ละ
    คุณ allisonmagic เข้ามาให้คำคมหล่อ ๆ ว่า เคยมีคนกล่าวไว้ว่า จงหาวิธีการเทรดที่เข้ากับคุณ เข้ากับนิสัยของคุณ เข้ากับเวลา
    การใช้ชีวิตของคุณ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
    คุณ WilliamDa การหาคำตอบของคำถามของคุณมันยากนะ มีระบบหรือวิธีการเทรดดี ๆ มากมายบนโลกใบนี้ บางระบบก็เหมาะ
    กับคนบางประเภท บางกลยุทธ์ก็อาจจะไม่เหมาะกับคุณเช่นกัน ดังนั้นแทนที่จะตามหาระบบที่ดีที่สุดควรมองหาระบบที่เหมาะสม
    ที่สุดดีกว่า
    คุณ tads เข้ามาตอบว่า อย่างเขาเนี่ยใช้ moving average ในการดูเทรนโดยเขาเริ่มจากการเทรดโดยบัญชีทดลองเริ่มเรียนรู้
    จากการดูการตัดกันของเส้น EMA ผมว่ามันใช้ได้ในการเริ่มศึกษาเรื่องพฤติกรรมของเทรนนะ และสามารถนำไปต่อยอดกับการ
    สร้างระบบอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย 

    คุณ ReyesWhite ตอบว่า ผมมักจะมองหาจุดเข้าดี ๆ โดยใช้ Trendline นี่ละบางครั้งก็มีใช้ Moving Average ช่วยบ้าง
    การลาก Trendline ในกราฟ 4 ชั่วโมงช่วยให้ผมมองเห็นภาพรวมได้เยอะเลยละ ที่สำคัญผมจะรอดูเวลาที่ราคามาชน
    Trendline เฝ้าดูว่าราคาทำอย่างไรกับเส้นเหล่านั้น
    คุณ johnnycash เข้ามาเสริมว่า จำไว้นะครับว่าสิ่งที่เหมาะกับคนอื่นอาจจะเป็นหายนะสำหรับคุณได้ คุณต้องลองหลาย ๆ อย่าง
    หลาย ๆ แนวดู แล้วคุณจะเจอเองว่าอะไรเหมาะกับคุณอันไหนไม่เหมาะกับคุณ จากนั้นก็ค่อยสร้างระบบหรือกลยุทธ์ที่เหมาะกับตัว
    คุณเอง พูดง่ายแต่ทำยาก ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาอย่างผมเนี่ยต้องใช้เวลาตั้งสองปีกว่าจะเจอสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

    “สิ่งที่ดีที่สุดไม่ได้แปลว่าเหมาะสมที่สุด” ผมว่าคำนี้ใช้ได้ดีกับการเทรดนะครับ ผมว่าการเทรดบางทีก็เหมือนการหาคู่หรือคนรัก
    ผมมั่นใจว่าหลาย ๆ คนที่มีแฟนอยู่ คุณไม่ได้เลือกแฟนเพราะว่าเขาเป็นคนที่ดีที่สุด เจ๋งที่สุด เป็นดาวโรงเรียน ดาวคณะ ดาวมหา
    ลัย แต่คุณเลือกเพราะเขารับนิสัยคุณได้ เข้าใจคุณ และเหมาะสมกับคุณ การเทรดก็เหมือนกันครับ หลาย ๆ คนที่พึ่งเข้ามาอาจจะ
    มีความเชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เก่ง ๆ เทพ ๆ แล้วเขามีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในมือเขา แต่ความจริงอีกข้อที่เรามักจะมองข้ามคือ สิ่งที่ดีที่สุด
    สำหรับเทพคนนั้นก็คือสิ่งที่เหมาะสมกับเขา เข้ากับนิสัยของเขา มันจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเป็นเหมือนกับเทรดเดอร์คนนั้นได้ครับ
    สิ่งที่เราทำได้คือการสร้างวิธีที่เหมาะกับเราขึ้นมา สิ่งที่เกิดมาเพื่อเรา นั่นจึงจะเป็นการเทรดที่มีความสุขและเหมาะสมที่สุดครับ

    Credit http://www.thaiforexschool.com

    ทำไงดีขายหมูอยู่บ่อย ๆ?



    เรื่องมีอยู่ว่าคุณ Emporia เจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้ขอความเชื่อเหลือว่า ตัวเค้ามีปัญหาที่ทำให้ตัวเองเซงจิตอยู่บ่อย ๆ คือเค้าชอบ
    ขายหมู อย่างรอบล่าสุดเนี่ยเค้าควรจะได้กำไรอย่างน้อย 1500 ยูโรแต่ก็ขายหมูไปก่อนซะงั้น เค้าต้องการหาวิธีรับมือกับปัญหานี้
    อย่างจริงจัง ไม่ทราบว่าจะมีใครแนะนำเขาบ้างได้หรือไม่
    คุณ iamcereal เข้ามาตอบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนะมันเกิดมาจากสมองของคุณสั่งให้คุณพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่น่า
    ไว้ใจ เมื่อคุณเห็นสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้ใจปุ๊ป ถึงแม้ความคิดคุณจะอยากถือต่อแต่คุณเลือกที่จะอยู่ในที่ปลอดภัยด้วยการออ
    กออเดอร์นั้นเพราะมันทำให้คุณรู้สึกว่าคุณปลอดภัย มันจะทำให้รู้สึกดีหากว่าคุณออกแล้วราคากลับตัวจริง ๆ แต่หากว่าราคายังไป
    ต่อจนส่งผลให้คุณขายหมูในอนาคตมันจะส่งผลร้ายกับนิสัยการเทรดของคุณ ส่วนตัวแล้วผมแนะนำวิธีแก้ให้คุณ 3 วิธี
    1. ไปอ่านหนังสือที่ชื่อ Trading In The Zone ของ Mark Douglas ซะ
    2. พยายามหาวิธีลดความเสี่ยงของออเดอร์ที่คุณเข้าให้น้อยที่สุด อย่างของผมเนี่ย ผมเลื่อน Stop Loss แบบแท่งต่อแท่งเลย
    3. ตั้ง TP ให้ชัดเจนแล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมัน
    สิ่งสำคัญมากอีกสิ่งสำหรับฉันก็คือฉันจะบันทึกผลการเทรดของตัวเองทุกครั้งและมาวิเคราะห์มันอย่างจริงจังทุกครั้ง มันจะทำให้
    คุณมีความมั่นใจมากขึ้นและส่งผลให้คุณกล้าที่จะปล่อยออเดอร์ของคุณให้วิ่งนานขึ้นเพราะคุณจะรู้สึกมั่นใจว่าวิธีการเทรดของคุณ
    สามารถทำได้
    คุณ Gumrai เข้ามาเสริมว่า คุณ iamcereal พูดได้ถูกต้องแล้วแต่เค้าอยากจะเสริมเรื่องการบันทึกการเทรดสักหน่อย คุณ
    จะต้องบันทึกด้วยว่า ตอนที่คุณเข้าออเดอร์แล้วปล่อยมันลาก คุณกำไรเท่าไหร่ แล้วถ้าคุณคัททิ้งก่อนคุณกำไรเท่าไหร่แล้วนำมา
    เปรียบเทียบกัน จงซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยเวลาบันทึก! ไม่งั้นการบันทึกจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย อีกวิธีที่ผมจะแนะนำคือถ้า
    คุณกลัวก็ให้คุณปิดออเดอร์ไปก่อนครึ่งหนึ่งแล้วปล่อยให้อีกครึ่งหนึ่งวิ่งไป มันจะทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นละกล้ามากขึ้น คุณ
    Gumrai ยังเสริมอีกว่า โรคนี้ความจริงแล้วเทรดเดอร์ทบทุกคนมักจะเป็นกันมาก่อน สาเหตุของโรคนี้มันเกิดจากการที่คุณกลัวว่า
    เมื่อทำกำไรได้แล้วคุณกลัวว่าตลาดจะเอากำไรของคุณคืน คุณจะคิดว่า เอาวะ ปิดไปก่อน เอากำไรไว้ก่อนแต่ในทางกลับกันหาก
    คุณติดลบ คุณจะไม่กล้าคัทิ้งเพราะคุณกลัวว่าราคาอาจจะกลับมาให้คุณได้ปิดจึงเป็นเหตุให้ล้างพอร์ตกันในที่สุด
    คุณ Superbushero บอกว่า อย่างของเขาเนี่ย เขาจะปล่อยให้มันวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะเห็นสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนจริง ๆ
    ถึงจะยอมออก

    คุณ soultrader บอกว่านี่เป็น 1 ในคำถามยอดฮิตตลอดกาลอีกคำถามหนึ่งเลย ในความเห็นของผมเวลาที่ผมขายหมูผมมักจะ
    ถามตัวเองว่า ถามจริงเหอะ ถ้าแกออกแล้วแกกล้าเข้าอีกฝั่งทันทีเลยปะ” ถ้าคำตอบมันตอบว่า ไม่ ก็ปล่อยให้ออเดอร์มันวิ่ง
    ต่อไปเถอะครับ

    คุณ DitterPD เข้ามาตอบว่า งั้นลองวิธีนี้ เมื่อเข้าออเดอร์ไปแล้วก็ดูกราฟเป็นพัก ๆ เอาอาจจะช่วยให้คุณสบายใจขึ้นได้ ไม่งั้นก็
    ตั้ง Trailing Stop ไปเลยครับ

    เรื่องของการขายหมูนี่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือจะเป็นเซียนก็สามารถขายหมูได้ไม่ผิดนะครับ วิธีแก้โรคนี้แบบตายตัวต้องขอบอก
    ก่อนเลยว่า ไม่มีวิธีแก้ไขที่แน่นอนเพราะความรุนแรงของอาการขายหมูแปรผันไปตามอุปนิสัยความกลัวของแต่ละคน วิธีเบื้องต้น
    ที่นิยมใช้กันก็คือการตั้ง Trailing Stop หรือไม่ก็เลื่อน Stop Loss ตามสวิงหรือตามแท่งเทียนมาเลยก็ได้ครับหรือไม่งั้นก็ตั้ง
    Taking Profit (TP) ไว้ที่ 161.8 ของฟิโบไปเลยก็ได้ ส่วนตัวแล้วผมใช้วิธีดูลักษณะแท่งเทียนเอาครับ ถ้าเห็นมีแท่งเทียน
    กลับตัวแท่งแรกผมจะยังไม่ออกออเดอร์จนกว่าจะแห่งแงเทียนกลับตัวอีกแท่งหนึ่งก่อนค่อยตัดสินใจออกออเดอร์นั้นซะ หรือ
    บางทีก็รอดูลักษณะของแรงที่เป็นฝั่งตรงกันข้ามกับออเดอร์ของเราว่าดีดกลับมาแรงไหม แล้วค่อยหาจังหวะออกตอนที่มันกำลัง
    ย่อกลับไปทิศทางเดิมของเรา ถ้าดูแล้วไปต่อไม่ได้แน่ก็ออกเลย แต่บางทีก็ยังขายหมูอยู่ดี ฮ่า ๆ เคยมีคนพูดกับผมในเรื่องของ
    การขายหมูไว้ เค้าบอกผมว่า การปิดบวกต่อให้เป็นการบวกแค่จุดเดียว ก็ถือว่าปิดบวก อย่าได้หมิ่นเงินน้อยว่า แอ๊ วันนี้
    ได้นิดเดียวเอง ยังมีเทรดเดอร์อีกหลายคนที่กำลังนั่งทุกข์อยู่หน้าคอมเพราะกำลังลบอยู่ วันนี้คุณปิดบวกได้ก็ถือว่าคุณ
    โชคดีเท่าไหร่แล้ว” บางครั้งใจเราลึก ๆ มักจะรู้สึกคิดว่าการขายหมูมันคือการเสียกำไรที่ได้ไป ทั้ง ๆ ที่เราลืมไปว่าการขายหมู
    บางทีก็เป็นการช่วยรักษาพอร์ตของเราให้มีชีวิตรอดเพื่อการเทรดในวันพรุ่งนี้ ระหว่างทุกข์ใจเพราะขายหมู กับ ทุกข์ใจเพราะออเด
    อร์ติดลบ คุณคิดว่าอันไหนน่าจะดีกว่ากัน ที่สำคัญคือคุณต้องเปลี่ยนความคิดจากการหมิ่นเงินน้อยเปลี่ยนความคิดแง่ลบอันนี้ให้
    เป็นคำว่า โชคดีละวันนี้ที่ปิดบวกได้ คิดบวกแบบนี้แล้วชีวิตการเทรดของคุณจะมีความสุขขึ้นครับ



    Credit http://www.thaiforexschool.com