exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลที่ประสบความสำเร็จ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลที่ประสบความสำเร็จ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Joe Chalhoub Forex trader ผู้ไม่ยอมแพ้

Chalhoub เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ในบริษัทแห่งหนึ่ง ก่อนจะหันมาเป็น Forextrader เขาเริ่มเทรดค่าเงินเมื่อหลายปีก่อน โดยในช่วงสามเดือนแรก การเทรดของเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขาเล่าให้ฟังว่า “ผมยังจำได้ตอนที่ผมเสียเงินทั้งหมดของผมไป ตอนนั้นผมคิดว่าผมอยากจะเลิกเทรด แต่ว่าผมก็เลิกไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเลิกตอนนั้น มันอาจจะหมายถึงผมได้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตไปก็ได้ ตอนนั้นผมเลยเพียงแค่หยุดเทรดชั่วคราวไปก่อน…


หลังจากนั้นเขาได้เริ่มที่จะสังเกต ศึกษาวิเคราะห์ และฝึกฝนอย่างหนัก  ”ผมเริ่มที่จะสังเกตุเฝ้าดูตลาดว่าอะไรทำให้มันเคลื่อนไหวบ้าง”  เขาเริ่มศึกษาการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคว่าแต่ละตัวมันสามารถทำนายตลาดได้อย่างไร และเขาจะใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้อย่างไร เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงเทคนิคที่นักเทรดที่มีประสบความสำเร็จใช้กันเป็นอย่างไรอย่างหนัก…..
“ผมเปิดบัญชีเดโมขึ้นมาและเทรดค่าเงินจำลองในเทคนิคต่างๆ โดยติดตามดูผลงานของมันอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ศึกษามา 1 ปี หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานนับปี กับความล้มเหลวในการเทรดที่นับครั้งไม่ถ้วน ผมก็ได้เข้าใจถึงวิถีแห่งกลยุทธ์ของผมเองและเริ่มที่จะทำกำไรได้ในแต่ละเดือน”
คำแนะนำสำหรับมือใหม่จาก Joe Chalhoub 
ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ มีเทรดเดอร์เพียงแค่ 5% เท่านั้นที่ประสบความสาเร็จ แล้วสิ่่งที่แตกต่างของกลุ่มคน 5% นี้คืออะไร???  สิ่งสาคัญอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาทุ่มเทอย่างหนัก!!! การเทรดฟอร์เร็กซ์ไม่ได้เป็นงานง่าย และ ใครก็ตามที่บอกคุณว่าสามารถทำให้คุณรวยได้ภายในคืนเดียว อย่าเชื่อเขาเด็ดขาด!!!!
นอกจากนี้คุณต้องจำไว้ว่า “อย่ารีบเทรด” ตลาดฟอร์เร็กซ์ไม่ได้หนีไปไหน มันจะอยู่ตลอดไป และอย่างน้อยคุณควรให้เวลาตัวเองศึกษา 6 – 12 เดือนในการวิเคราะห์ อ่าน ฝึกฝน และสร้างกลยุทธ์การเทรดของคุณเองก่อนที่จะเริ่มเทรดเงินจริงๆ มันจะต้องใช้การอุทิศเวลาอย่างมหาศาล แต่ว่าในท้ายที่สุดมันจะทาให้คุณไปถึงเป้าหมาย สำหรับเรื่องกลยุทธ์และวิธีการเทรดผมจะไม่เปิดเผยกลยุทธ์ของผมทั้งหมด แต่ผมจะแนะนำอะไรบางอย่างให้คุณ ซึ่งผมเชื่อว่ามันน่าจะช่วยให้การเทรดของคุณดีขึ้น
1 วินัย : คุณต้องมีกฏในการเทรด และต้องเทรดเมื่อมันตรงตามเงื่อนไขของคุ และถ้ามันไม่เข้าเงื่อนไข ก็อย่าเทรด ผมว่ามันเป็นเรื่องยากในการที่จะห้ามใจ เพราะหลายคนที่ก้าวเข้าตรงนี้ มักจะเสพติดมัน แต่เชื่อเหอะมันจำเป็นถ้าคุณอยากจะอยู่ในตลาดนี้ให้ได้
2 การบริหารกำไรและขาดทุนในแต่ละการเทรด : คุณต้องมี stop loss และจำไว้ว่าเมื่อได้กำไรแล้วอย่ากลับมาขาดทุน 
มันเป็นหัวใจหลักของการเทรดที่ดี ผมจะปิดทุกออร์เดอร์ ถ้าวันนั้นผมติดลบ 60 จุด หรืออีกแง่หนึ่ง ผมจะ ตั้ง trailing stop สำหรับออร์เดอร์ที่มีกำไรแล้ว 25 PIP ซึ่งหมายความว่ากำไรของผมจะไม่ต่ำกว่า 25 จุด และผมสามารถไปทำอะไรที่ไหนก็ได้ ผมว่ามันบ้าสิ้นดี ถ้าผมได้กำไรแล้ว ผมกลับคืนเงินให้กับตลาดไปตอนสิ้นวัน มันเหมือนคุณทำงานประจำได้เงินวันละ 1000 บาท พอเลิกงานคุณเดินเอาเงิน 1000 ไปคืนให้เจ้านาย คุณว่ามันบ้าไหมล่ะ ….
3 อย่าพึ่งเทรดตอนนี้ : สิ่งสาคัญที่สุดในการเทรด บางครั้งคือการไม่เทรด
ผมจะตัดสินใจอย่างนี้นะครับ ถ้าผมดูกราฟแล้วไม่เห็นว่ามีการเคลื่อนไหว หรือว่าไม่มีข่าวออกในวันนี้เลย ในกรณีนี้มันจะดีกว่ามาก ถ้าเราจะรอให้ตลาดมันมีความผันผวน ผมอยากจะแนะนานักเทรดทั้งหลายว่า ไม่ควรจะเทรดในช่วงวันแรกของเดือน ผมจะเริ่มเทรดตอนวันศุกร์แรกของเดือนเมื่อข่าว “NonFarm payroll” ออกมาแล้วเท่านั้น
4 การวิเคราะห์: ผมใช้ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิคในการเทรด 
พื้นฐานจะบอกเทรนหรือแนวโน้มของตลาด และการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะใช้หลังจากที่เราสามารถระบุเทรนได้แล้ว การวิเคราะห์พื้นฐาน
และการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นต้องใช้ด้วยกัน และ ถ้าใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันอาจจะนำไปสู่ความเสียหายได้
5 เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค 
ในตลาดฟอร์เร็กซ์มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคมากมาย ซึ่งหลาย ๆคนใช้ ส่วนตัวผมใช้ ADX และ Bollinger Bands ในการวิเคราะห์เทรนและการแกว่งตัว และก็ใช้ RSI ในการวิเคราะห์จุด over bought หรือ oversold ใช้เส้น Moving Average ในการบอกสัญญาณ และ สำคัญที่สุดคือ FIBONACCI  ผมแนะนำให้เทรดเดอร์ประยุกต์ใช้เทคนิคเหล่านี้ในการยืนยันสัญญาณการเทรด โดยเทรดไปในทางเดียวกับพื้นฐานที่เราวิเคราะห์ไว้
สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ การเทรดฟอร์เร็กซ์ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆครั้งที่เราเสียเงิน เราจะรู้สึกว่าเราโดนโกง หรือมีใครบางคนกาลังหลอกลวงเพื่อเอาเงินจากกระเป๋าเราอยู่ แต่ความจริงแล้วที่เราเสียเงินนั้นมันเป็นเพราะตัวเราเอง จำไว้ว่าเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คนไม่ได้ฉลาดกว่าเรา พวกเขาไม่ใช่อัจฉริยะมาจากนอกโลก แต่ความจริง ก็คือ ยิ่งคุณทุ่มเทมากเท่าไหร่ คุณยิ่งเข้าใกล้การเป็นเทรดเดอร์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่ารีบ เพราะว่างานนี้ ต้องการการอุทิศตนและ
การทุ่มเทอย่างหนัก

แม่บ้านญี่ปุ่นกับการเป็นเทรดเดอร์ค่าเงิน

ท่ามกลางโลกทุนนิยมที่เติบโตขึ้น ตลาดการเงินก็เติบโตขึ้นอย่างกว้างขวางไม่แพ้กัน มีคนจำนวนมากทั่วโลกหันมาสนใจอาชีพเทรดเดอร์อิสระกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อพูดถึงเทรดเดอร์คนจะมักนึกถึงเทรดเดอร์ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะด้วยลักษณะนิสัยที่กล้าได้กล้าเสีย และยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า ทำให้เทรดเดอร์ที่เราเห็นส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชายมากกว่าร้อยละ 70 แต่จากสถิติในปัจจุบัน กลับพบว่าประชากรเทรดเดอร์เพศหญิงได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนผู้หญิงที่มีมากกว่าผู้ชาย หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ ก็ต้องยอมรับว่าผู้หญิงได้เปิดใจยอมรับอาชีพที่หลายๆคนมองว่ายืนอยู่บนเสี่ยงมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน

โดยจากการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่ยังคงมีค่านิยมเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงยังจะต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูกและทำงานบ้าน โดยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายออกไปทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัวเพียงฝ่ายเดียวนั้น ปัจจุบัน กลุ่มแม่บ้านเหล่านี้ ได้พยายามหาทางให้พวกเธอสามารถทำงานหาเงินได้เช่นเดียวกับสามี โดยยังคงทำหน้าที่แม่บ้านได้อย่างไม่ตกบกพร่อง  และหนึ่งในงานที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก คือ การเป็นเทรดเดอร์ค่าเงินอิสระที่เทรดอยู่กับบ้าน หรือที่เรียกว่า Home trader

โดยจากการตรวจสอบพบว่าในญี่ปุ่น มีแม่บ้านที่มาเป็น Day Trader ในตลาด forex นั้นมีมากกว่า 100,000 คน ส่วนใหญ่เน้นการลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นในจำนวนเงินที่ไม่มากนัก โดยใช้ข้อดีในเรื่องความสามารถในการ leverage ของตลาด forex และสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เธอเหล่านี้สามาารถแบ่งเวลาจากการที่ต้องดูแลจัดการงานในบ้านมาใช้ในการเทรดได้ พวกเธอได้สร้างสังคมของเธอในโลกออนไลน์มากมายเพื่อแชร์ประสบการณ์ เผยแพร่โอกาสให้กับแม่บ้านคนอื่นๆ และเพื่อเป็นการแสดงให้สังคมเห็นถึงคุณค่าของผู้หญิงว่าพวกเธอก็สามารถทำงานหาเงินได้ดีไม่แพ้ผู้ชายเช่นกัน และจากการที่เริ่มมีเทรดเดอร์ในกลุ่มพวกเธอประสบความสำเร็จมากขึ้นทำให้ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพใหม่ในสังคมญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มเติบโตและเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น
Etsuko Someya เป็นตัวอย่างของแม่บ้านเต็มเวลาชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวเองมาเป็น forex trader 
เธอคนนี้เป็นเทรดเดอร์ที่ไม่ธรรมดา เธอโด่งดังและมีชื่อเสียงในญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ในวงการ Home trader รู้จักเธอดีในฉายา Mrs. Watanabe โดยเธอแต่งงานมาแล้ว 8 ปี และเธอต้องเลี้ยงลูกวัย 4 ขวบของเธอที่บ้าน ดังนั้นเธอจึงใช้เวลาว่างจากช่วงที่เสร็จจากงานบ้านและดูแลลูก เทรด USD/JPY  โดยเธอมีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ $12,000 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวได้มาก แม้เธอจะเป็นแม่บ้านที่ต้องวุ่นกับการดูแลลูก แต่เธอก็เป็นแม่บ้านที่ขยัน อ่าน ขยันหาความรู้ในการเก็งกำไร ศึกษาเทคนิคการเทรด โดยเธอจริงจังกับการเทรดค่าเงินเป็นอย่างมาก เพราะเธอรู้สึกว่ามันเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เธอสามารถสร้างรายได้ ในเวลาว่างที่แสนจะจำกัดของเธอได้
“ฉันจะเทรดใน Time frame สั้นๆเท่านั้น เพราะฉันจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดการงานบ้านและต้องเล่นกับลูกเป็นส่วนใหญ่”
ส่วนเทรดเดอร์อีกคนคือ Yukiko Ikebe เธอเป็นคุณแม่ลูกสาม ในวัยเกือบ 60 เธอเป็นเทรดเดอร์เงินล้านที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเธอเล่าให้ฟังว่า เธอเคยทำกำไรจากการเทรด AUD/JPY ถึง 500,000 เยนในเวลาเพียง 2 วัน 
เธอมีเทคนิคการเก็งกำไรที่เน้นในด้านปัจจัยพื้นฐาน แต่ก็ไม่ละเลยด้านเทคนิค เธอมีแนวคิดในการเก็งกำไรที่เป็นระบบ เธอมองภาพรวมของเศรษฐกิจของค่าเงินที่เธอสนใจ โดยบางครั้งเธอจะเดินทางไปยังประเทศของเจ้าของค่าเงินที่เธอเฝ้าติดตามเพื่อจะได้เห็นภาพที่แท้จริงและเป็นการท่องเที่ยวไปในตัว แม้ปัจจุบันเธอจะมีอายุค่อนข้างมาก แต่เธอไม่เคยมองว่ามันเป็นอุปสรรคในการเก็งกำไรของเธอเลย เธอกลับมองว่า การที่เธอมีประสบการณ์มามาก กลับทำให้เธอสามารถมองอะไรๆได้ชัดเจนกว่า
อย่างไรก็ดี แม้เธอจะมีชื่อเสียงในสังคมเทรดเดอร์แม่บ้านในฉายา Kimono trader แต่เธอไม่ก็ยังไม่ต้องการเปิดเผยหน้าตาต่อสาธารณชนมากเกินไปเพราะเธอกลัวจะกระทบต่อวิถีชีวิตของเธอ
จากเรื่องราวข้างต้นจะเห็นว่า ขอแค่เรามีความตั้งใจ ไม่ว่าชีวิตจะมีข้อจำกัดแบบไหน เราก็สามารถเรียนรู้ในการเป็นเทรดเดอร์อิสระได้ ขอแค่หัวใจของเราหัดที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อย่าใช้ข้อจำกัดใดๆ มาเป็นข้อแก้ตัวว่าเราทำไม่ได้ เพราะมันไม่เคยมีอยู่จริง

Nial Fuller เทรดเดอร์ค่าเงินสไตล์ Price action

Nial Fuller คือเทรดเดอร์อิสระที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเทรดเดอร์ค่าเงินสไตล์ price action ที่พยายามเผยแพร่แนวคิดและวิธีการในการทำกำไรของเขาผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว ด้วยแนวคิดที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน บวกกับความสามารถในการถ่ายทอดที่ทำให้มือใหม่ทั้งหลายสามารถเรียนรู้ได้ ทำให้เขาเป็นอาจารย์สอนเทรดค่าเงินที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนนึง ในแต่ละปีจะมีผู้ติดตามอ่าน website ของเขามากกว่า 500,000 คน 
เทคนิคการเทรดค่าเงินของ Nial นั้นจะใช้สไตล์ price action เท่านั้น เขาจะไม่สนใจอินดิเคเตอร์ โดยหลักการของเขาคือเขาจะพิจารณาว่าราคาได้ “กระทำต่อ” แนวรับแนวต้านอย่างไร รวมถึงการดูรูปแบบการฟอร์มตัวของแท่งเทียน เพื่อหาจังหวะเข้า order เขาอธิบายว่า กราฟที่ดูสับสนวุ่นวายด้วย indy เต็มหน้าจอ นอกจากจะทำให้คุณเครียดเพราะเข้าใจมันยากแล้ว คุณยังต้องปวดหัวกับการตีความมันด้วย สุดท้ายคุณคงต้องสับสนในตัวเองแน่ๆ เขาบอกว่าทำไมคุณไม่ทำให้มันง่ายกว่านั้นล่ะ ในเมื่อกราฟเปล่าๆ ก็สามารถช่วยให้คุณหาแนวโน้มและทิศทาง รวมถึงหาจังหวะเข้าเทรดได้เหมือนกัน
Messy Chart
Clean Chart
สำหรับวิธีการเทรดโดยใช้ price action นั้น Nail เผยว่าเขาใช้หลักการฟอร์มตัวของแท่งเทียนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการกลับตัวแบบ Pin bar ,การฟอร์มตัวของ inside bar และ fakey ในการพิจารณาแนวโน้มของราคารวมถึงการหาจังหวะเขาเทรด
คุณต้องทำให้การเทรดของคุณเป็นเรื่องที่เรียบง่าย และที่สำคัญคือคุณต้องวางแผนการเทรดก่อนการเข้าเทรดทุกครั้ง เพื่อเป็นการควบคุมอารมณ์ของคุณ ไม่ให้ความโลภมาครอบงำคุณในช่วงเวลาที่ลงสนามจริง เพราะสิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะทำกำไรจากตลาดแห่งนี้ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ไม่ใช่ระบบเทรด ไม่ใช่วิธีการเข้า order แต่มันคือความสามารถในการควบคุมอารมณ์และจิตใจที่เข้มแข็งเท่านั้น
คุณเป็นเทรดเดอร์สไตล์ไหน Day trader หรือ Swingtrader? 
Nial Fuller : ในทางทฤษฎีผมเป็นทั้งสองแบบครับ มันขึ้นกับสภาวะตลาดและรูปแบบการฟอร์มตัวของแท่งเทียนที่ผมเห็นโอกาสในการเข้าเทรด ผมจะเทรดใน Time frame 4 ชั่วโมง และ 1 วัน นั่นทำให้ผมมีโอกาสในการเข้า order ทั้งขาขึ้นและขาลง อืม….ผมว่าคงเป็นเพราะสไตล์การเทรดที่มีความยืดหยุ่นของผมที่ทำให้ผมไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองเป็นเทรดเดอร์สไตล์ไหน แต่ถ้าให้ตอบจริงๆ ก็นั่นแหละครับ ผมเป็นได้ทั้งสองอย่าง
คุณใช้กราฟ Time frame ไหนในการเทรด?
Nial Fuller : อย่างที่ผมบอกไปแล้ว ผมจะเทรดบนกราฟ 1 วัน, 4 ชั่วโมง และบางครั้งก็ 1 ชั่วโมงด้วย ผมสนับสนุนให้เทรดโดยการใช้ price action ใน time frame ที่ใหญ่หน่อย ในความเห็นผม ผมว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำไมคนส่วนใหญ่จึงล้มเหลวในการเทรดค่าเงิน พวกเขายึดติด และมัวแต่เพ่งหน้าจอในกราฟย่อยๆ ทำให้พวกเขามองไม่เห็นภาพรวมของตลาด ผมจะเทรดด้วยแนวคิดและแผนการที่มีความชัดเจนใน time frame เหล่านี้ โดย TF 1 วัน จะสามารถบอกเทรนของราคา ระดับราคาที่มีนัยต่อการกลับตัว แนวรับแนวต้าน ผมว่านี่คือสิ่งที่มือใหม่ควรจะเรียนรู้

หลักการพื้นฐานของกลยุทธ์ในการเทรดของคุณคืออะไร ?
Nial Fuller : ผมใช้ Price action ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่าย ไม่มี indicators โดยทั่วไปผมจะเทรดตามเทรนร่วมกับการใช้ระดับของราคาที่มีนัยในการมองทิศทาง โดยใช้รูปแบบการกลับตัวของ Price action ในการ confirm สัญญาณการเข้า order
สิ่งที่ผมทำอยู่มันเป็นอะไรที่เรียบง่าย และระหว่างเทรดผมจะไม่เปลี่ยนแผนกลางคัน เพราะผมจะเชื่อมั่นในเหตุผลที่ผมเข้าเทรด โดยมันจะต้องมีเหตุผลหรือปัจจัยที่จะยืนยันสัญญาณการเข้าเทรด ซึ่งผมใช้ระดับราคาและแนวโน้มหลักในการยืนยันสัญญาณ price action โดยถ้ามันขัดแย้งกันผมก็จะไม่เทรด

คุณเทรดบ่อยแค่ไหน ?
Nial Fuller : ผมต้องขอบอกว่าเฉลี่ยแล้วผมจะเทรดประมาณ 3-4 ครั้งต่อหนึ่งอาทิตย์ ผมรู้ว่ามันฟังดูน้อยแต่เพราะผมต้องการรักษาวินัยในการเทรด ผมจึงหลีกเลี่ยงการเทรดที่มีสัญญาณ confirm ไม่ครบตามกฎของผม จริงๆแล้วมันก็มีโอกาสที่จะเข้าเทรดได้มากกว่านี้ แต่ด้วยประสบการณ์ในการเทรดของผมเกือบ 10 ปี ทำให้ผมพยายามกรองและเลือกเทรดเฉพาะในโอกาสที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุด ในอดีต ผมเคยเทรดมากครั้งเกินไปและนั่นทำให้ผมสูยเสียเงินไปจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ดังนั้นวันนี้ผมจึงพยายามเลี่ยงที่จะเสียต้นทุนค่าเรียนรู้เหล่านั้น

คุณ set เป้าหมายในการเทรดอย่างไรต่อสัปดาห์หรือต่อเดือน?
Nial Fuller : ผมไม่เชื่อว่าเราจะสามารถวางแผนได้จริงๆหรอกว่าเราสามารถทำเงินได้เท่าไรในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละเดือน ผมว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือเราต้อง focus ในแต่ละการเทรด ผมแค่พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมทำได้ เทรดเดอร์หลายคนอาจจะสามารถตั้งเป้ากำไรจากการเทรดของเขาในแต่ละสัปดาห์ แต่นั่นไม่ใช่ผม ผมแค่พยายามวางแผนและวางเป้าในแต่ละไม้ โดยเป้าของผมคือการเทรดที่มี risk/reward ratio = 2: 1 เป็นอย่างน้อยในแต่ละการเทรด

อะไรที่คุณคิดว่าทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ?
Nial Fuller : ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามตระหนักถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ซึ่งผมได้พบว่าสิ่่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในการเทรดนั้น มี 3 ปัจจัยด้วยกัน อย่างแรกก็คือ ผมมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตัวผม นั่นก็คือ การใช้ price action มันเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ซับซ้อนและผมสามารถเข้าใจมันด้วยเหตุผลง่ายๆ แต่ถึงแม้วิธีการเทรดจะสำคัญแต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด อีกปัจจัยคือการที่ผมเริ่มเขียน blog เริ่มเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มตลาด เผยแพร่การเดินทางในการเป็นเทรดเดอร์ของผมเป็นประจำ สิ่งนี้มันทำให้ผมมีวินัยและอยู่กับตลาดตลอดเวลา ส่วนปัจจัยสุดท้ายก็คือการที่ผมไม่เสพติดการเทรด ผมพยายามไม่ให้การเทรดมามีผลต่อวิถีชีวิตของผมมากเกินไป ผมจะไม่เฝ้าดูกราฟตลอดเวลา ผมจะเข้า order แล้วปล่อยให้มันวิ่งไปตามแผนการที่ผมวางไว้ จำไว้ว่าการเฝ้าดูกราฟมากเกินไปจะทำให้อารมณ์มามีผลต่อการเทรดในที่สุด
Thank::  Btrader

Rudy Leder เทรดเดอร์ค่าเงินชาวอเมริกัน

Rudy Leder เทรดเดอร์ค่าเงินชาวอเมริกัน เรื่องราวความเป็นมาของเขาไม่ได้มีอะไรแปลกพิศดาร จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้ต่างไปจากเทรดเดอร์หลายๆคนที่เข้าสู่วงการเทรด เริ่มแรกเขาเพียงต้องการหางานอิสระให้กับตัวเอง เพราะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำที่ต้องทำมากกว่า 60 ชั่วโมงต่ออาทิตย์เพื่อทำให้คนอื่น (นายจ้าง) รวย ซึ่งถ้าเขาอยากได้เงินเพิ่มเขาก็ต้องทำโอที แต่นั่นก็ไม่ทำให้ตำแหน่งของเขาปรับขึ้น งานของเขา มันเป็นงานที่คนอื่นๆเรียกมันว่า ”งานที่ไร้อนาคต” ตอนนั้นเขายังเด็กและไม่ได้มีเงินเก็บเลย แต่เขามีบางอย่างที่หลายคนไม่มี ขามีความกล้าที่จะออกไปจากสถานการณ์แบบนั้น พร้อมด้วยแรงผลักดันอันแรงกล้าจากภายใน และเนื่องจากเขามีความหลงใหลในตลาดเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น เขาจึงรู้ทันทีว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจะเป็น 

ในช่วงแรก เขาเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับความพยายามคิดหาหนทางที่จะเอาชนะตลาดให้ได้ แล้วในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เขาพยายามอยู่นั้นมันไม่ต่างอะไรกับการไม่ได้ทำอะไรเลย!!!
หลังจากนั้น เขาตั้งหน้าตั้งตาอ่านทุกสิ่่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเทรดค่าเงิน ทั้งจากหนังสือ อินเตอร์เน็ต มันมีสิ่งที่ต้องอ่านมากมายจริงๆ ทั้งหมดที่เขาทำ เขานั่งศึกษาและเรียนรู้มันอยู่ที่บ้านของเขา ไม่ต้องมีเจ้านาย ไม่ต้องมีต้นทุน มันเป็นอะไรที่ใครๆ ก็ทำได้ “ผมตื่นเต้นมากจริงๆ ในตอนนั้น ผมจึงลองเปิดบัญชี Demo และโหลดโปรแกรม MT4 มาเทรด โดยผมดูวิธีเทรดจาก  YouTube เป็นส่วนใหญ่”  หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็เทรดค่าเงินเป็นอาชีพมาตลอดเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ในช่วงแรก เขาไปลงเรียนกับอาจารย์สอนเทรดหลายๆคน พอเรียนจบกับคนนี้ก็ไปเรียนต่อกับคนนั้น ไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดเขาก็เริ่มคิดได้ว่า จริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะทุกคนมีมุมมอง วิธีคิดหรือปรัชญาในการมองตลาดที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณจำเป็นต้องค้นหาวิธีเทรดด้วยตัวของคุณเอง คนที่ช่วยสอนเทรดส่วนใหญ่จะให้คุณได้มากในเรื่องของ basic เกี่ยวกับตลาดค่าเงิน และทำให้คุณเข้าใจภาพรวมของตลาดรวมถึงปัจจัยที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ แต่สุดท้ายแล้ว คุณจะเทรดอย่างไร คุณต้องหามันเอง!!!!!!
“แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่าอาจารย์สอนเทรดเก่งๆ ก็มีอยู่บ้าง แม้จากประสบการณ์โดยตรงของผมที่เป็นทั้งผู้เข้าเรียนและผู้สอน ผมรู้สึกว่าคนที่เข้าเรียนได้รับประโยชน์จากการอบรมเพื่อจะเป็นเทรดเดอร์อิสระไม่มากนัก สถาบันอบรมเหล่านี้ จะแสดงผลกำไรให้คุณเห็นว่าเขาสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นรายวัน รายสัปดาห์ที่เหลือเชื่อ จนคุณอดใจไม่ไหวต้องจ่ายเงินค่าเรียนเทรดให้พวกเขาจำนวนมาก ในความเห็นของผมโดยสัตย์จริง ผมมองว่าถ้าผู้สอนเหล่านี้รู้จริงเกี่ยวกับการเทรดค่าเงิน และสามารถบอกผู้เรียนได้ถึงอุปสรรคต่างๆ ในการเทรดได้อย่างครบถ้วน ก็น่าจะมีคนที่ประสบความสำเร็จในการเทรดมากกว่านี้”
คุณคิดว่าในการสอนของผู้สอนเทรดส่วนใหญ่ ขาดอะไรไปบ้าง
“อืม ผมเชื่อว่าผู้สอนเทรดเหล่านั้น รู้สึกว่าเขาควรจะต้องสอนทุกอย่างให้แก่นักเรียนของเขามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้นักเรียนเหล่านั้นได้ข้อมูลคุ้มค่ากับค่าเล่าเรียน แต่สุดท้ายผู้สอนมักจะให้บทเรียนที่มากเกินไปจนนักเรียนของเขาไม่สามารถรู้อะไรได้อย่างถ่องแท้เลยสักอย่าง” เวลาที่เรียนอะไรก็ตามเกี่ยวกับวิธีหรือหลักการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเทรดนั้น คุณไม่ได้ต้องการน้ำน้ำหรอก สิ่งที่คุณต้องการคือเนื้อแท้หรือแก่นจริงๆ ที่จะได้ใช้ในการเทรดเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว อะไรก็ตามที่อาจารย์พยายามจะยัดเยียดให้ คุณไม่เคยได้ใช้มันหรอก คุณต้องจำไว้ว่า “น้อยดีกว่ามาก” แต่คุณต้องรู้ไอ้ที่น้อยๆ นั้นอย่างลึกซึ่ง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด
ถ้าคุณยังนึกภาพไม่ออกเกี่ยวกับสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ ขอให้คุณจินตนาการว่า ด้วยเงิน $19.99 ระหว่างการกินไก่ KFC 20 ชิ้น กับ การกิน 3 ชิ้น ในข้อแม้ว่าคุณต้องกินให้หมดเท่านั้น อันไหนมันดีกว่ากันสำหรับคุณ???
คิดยังไงเกี่ยวกับ EA
“Expert Advisors หรือ EA จริงๆ ผมก็ว่ามันดีนะ มันสามารถช่วยให้งานของเราง่ายขึ้น ทำให้เราใช้เวลาอยู่หน้าจอน้อยลง  แต่ผมไม่ชอบเลย พวกที่มาขายระบบเทรด หรือ EA ผ่านเมล์หรือเว็บไซต์ต่างๆ แล้วบอกว่ามันสามารถทำเงินได้ 5% ต่อเดือน “Only $259 Get it now ” มันตลกไหม ถ้าคุณมี EA ที่สามารถทำเงินให้คุณได้ 5% ทุกเดือน ทำไมคุณจะขายมันแค่ $259 ล่ะ จริงไหม
โดยส่วนตัว ผมชอบที่จะเปิด order ด้วยตัวเองมากกว่า แต่อาจเอา EA เข้ามาช่วยในบางครั้งเพื่อติดตามผลการเทรด สำหรับผม EA มันใช้ไม่ได้ผลสักเท่าไร
หลักการคิดเกี่ยวกับการใช้ EA ก็คือคุณสามารถจำกัดการใช้เวลาในการทำสิิ่งที่คุณรักซึ่งก็คือการเทรดน้อยลง มันบ้ามากใช่ไหม ถ้างั้นแล้วเวลาว่าง คุณจะทำอะไรล่ะ ^^
ระบบเทรดและ Time Frame ที่ใช้ 
ระบบเทรดที่ผมใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยทั่วไปก็คือขนาดของพอร์ต margin ,leverage และเป้าหมายของผม แต่ในแผนของผม ผมจะเลือกวิธีเทรดแค่หนึ่งถึงสองวิธีเท่านั้น ผมจะไม่พยายามเทรดด้วยหลายๆ ระบบในหนึ่งบัญชี เพราะคุณจำเป็นต้องใช้สมาธิกับระบบหนึ่งระบบใดเท่านั้น ผมรู้ว่ามีเทรดเดอร์หลายคนอาจบอกคุณว่าพวกเขาเทรดโดยใช้ Fibonacci retracements, ดู pivots และใช้แนวรับแนวต้านเป็นรายวันเพื่อหาจังหวะเข้าเทรด นั่นอาจทำให้คุณต้องใช้ยานอนหลับเพราะโรคนอนไม่หลับ ผมชอบที่จะใช้ time frame ใหญ่หน่อย เพื่อที่จะมองทิศทางว่าคู่เงินนั้นๆจะไปทางไหนในหนึ่งถึงสามเดือนข้างหน้า ความเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของค่าเงินหนึ่งคู่นั้นมันคล้ายๆกับการที่คุณเข้าใจแฟนของคุณ และคุณต้องมีแฟนได้ทีละคน อย่ามีทีละเป็นสิบคน เพราะการจะเข้าใจใครซักคนนั้นมันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้
หลังจากผมได้ทิศทางของตลาดแล้ว ผมจึงจะลดขนาดมุมมองไปดูที่ time frame ที่เล็กลง แต่โดยทั่วไปผมจะไม่ใช้ TF ที่เล็กกว่า 30 นาที
คนประเภทไหนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ 
ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปแบบ ความเป็นมาหรือพื้นฐานเฉพาะของใครบางคน ผมคิดว่าคนจำนวนมากพยายามจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นข้ออ้างให้กับตัวเอง ผมพูดเสมอว่า ”ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้คุณก็จะทำได้”  สำหรับคำแนะนำของผมสำหรับมือใหม่ ก็คือ อย่าพยายามเรียนรู้ที่จะเทรดค่าเงิน option ,future หรือแม้แต่หุ้น แค่เพราะว่าคุณเห็นคนอื่นกำลังทำเงินจากมันได้เป็นจำนวนมาก แต่จงทำมันเพราะคุณรักในการเทรด และคุณชอบที่จะอ่านข่าว รวมถึงวิเคราะห์ชาร์ต
นอกเหนือจ่ากการเทรดแล้ว คุณทำอะไรบ้าง
ผมพยายามออกกำลังกาย ทำอาหาร อ่านหนังสือบ้าง และแน่นอนบางวันผมก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน แต่ผมก็ยังสนุกกับการทำ back test ในเวลว่างด้วยเช่นกัน

Rodrigo Villela เทรดเดอร์ค่าเงินชาวเม็กซิโก

Rodrigo Villela นักธุรกิจชาวเม็กซิโก เขาเริ่มต้นเข้าสู่วงการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลทางธุรกิจ เนื่องจากบริษัทของเขาเป็นธุรกิจนำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ ทำให้มีรายรับและต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาจำเป็นต้องใช้การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน (Hedging) ซึ่งจะมีผลต่อกำไรขาดทุนของบริษัทเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจาก Rodrigo ศึกษาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ไม่นาน เขาได้เริ่มเห็นโอกาสทำเงินในตลาดแห่งนี้ในฐานะตลาดแห่งการเก็งกำไรมากขึ้น และเนื่องจากเขาเคยเก็งกำไรในตลาดหุ้นและฟิวเจอร์มาก่อนทำให้เขาสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างในตลาดแห่งนี้ที่ตลาดหุ้นไม่มี ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจย้ายเข้าสู่การเก็งกำไรในตลาดค่าเงินอย่างจริงจัง เขาให้เหตุผลไว้หลายประการถึงความน่าสนใจในตลาดค่าเงิน
ข้อแรก ตลาด forex เป็นตลาดที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก เขากล่าวว่าเขาไม่ชอบการ day trade ในตลาดหุ้นเพราะมันมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องเทรดในหุ้นที่คุณไม่ต้องการ และเมื่อคุณซื้อหุ้น บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องสนใจเรื่องของธุรกิจของหุ้นนั้นบ้าง เพราะการซื้อหุ้นคือคุณกำลังซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ บางช่วงเวลามันแยกออกจากกันไม่ขาดจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่ราคามันไม่เป็นอย่างที่คุณคิด ดังนั้นการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจึงเป็นให้เขาปั่นป่วนในบางครั้งข้อสอง ในตลาด forex เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่าตลาดหุ้น หากคุณมีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดี ค่าเงินแม้จะผันผวนค่อนข้างมากเมื่อเราพิจารณาเป็น PIP หรือ point แต่มันไม่เคยเคลื่อนไหวเกิน 10% ในแต่ละวัน

ข้อสาม ในตลาด forex คุณสามารถ leverage เงินทุนได้เท่าที่คุณต้องการ นั่นมีความหมายมากทีเดียวสำหรับผู้ที่มีเงินทุนไม่สูงนัก ซึ่งสำหรับรายย่อยโบรกเกอร์บางแห่งให้ leverage ได้เป็น 1000 เท่า!! ว้าว แต่นั่นก็ทำให้มือใหม่หลายคนโลภได่เช่น จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง สำหรับมือใหม่ที่แยกไม่ออกระหว่างการเก็งกำไรกับการพนัน
และข้อสุดท้าย ตลาด forex สามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องทนเห็นราคาเปิดกระโดดหรือตกฮวบ (Gap) ในช่วงตลาดเปิดของเช้าวันใหม่อย่างในตลาดหุ้น ยกเว้นในวันจันทร์หลังหยุดสุดสัปดาห์ เพราะบางครั้ง อาจมีข่าวแรงๆ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิด ซึ่งเราไม่สามารถปรับพอร์ตได้ นั่นเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย
สไตล์ในการเทรดของ Rodrigo
สำหรับหลักการในการเก็งกำไร Rodrigo เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาใช้ทั้งเทคนิคคอลและปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจเข้า order และเขาไม่คิดว่าการเลือกดูกราฟหรือปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั้นจะสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว ซึ่งเขาจะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการมอนิเตอร์โอกาสในการเก็งกำไร และเลือกทิศทางตลาดที่จะเข้าเทรด
“ผมจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อมูลและข่าวทุกอย่างที่บ่งชี้ถึง สภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็น เงินในระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยของประเทศนั้นๆ และอัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบประเทศอื่น รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตร (yield curves) ฯลฯ หลังจากนั้น ผมจึงใช้เทคนิคคอลเพื่อหาจังหวะในการเข้าเทรด ผมจะไม่ใช้แค่กราฟเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อขาย เพราะว่าคุณไม่สามารถจะคาดการณ์อนาคตได้ด้วย indicator เท่านั้น ซึ่งหลังจากผมเลือกข้างโดยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแล้ว ผมจะใช้เทคนิคคอลเพื่อหาราคาที่ดีที่สุดในการเข้า order และดูกราฟเพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อใช้ในการออกและ take profit เมื่อผมเห็นว่าราคาได้วิ่งมาไกลพอแล้ว ตรงจุดนี้กราฟสามารถแสดงให้คุณเห็นได้เป็นอย่างดี ”
“และผมต้องขอบอกพวกคุณว่าคุณไม่สามารถนำระบบเทรดของคุณไปประยุกต์ใช้ในทุกๆตลาด ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ forex มันถือว่าเคลื่อนไหวช้ากว่ามาก คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในมุมมองอื่นๆ เพราะหุ้นมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของธุรกิจ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งตลาด จากนั้นจึงวิเคราะห์ตัวบริษัท สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้นมันง่ายกว่าเพราะอย่างน้อยคุณก็สามารถประเมินความถูกแพงของหุ้นได้ แต่สำหรับค่าเงินนั้นมันไม่ง่าย !!!!”
นักลงทุนหลายๆคน พยายามมองการประเมินมูลค่าของค่าเงิน ให้เหมือนกับการประเมินมูลค่าหุ้น คือคิดว่าค่าเงินหนึ่งๆ เป็นตัวแทนของประเทศนั้นๆ แล้วพยายามจะประเมินความแข็งแกร่งของประเทศ แต่เชื่อผมเหอะ กับค่าเงินคุณมันไม่ได้อยู่ในวิถีที่คุณจะประเมินความสามารถในการทำกำไรของประเทศนั้นๆได้อย่างถูกต้องหรอก มันยากที่เราจะแกะภาพหามูลค่าของประเทศ ดังนั้น การลงทุนในตลาด forex มันจึงง่ายกว่าหากคุณใช้เทคนิคคอลในการหาจังหวะเข้า order ซึ่งสำหรับผม เขาจะสนใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของค่าเงินเท่านั้น เขาจะไม่พยายามมองให้ประเทศ อยู่ในรูปของบริษัทที่ต้องแสวงหากำไร เพราะมันไม่ใช่!!!
คู่เงินที่เลือกเก็งกำไร
Rodrigo เผยว่าเขาจะเทรดเฉพาะค่าเงินเปโซเม็กซิกันเท่านั้น เพราะเหตุผลเรื่องธุรกิจส่งออกของเขา และเขาเข้าใจพฤติกรรมของมันเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังคงติดตามค่าเงินอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
เทรดทุกวันหรือไม่
Rodrigo บอกว่าเขาติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดค่าเงินมาตังแต่ 1998 และหลงรักมัน เขาจึงมักเข้าซื้อขายแทบทุกวันสำหรับพอร์ตส่วนตัว แต่พอร์ตของบริษัทส่งออกของเขาจะซื้อขายเฉพาะเมื่อเห็นโอกาสหรือเมื่อบริษัทจำเป็นต้องประกันความเสี่ยงจริงๆ เท่านั้น
“สิ่งที่ผมบอกคุณได้ มันคือความหลงไหล ตั้งแต่ผมเริ่มเทรดมา ผมก็มักจะพยายามเปิด position ในตลาดหนึ่งตลาดใดอยู่เสมอ”

คุณคิดว่าคุณเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยไหม?
Rodrigo บอกว่าเขาคิดว่าเขาเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยสูงมาก ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการเทรด แต่ในทุกมุมของชีวิต เขาคิดว่าเทรดเดอร์ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีวินัย เขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้ด้วยตัวเอง หากปราศจากชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยวินัย ในเรื่องของการเทรดก็เช่นกัน การเทรดของเขาจึงดำเนินไปด้วยวินัยอย่างเคร่งครัด จนมันกลายเป็นเหมือนเครื่องจักร กลายเป็นกิจวัตร เขาจะไม่เทรดโดยใช้อามรมณ์ หรือความตื่นเต้น แต่เขาจะเทรดก็ต่อเมื่อทุกอย่างมันถูกต้องเป็นไปตามระบบเท่านั้น
ข้อแนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
คุณต้องจินตนาการว่าคุณกำลังขับรถแข่งกับนักขับคนอื่นๆ อีกนับพัน ส่วนนึงในนั้นเป็นสุดยอดนักขับของโลก พวกเขามีพรสวรรค์และมีเครื่องยนต์สุดไฮเทค โดยการแข่งขันเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนท่ามกลางหมอกที่ลงจัด นี่คือสิ่งที่ดีมากสำหรับคุณที่จะจินตนาการได้ว่า FX คืออะไร เทรดเดอร์ทุกคนอยู่ในสนามแข่ง และต้องการจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าคุณขับรถเร็วเกินไป คุณก็จะไม่ได้อยู่ในสนามแห่งนี้นานนักหรอก
ถ้าคุณหวังจะเทรดเป็นอาชีพหลัก จำไว้ว่าคุณจำเป็นต้องอุทิศส่วนนึงที่สำคัญในชีวิตคุณเพื่อที่จะทำมัน นี่มันคือธุรกิจในระยะยาว พยายามทำให้มันง่ายซะและอย่าพยายามเสี่ยงมากเกินไป ถ้าคุณยังเป็นนักศึกษา ตั้งใจเรียนซะ โดยเฉพาะวิชาเลข สถิติ เศรษฐศาสตร์มหภาค ทฤษฎีเกี่ยวกับการเงิน และทุกๆอย่างที่จำเป็นที่จะทำให้คุณเข้าใจกลไกของตลาด อ่านและวิเคราะห์ให้มากๆ ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรด และที่สำคัญ อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
สุดยอดเทรดเดอร์จะมีความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงอย่างลึกซึ่ง เขาสามารถคำนวณและรักษาระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมในทุกๆการเทรด ดังนั้น คุณต้องเริ่มเทรดด้วยจำนวนเงินน้อยๆก่อน แล้วค่อยๆทบต้นมันขึ้นไป นี่คือหนทางที่จะทำคุณได้มีอิสรภาพทางการเงิน
บทเรียนสำคัญที่ได้จากการเทรด forex ?
Rodrigo บอกว่ามันดีที่จะเป็นฝ่ายถูก แต่แม้คุณจะเล่นถูกทางคุณก็อาจขาดทุนได้ คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดทันทีที่ sentiment ตลาดเปลี่ยน ในที่สุดแล้ว มันไม่สำคัญว่าคุณจะถูกหรือผิด แต่มันอยู่ที่ว่าคุณกำไรหรือขาดทุนมากกว่า
มันคือความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้กับตลาด “ผมเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถมั่นใจมากเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้ ผมต้องต่อสู้กับตัวเองทุกๆวันเพื่อที่จะเป็นคนถ่อมตัวที่มีความอดทน พยายามมองหาเบาะแสที่จะบอกผมเกี่ยวกับทิศทางตลาด พยายามเก็บความโลภและความปรารถนาอย่างอื่นให้อยู่ในความควบคุมของผม ต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะตระหนักและใส่ใจถึงความเสี่ยง เพื่อที่จะตระหนักถึงความโชคดีในชีวิตและในตลาด เพื่อที่จะเชื่อมั่นถึงความจริงที่อยู่เบื้องหลังกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และเหนือสิ่งอื่นใดคือต่อสู้เพื่อที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่ามันจะส่งผลต่อผมยังไงก็ตาม “

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บาปมหันต์ 7 ประการในการลงทุน

นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องเจ็บตัวเพราะความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับวิธีการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ นั่นคือสิ่งที่นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่อย่าง "บับเฟตต์ และ โซรอส" ไม่เคยเล่าให้เราฟัง สิ่งเหล่านั้นมันคือความเชื่อผิดๆ ที่นำมาซึ่งความผิดพลาดที่จะทำให้เราล้มเหลวในการลงทุน หรือ ที่เรียกว่า "บาปมหันต์ 7 ประการในการลงทุน" การที่เราจะลบล้างความเชื่อผิดๆเหล่านั้นได้ก็คือ ต้องมาดูกันก่อนว่าอะไรกันแน่ที่ผิด แล้วเรามีความเชื่อแบบไหนกันบ้าง

บาปมหันต์ข้อที่ 1  เชื่อว่า คุณต้องคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดได้ถูกต้อง จึงจะทำผลตอบแทนที่ดีได้
ความจริงในตลาดค้าสกุลเงิน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเค้าก็ไม่ได้คาดการณ์ตลาดแม่นยำเสมอไป แต่เค้ามีทักษะ มีกระบวนการคิดตัดสินใจและวินัยที่ดีในการลงทุนด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะแน่แค่ไหน แต่การคาดการณ์ให้ถูกต้องทุกครั้งมันเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก นักลงทุนควรรู้ตัวเองเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อใดควรสู้ และเมื่อใดที่ควรถอย

บาปมหันต์ข้อที่ 2  เชื่อ "กูรู" หลายคนเชื่อว่า ถ้าฉันพยากรณ์ตลาดไม่ได้ ก็ต้องมีคนอื่นที่ทำได้ สิ่งที่ฉันต้องทำก็คือ หาคนคนนั้นให้เจอก็เท่านั้นเอง
ความคิดแบบนี้ ทำให้นักลงทุนล้มหายตายจากไปจากตลาดแล้วมากมาย ก็เพราะว่าเชื่อว่ามี "เซียน" ที่สามารถทำให้คุณรวยได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องทำอะไร แค่ทำตามที่เซียนบอก เซียบบอกว่าขึ้นก็บาย เซียนบอกลงก็เซล เมื่อไหร่ที่ทำตามแล้วได้กำไร ก็เชื่อว่า "แหม่ เซียนคนนี้ สุดยอดมาก ชั้นจะฝากชีวิตการลงทุนไว้ในมือเค้าหละ" แต่ถ้าเมื่อไหร่ เซียนดวงจู๋ ทายไม่แม่นขึ้นมา ทำให้คนตามเสียเงินติดกันซัก 2-3 ครั้ง  คนก็จะบกว่า "โถ เราไม่น่าไปเชื่อเค้าเลย ไม่แม่นจริงนี่หว่า " แล้วก็ไปหาเซียนคนใหม่ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย อย่าลืมว่า ตลาดค้าสกุลเงินเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงมาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าคุณไม่วางแผนรับมือกับมันดีๆ เซียนคนไหนก็ช่วยคุณไม่ได้ ทางที่ดีก่อนที่จะปักใจเชื่ออะไรใครควรมองหาเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และวางแผนการรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดตลอดเวลาด้วย อย่าคิดแต่จะยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะเมื่อเวลาผิดพลาดขึ้นมาทุกคนไม่ว่าคุณหรือเซียนต่างก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น

บาปมหันต์ข้อที่  เชื่อว่า "ข้อมูลวงใน" จะช่วยให้ทำเงินได้มากมาย
ขอยกตัวอย่าง บัปเฟตต์ ที่เป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดของเขาคือ "รายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียน"  เห็นได้ว่าเขาไม่ได้ใช้ข้อมูล "พลายกระซิบ" จากวงในที่ไหนเลย
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ โซรอส ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษล้มครืน เมื่อเขาเข้า ชอร์ต ค่าเงินปอนด์เมื่อปี 1992 โซรอสไม่ใช่เพียงคนเดียวที่เห็นสัญญาณนี้ มีคนมากมายที่เห็นสัญญาณนี้มานานแล้ว และต่างพร้อมใจกันขายเงินปอนด์ทิ้ง แต่โซรอสเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ากระโดดเข้ามาอย่างเต็มตัว ทำให้รอบนั้นเขาขนกำไรกลับบ้านไปเหนาะๆ 2,000 ล้านดอลลาร์
จากทั้งสองตัวอย่างเห็นได้ว่า นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนนี้ ไม่ได้ใช้ข้อมูลวงในที่พิเศษกว่าชาวบ้านเลย บัปเฟตต์ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลแจกฟรี และโซรอสก็มีข้อมูลที่เหมือนกันกับนักลงทุนอื่นๆทั่วไป แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองคนจะมีชื่อเสียงและสามารถเข้าถึงข้อมูลวงในได้ทุกระดับอย่างง่ายดาย แต่อย่าลืมว่า ก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงพวกเขาก็เป็นนักลงทุนธรรมดาอย่างเราๆนี่แหละไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร และคุณเชื่อมั้ยว่าผลตอบแทนจากการลงทุนของทั้งสองคนในตอนนี้นั้น ยังน้อยกว่าเมื่อก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงเสียอีก ที่สำคัญ ข้อมูลพรายกระซิบจากวงใน คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจริงเท็จแค่ไหน ส่วนตัวเราเองเคยมีประสบการณ์ เชื่อข่าวที่เค้าบอกว่ามาจากแหล่งข้อมูลวงใน โดยฟังมาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือเลยหละ แต่สุดท้ายราคาก็ไปกันคนละเรื่องกับข่าวที่ได้รับมาเลย

บาปมหันต์ข้อที่ 4 กระจายการลงทุน
หลักในการทำกำไรของ บัฟเฟตต์ และโซรอส ที่เหมือนกันคือ พวกเขาจะ "ลงทุนหนักๆ ให้ได้กำไรก้อนใหญ่ๆ" ในการลงทุนที่พวกเขามั่นใจ บัฟเฟต์จะเลือกบริษัทมาซักครึ่งโหล แล้วคัดเลือกเอาบริษัทที่เขามั่นใจ แล้วจึงลงทุนอย่างเต็มเม็เต็มหน่วยกับบริษัทเหล่านั้น
โซรอส บอกว่า "สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณทำผิดหรือถูก แต่อยู่ที่ว่า คุณทำเงินได้มากแค่ไหนเมื่อคุณตัดสินใจถูก และเสียเงินมากแค่ไหนเมื่อคุณตัดสินใจผิด"  จากคำพูดของโซรอส เน้นย้ำ นักลงทุนรายย่อยๆอย่างเราได้ทีที่เดียวในเรื่องของ " Money management หรือ MM "
สรุปได้ว่าทั้งสองคนจะ "ลงทุนหนักๆ เพื่อให้ได้กำไรเยอะๆ และต้องเยอะกว่าที่เสียไปเมื่อยามที่ผิดพลาด" ซึ่งการกระจายความลงทุนเป็นอะไรที่แตกต่างจากสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง เพราะแม้ว่าคุณจะได้กำไรจากคู่เงินบางคู่ แต่คุณก็อาจจะขาดทุนกับคู่เงินอื่นๆก็ได้ กำไรที่ได้ก็ต้องมาหักลบกลบหนี้ แบบนี้แล้วคุณจะเหลือกำไรซักเท่าไหร่กัน (ไม่ขาดทุนก็ดีแค่ไหนแล้ว)

บาปมหันต์ข้อที่ 5  เชื่อว่า คุณต้องเสี่ยงมาก หากจะทำกำไรให้ได้มากๆ
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นมักไม่ชอบความเสี่ยง (เช่นเดียวกับนักธุรกิจทั้งหลาย)  และทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ในการลงทุนแต่ละครั้งก็จะต้องพิจารณาดูถึงความเป็นไปได้ว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะได้กำไร และความเสี่ยงที่มีนั้นมากน้อยแค่ไหน พยายามอยู่ในจุดที่ทำให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในการลงทุนแต่ละครั้ง นักลงทุนที่ดีรู้ว่าการเสียเงินนั้นง่ายกว่าการหาเงิน และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ "นักพนัน"

บาปมหันต์ข้อที่ 6   เชื่อในการมีอยู่ของ "ระบบ" ว่า มีใครบางคน อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ ได้พัฒนาระบบขึ้นมา ด้วยวิธีอะไรบางอย่าง อาจเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิค วิเคราะห์พื้นฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์หรือแม้แต่โหราศาสตร์ ที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำกำไรได้อย่างแน่นอน
ความเชื่อในลักษณะนี้ คล้ายกับความเชื่อในตัว "กูรู" ที่เชื่อว่า ถ้าสามารถเอาระบบการลงทุนของกูรูมาใช้ได้ ก็จะทำกำไรได้เหมือนกูรู เหมือนว่าระบบการลงทุนนั้นเป็นสูตรสำเร็จในการลงทุน  ซึ่งความเชื่อในตัวกูรูและระบบนั้น มีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกันคือ "ต้องการอะไรที่แน่นอน" โดยที่ตนเองนั้นไม่ต้องทำอะไรเองเลย แค่ทำตามก็พอ  บัฟเฟต์ได้กล่าวในการให้สัมพาษย์หนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเรื่องของเขาว่า "คนเราชอบมองหาสูตรสำเร็จ พวกเขาหวังว่าจะได้เจอกับสูตรสำเร็จที่ใช่ แล้วเอามาต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ และหวังว่าเงินทองจะไหลเข้ามาหาเอง" ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบของคนคนนึง อาจจะใช้ไม่ได้กับอีกคนนึงก็ได้ มันต้องมีปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยในการที่จะทำให้ระบบการลงทุนนั้นๆมีประสิทธิภาพในการทำเงิน ซึ่งที่สำคัญก็คือการมีวินัย และทำตามระบบ "ระบบจะดีแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าคนใช้ไม่มีวินัยและทำตามอย่างจริงจัง" และคนเราก็มีวินัยที่ไม่เท่ากันซะด้วยซิ

บาปมหันต์ข้อที่ 7 เชื่อว่า คุณ "รู้" ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตและมั่นในว่าตลาดจะ "เป็น" อื่นไปไม่ได้ นอกจาก "ต้อง" เป็นไปอย่างที่คุณคิด
ข้อนี้ ถือเป็นบาปที่หนักที่สุดในบรรดา 7 ข้อ เพราะทำให้นักลงทุนพอร์ตสะอาดกันมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว การที่คุณมั่นใจในตัวเองมากเกินไป เชื่อว่าความคิดของตนเองต้องถูกเสมอ คนพวกนี้แหละ "เหยื่อตัวจริง" ของตลาดเลยหละ อย่าลืมว่าตลาดไม่ได้มีคุณคนเดียวและคุณก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาดที่จะสามารถควบคุมมันให้ไปในทิศทางที่คุณต้องการได้ โดยเฉพาะตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เราๆท่านๆต่างก้รู้ดีว่ามันไม่เพดานราคา เวลาที่ราคาวิ่งรุนแรงมันก็ไปแบบพรวดพราด คนที่คิดถูกในจังหวะนั้นก็รวยไป ส่วนคนที่คิดผิดก็เจ็บตัวไป และที่เลวร้ายก็คือ ถ้าคุณคิดผิดแล้วยังเชื่อว่าตัวเองคิดถูกอยู่นี่ซิ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

นี่คือบาปมหันต์ทั้ง 7 ประการ ที่นักลงทุนไม่ควรจะมี ลองพิจารณาตัวคุณเองว่า คุณมีความเชื่อแบบไหนอยู่บ้าง แล้วผลที่ตามมามันเป็นอย่างไร ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะกำจัดมันทิ้งไป

Warren Buffett & George Soros

Credit  http://www.thaiforexschool.com

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แฮ็กเกอร์

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แฮ็กเกอร์







ความคิดที่แตกต่างไม่เหมือนกันอาจเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกในสังคมหลายๆประเทศ แต่ถ้าลองคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ล่ะก็ นอกจากจะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว เผลอๆอาจทำเงินทำทองให้ อย่างมหาศาล เปลี่ยนสถานะจากคนตกงานไร้อนาคตขึ้นแท่นเป็นสุดยอดมหาเศรษฐีอันดับท็อปๆของ โลกเพียงชั่วข้ามคืน

จะว่ากันไปแล้ว คนกล้าคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ก็มีอยู่ไม่น้อยในสังคมโลก แต่รายที่คิดต่างมีไอเดียน่าทึ่ง ทั้งๆที่อายุยังน้อย คงไม่มีใครโด่งดังเกินหน้า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แฮ็กเกอร์หนุ่มจากฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่สุดของโลก จนโด่งดังเปรี้ยงปร้างไปทั่ว และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2008 ขณะอายุเพียง 23 ปี โดยปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 400 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 6 ปีก่อน วันที่ 4 ก.พ. ปี 2004

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก "มาร์ค" มีชีวิตแสนจะธรรมดา เขาเกิดในครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ปี 1984 โตมาในย่าน ดอบส์ เฟอร์รี รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีพ่อเป็นหมอฟันและนักจิตวิทยา ชีวิตวัยเด็กของเขาค่อนข้างจะสุขสบาย ไม่เคยผ่านความลำบากยากจน เขามีพี่น้อง 4 คน ทว่า เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นเด็กเรียนเก่งออกแนวเนิร์ดๆ ชอบขลุกอยู่แต่ในห้อง
"มาร์ค" เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นตั้งแต่เรียนชั้นประถม พอขึ้นชั้นมัธยม ก็ร่วมกับเพื่อน เขียนปลั๊กอินสำหรับโปรแกรม Winamp ในเครื่องเล่น MP3 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายการเพลงโปรดส่วนตัวโดยอัตโนมัติ และหลังจากเขานำไอเดียสุดจ๊าบโพสต์บนอินเตอร์เน็ตให้ดาวน์โหลดฟรี ก็ ได้รับโทรศัพท์จากค่ายบริษั  ทยักษ์ใหญ่AOL และไมโครซอฟท์ ชักชวนให้ไปทำงานด้วย กระนั้น เขาปฏิเสธความหวังดี เพราะรู้ทันว่าจะถูกฮุบไอเดียไปฟรีๆ และตัดสินใจเข้าเรียนต่อด้านคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อรอโอกาสทองในการสร้างผลงานมาสเตอร์พีซ
ไอเดียสำคัญที่จุดประกายให้นักศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ วัย 20 ปีคนนี้ ลุกขึ้นทำเฟซบุ๊กเกิดจากความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องคอมพิวเตอร์ และการเขียนโปรแกรม จนค้นพบปัญหาว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ดไม่มีระบบหนังสือรุ่นทาง ออนไลน์ เขาจึงนำไอเดียไปเสนอเพื่อขอจัดทำ แต่กลับถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่มีนโยบายให้นักศึกษาเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

กระนั้น ด้วยความคันไม้คันมือ และอยากเอาชนะ เขาจึงสวมวิญญาณแฮ็กเกอร์เจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประวัตินักศึกษาของฮาร์วา ร์ด ดึงรูปนักศึกษาและประวัติส่วนตัวจากฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยมาใส่ในเว็บไซต์ Facemash พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาเล่นเกม Hot or Not โดยโพสต์รูป นักศึกษาให้เพื่อนๆเข้ามาช่วยกันโหวตว่าใครฮอต หรือไม่ฮอต ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง มีนักศึกษาเข้ามาโหวตถึง 450 คน สร้างสถิติคลิกชม 22,000 ครั้ง แต่แทนที่จะได้รับเสียงชมจากอาจารย์ เขากลับถูกมหาวิทยาลัยลงโทษระงับการใช้อินเตอร์เน็ต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาลุยต่อเพื่อสร้าง Facebook โดยเขานั่งเขียนโปรแกรมอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย และได้รับความช่วยเหลือจากรูมเมต "ดัสติน มาสโควิตซ์" ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก และรั้งตำแหน่งวีพีด้านเอนจิเนียริ่ง แรกเริ่มเขาพยายามเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาส่งรูปและข้อมูลส่วนตัวเข้ามาโพสต์ บนเว็บไซต์ ซึ่งมีคนส่งรูปเข้ามาถึง 500 รูป ต่อมาได้พัฒนาโปรแกรมโดยสร้างเว็บเพจให้ เพื่อนร่วมชั้นสามารถส่งอีเมล์เข้ามาช่วยกันเขียนความคิดเห็น และเพิ่มเติม ประวัติได้อย่างไม่จำกัด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากเว็บไซต์ เพื่อสร้างสัมพันธ์ในหมู่นักศึกษาฮาร์วาร์ด จึงขยายความฮิตฮอตไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆกว่า 30 สถาบัน

ชีวิตของเขาต้องมาถึงทางแยก เมื่อเขากับเพื่อนๆชวนกันเดินทางไปดูลาดเลาที่พาโล อัลโต ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหาเงินลงทุนก่อตั้งบริษัท และพัฒนาเว็บไซต์ ตอนนั้น พวกเขายังมีแผนจะกลับมาเรียนต่อในช่วงเปิดเทอม แต่ท้ายสุด เมื่อได้รับไฟเขียวอนุมัติเงินลงทุนถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภาพของ "บิลล์ เกตส์" ผู้สร้างตำนานลาออกจากฮาร์วาร์ด เพื่อมาสร้างไมโครซอฟท์ จึงผุดขึ้นตรงหน้า ทำให้ตัดสินใจทิ้งปริญญา และบอกกับตัวเองว่า ถ้าไมโครซอฟท์เจ๊งเมื่อไหร่...จะกลับไปเรียนฮาร์วาร์ดทันที!!

เดี๊ยวมีต่อนะคะว่าพอรวยแล้ว กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก สร้างสินทรัพย์เข้ากระเป๋าได้ถึง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ชีวิตของอัจฉริยะหนุ่มคนนี้ จะเปลี่ยนไปขนาดไหน?!

มิสแซฟไฟร์

Bump: มารู้จักหนุ่มน้อยเจ้าของเฟสบุ๊คกันต่อจ้า


" เหลือเชื่อยิ่งกว่าเหลือเชื่อ จากเด็กหนุ่มไร้ปริญญา ไม่มีรถขับ ไม่มีงานทำ บ้านก็ต้องเช่าข้าวก็ต้องซื้อมาจนถึงทุกวันนี้ ดอกผลจากความพยายามไม่ลดละ บวกกับความอัจฉริยะเหนือชั้น ทำให้แฮ็กเกอร์หนุ่มจากฮาร์วาร์ด มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนรวยระเบิดเถิดเทิง ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ที่สร้างฐานะด้วยลำแข้งตัวเอง ภายในเวลาแค่ 6 ปี โดยเมื่อกลางปีก่อน เพิ่งขายเศษหุ้นให้ นายทุนรัสเซียไปได้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปัจจุบันสร้างสินทรัพย์เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ!!"

อะไรจะรวยง่ายรวยคล่องขนาดนั้น?! แต่ก็ต้องยอมรับในความเนื้อหอมของหนุ่มน้อยวัย 25 ปีคนนี้ ผู้ก่อตั้ง Facebook ให้เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก สาเหตุที่เฟซบุ๊กเนื้อหอม มีแต่นักลงทุนรุมตอมอยากจะดองด้วย ก็เพราะฐานลูกค้าของเฟซบุ๊กเติบโตอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด จากจำนวนผู้ใช้ในยุคก่อตั้งสตาร์ตไม่ถึงล้านคน ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทะยานขึ้นเป็น 400 ล้านคนทั่วโลกแล้ว โดย 70% เป็นลูกค้าที่อยู่ นอกประเทศสหรัฐอเมริกา...สำหรับนายทุนใหญ่ๆแล้ว ดีดลูกคิดยังไงจึงคุ้ม ยิ่งกว่าคุ้ม เมื่อได้แลกกับการเข้าถึงฐานลูกค้าของเฟซบุ๊ก

ก็เพราะอย่างนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่รุ่นพี่ฮาร์วาร์ดเช่น "บิลล์ เกตส์" ผู้สร้างตำนานลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาก่อตั้งไมโครซอฟท์ จะเป็นนักลงทุนรายแรก ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีค่ายอินเตอร์เน็ตใหญ่ๆหลายราย รวมถึง Google และ Yahoo ตามขายขนมจีบ อยากขอซื้อหุ้นเฟซบุ๊ก เพื่อแบ่งปันความรวยบ้าง แต่ด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกลของซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่งเฟซบุ๊ก เขากลับตัดสินใจขายหุ้นนิดหน่อยให้กับกลุ่มนักลงทุนอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ สัญชาติรัสเซีย "ดิจิตอล สกาย เทคโนโลยีส์" หรือ DST เพื่อแลกกับการเจาะตลาดเฟซบุ๊กในแถบรัสเซีย และยุโรปตะวันออก ซึ่ง DST เป็นเจ้าธุรกิจและนายทุนใหญ่คุมตลาดอินเตอร์เน็ตทั้งภูมิภาคดังกล่าว

ดีลประวัติศาสตร์อีกครั้งของเฟซบุ๊ก ตกลงกันสำเร็จเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว โดยฝ่ายนายทุนหมีขาวใจป้ำยินดีจ่ายเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับหุ้นบุริมสิทธิแค่ 1.96% ของหุ้นเฟซบุ๊ก ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่ารวม 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมรับปากว่าจะไม่มีตัวแทนในบอร์ดบริหาร และไม่ก้าวก่ายเรื่องการบริหาร ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของเฟซบุ๊กตลอดมา


ถึงแม้จะร่ำรวยทั้งเงินทองและชื่อเสียงชนิด หาตัวจับยาก แต่ทุกวันนี้ ซีอีโอหนุ่มแห่งเฟซบุ๊กยังคงใช้ชีวิตสมถะไม่แตกต่างจากเดิม เขาชอบสวมสเวตเตอร์เชิ้ตสีน้ำตาล กับกางเกงสแล็กสีกากีง่ายๆ และรองเท้าแตะอาดิดาสคู่โปรด ยังคงเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กๆ อยู่ใกล้ออฟฟิศทำงานย่านพาโล อัลโต ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เหมือน เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งเฟซบุ๊กใหม่ๆ ภายในห้องมีแค่ฟูกนอนราคาถูก โต๊ะทำงานตัวเดียว กับเก้าอี้สองตัว ส่วนอาหารเช้าของมหาเศรษฐีหลายพันล้าน ก็ยังเป็นซีเรียลใส่นมในชามกระดาษกับช้อนพลาสติก และใครจะเชื่อว่าเขายังขี่จักรยาน หรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวัน...โคตรฉลาดและสมถะขนาดนี้ ถ้าไม่รวยก็บ้าแล้ว!! แลกกับหุ้นเฟซบุ๊กเพียงน้อยนิดแค่ 1.6% เมื่อปลายปี 2007 ตั้งแต่เฟซบุ๊กให้ บริการมาได้แค่ 3 ปี และมีผู้ใช้บริการเพียง 50 ล้านคน ขณะนั้น รายได้ ของเฟซบุ๊กก็ยังไม่มาก มายเท่าทุกวันนี้ โดยสามารถทำเงินเพียง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสินทรัพย์รวมไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กระนั้น การตัด สินใจของไมโครซอฟท์ หนุนส่งให้มูลค่าตลาดของเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในชั่วข้ามคืน ช่วงเวลานั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไมโครซอฟท์คงกินยาผิด ถึงได้ตัดสินใจขี่ช้างจับตั๊กแตนขนาดนั้น แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงกลับเดาทางถูกว่า เงินแค่ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือ นั่นคือ การแลกกับสินทรัพย์มหาศาลที่มองไม่เห็นในงบดุล จากการเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนหลายสิบหลายร้อยล้านคนของเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ และลูกค้าในวัยหนุ่มสาว ซึ่งไมโครซอฟท์ยังเข้าไม่ถึง

และผลจากความเนื้อหอมครั้งนี้ ทำให้ชื่อของ "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ติดทำเนียบบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกเป็นครั้งแรก จากการจัดอันดับของนิตยสารไทม์ เมื่อปี 2008 ขณะอายุแค่ 23 ปี และยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่อายุน้อยที่สุดในโลก ที่สร้างฐานะด้วยตัวเอง โดยมีสินทรัพย์ในครอบครอง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


Credit http://www.thaiforexschool.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์


ชื่อนี้เป็นชื่อที่สามารถการันตีความสำเร็จใน การทำธุรกิจของชายที่ชื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์ได้เป็นอย่างดี เขาเป็นบุรุษที่เกิดก่อนสงครามโลก แต่กลับเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหลักทรัพย์ยุคดิจิตอล ปัจจุบันเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และซีอีโอของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ และนักธุรกิจรุ่น GEN-Y สมควรต้องศึกษาแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบัฟเฟตต์ในเรื่องการมีวิสัยทัศน์ และความอดทนในการทำธุรกิจ เพราะทั้งสองสิ่งถือว่ามีความสำคัญมากหากอยากจะให้บริษัทของตนประสบความ สำเร็จในแวดวงนี้ โดยบัฟเฟตต์ถือคติในการทำธุรกิจที่อาจแปลเป็นสุภาษิตไทยได้ว่า “ช้าๆ แต่ได้พร้าเล่มงาม” นั่นหมายถึงมีความอดทนในการทำธุรกิจ ไม่เร่งรีบหรือหักโหมมากเกินไปนัก ค่อยทำกำไรทีละเล็กทีละน้อยและสะสมมูลค่าไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ในเรื่องการมีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจเป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ควรมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจซึ่งมีแนวโน้มในการสร้างกำไรระยะยาวมากกว่า ที่จะมองธุรกิจที่ให้กำไรมากแต่เป็นเพียงแค่ภาพมายาและมีวงจรที่สั้นมาก และให้พยายามเดินสวนกระแสในบางครั้งหากมีโอกาส นอกจากนี้ปรัชญาการใช้ชีวิตที่สมถะของเขาก็เป็นสิ่งที่ควรนำมาเป็นตัวอย่าง ในการใช้ชีวิตของผู้ประกอบการธุรกิจรายใหม่ซึ่งไม่ควรทะเยอทะยานหรือตั้ง เป้าหมายเกินตัวมากไป คำกล่าวอมตะของเขาคือ “ผมจะไม่พยายามกระโดดข้ามที่สูง 7 ฟุต แต่ผมจะมองหาคานไม้ที่สูง 1 ฟุตเพื่อให้ผมสามารถเดินข้ามได้อย่างสบายๆ”   ประวัติย่อบัฟเฟต์วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett)
(เกิด 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 นักลงทุนชาวอเมริกา เจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway และเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก รองจากบิลล์ เกตส์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดที่เมืองโอแมฮา ในรัฐเนแบรสกา ได้ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ วอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและได้ย้ายไปเรียน และจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1951
***** เพิ่มเติมโดย www.holidaytours.in.th *****

 วอร์เรน บัฟเฟตต์นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า มีความอดทนทางด้านจิตใจสูง บัฟเฟตต์เป็นลูศิษย์ของเบนจามิน เกรแฮม เจ้าของทฤษฎี Margin of Safety ซึ่งบัฟเฟต์ได้พัฒนาตัวเอง สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าอาจารย์ โดยเพิ่มการใช้ทฤษฏีดอกเบี้ยทบต้น สร้างความมั่งคั่งให้กับตนและผู้ที่เข้าลงทุนด้วย
 บัฟเฟตต์จะใช้ประโยชน์จากนายตลาด ซื้อหุ้นในขณะที่คนอื่น ๆ เทขาย แต่จะซื้อเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพเท่านั้น
 ในขณะที่นักลงทุนทั่วไปมักจะทำตามนายตลาด และซื้อหุ้นที่เป็นที่นิยมของคนทั่วไป และเป็นเจ้าของคำพูด “หัวใจหลักของการลงทุนอยู่ที่ ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจ
 และความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น”ขณะที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากคนธรรมดา สู่นักลงทุนระดับโลกนั้น
 มีผลตอบแทน จากการลงทุนทบต้นเพียงปีละ 24% เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มากนัก ถ้าเทียบกับ ผลตอบแทนของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้รับในปีนี้ แต่บัฟเฟตต์สามารถทำผลตอบแทนในระดับดังกล่าว ได้อย่างยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งด้วยยุทธวิธีดังกล่าว ทำให้เขารวยได้เป็นอันดับสองของโลก ถ้านักลงทุนสามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้ปีละ 100% ทุกปี จากเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท เงินดังกล่าวจะกลายเป็น 1,000  ล้านบาทใน 10 ปี
 และภายในเวลา 20 ปี จะกลายเป็นเงิน 1 ล้านล้านบาท (ซึ่งเท่ากับงบประมาณประเทศไทยทั้งประเทศ)
 จะเห็นว่า การทำผลตอบแทนสูงๆ นั้นในระยะยาวแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น นักลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ปีละ 15-25% ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลมากนัก เพียงแต่ท่านสามารถทำผลตอบแทนดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ก็ ”เพียงพอ”  ที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนของท่านเติบโตอย่างเห็นผลได้ในระยะยาว

 จาก settrade.com โดยคุณงงงง
 http://api.settrade.com/actions/customization/IPO/newWebboar
 d/board.jsp?content=qa.jsp&tid=3771&page=1
 มหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้น เห็นมีคนถามหา พอดีไปเจอมาเลยเอามาให้อ่านกัน
 แล้วก็ถึงคราวพระเอกของเหล่าบรรดาคนออมเงินทั้งหลายแล้วครับ ซึ่งก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง และคงจะไม่มีใคร ไม่รู้จัก
ใช่มั๊ยครับ แต่ถ้าจะพูดถึงดอกเบี้ยธรรมดาทั่วๆไป ใครจะสนใจหละครับ
 มันธรรมดาเกินไป ที่ผมจะพูดถึง นี่หลายคนคงรู้สรรพคุณนี้ดี แต่ผมเชื่อว่าหลายคนอาจไม่รู้เลยหละครับ
 เพียงแค่สนใจตัวเลขของดอกเบี้ยก็เพียงพอแล้ว แต่ว่าจริงๆแล้วดอกเบี้ยมีความมหัศจรรย์ในตัวเองครับ
 ถ้าเรารู้จักนำมาใช้ มีคนเคยบอกว่าสิ่งมหัศจรรย์ของตัวเลขก็คือ ดอกเบี้ยทบต้นนี่หละครับเชื่อหรือไม่ว่า
 
เพียงแค่เงินเก็บของคุณสร้างดอกเบี้ย แล้วคุณนำดอกเบี้ยไปสร้างดอกเบี้ยต่อ เพียงแค่ 5 ปี เงินของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ที่ดอกเบี้ย 15 % ต่อปี จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเวลาเป็นหนี้เพียงน้อยนิด แต่คล้อยหลังไปไม่กี่ปีมันเพิ่มขึ้นหลาย เท่าตัว
เพิ่มเติมโดย www.holidaytours.in.th อัตราดอกเบี้ยทบต้น
 At = A0 x (1+rate) ^ n At = ยอดเงินรวม
 A0 = เงินต้นที่ฝาก
 rate = อัตราดอกเบี้ย(มักจะอยู่ในรูป เปอร์เซ็นต์ต่อปี)
 ^ = ยกกำลัง
 n = จำนวนปีที่ฝาก
 ถ้าคุณมีเงิน 20,000 การลงทุนให้ผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี
 เป็นเวลา 30ปี จะเป็นเงิน
 At = 20000*(1+0.10)^30
 At = 348,988
 สรุปได้ว่าสิ่งมหัศจรรย์ ที่จะทำให้เราได้พบอิสรภาพทางการเงินได้
 นั่นก็คือดอกเบี้ยทบต้น
การลงทุนตอน 6 ขวบว่ากันว่าบัฟเฟตต์นั้นมีหัวด้านการลงทุนตั้งแต่ยังเล็ก
 อย่างเมื่อตอนอายุเพียง 6 ขวบ เขาได้ซื้อโค้กกระป๋องมาขายและ ทำกำไรในการขายได้ประมาณ 20% จากยอดรวมทั้งหมด

 โดยเขาได้เปรียบการลงทุนของตนเองไว้ว่า เหมือนสิงโตที่รอตะครุบเหยื่อในพงหญ้าสูงและ จะเข้าจู่โจมเมื่อถึงเวลาที่เหยื่อเข้ามาใกล้ (A lion in the  tall grass) ซึ่งเขาจะรอจนกว่าราคาหุ้นที่ต้อง การเดินทางมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจที่สุดเพื่อ
เข้าครอบครอง และสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาประสบ ความสำเร็จจากการลงทุนนั้นคือ
 ไม่ใช้อารมณ์ในการลงทุน แต่ใช้ความรู้และประสบการณ์ใน การตัดสินใจแต่ละครั้ง
เพิ่มเติมโดย www.holidaytours.in.th

 บทเรียนแรกจากการซื้อหุ้น เมื่อบัฟเฟตต์ซื้อหุ้นตัวแรก ราคาของมันกลับดิ่งลง แต่เขาอดทนก็ถือมันไว้ ต่อมาเมื่อราคาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขาได้กำไรจึงขายมันออกไป แต่ราคาหุ้นกลับวิ่งขึ้นไปไม่หยุด เขาจึงได้บทเรียนว่า การขายหุ้นดีออกไปเร็วเกินไป ถือเป็นความผิดพลาด หลังจากนั้นในเวลาต่อมาเขาได้พัฒนาการลงทุน โดยใช้แนวคิด ซื้อกิจการที่ดีที่สุด ในราคายุติธรรม และเก็บเอาไว้ไม่โดยขายเลยตลอดชีวิต ได้พบอาจารย์ แต่อาจารย์กลับไม่ยอมรับ เมื่อบัฟเฟตต์ได้พบเบนจามิน เกรแฮม เจ้าของทฤษฎี Margin of Safety เขารู้สึกเหมือนเบนจามิน เกรแฮม ได้นำผ้าผูกตาออกจากตาเขา เขาขอทำงานกับเบนจามิน เกรแฮม แต่ถูกปฏิเสธ แม้ว่าเขาจะทำงานให้ฟรีก็ตาม แต่เบนจามิน เกรแฮมกลับพูดว่า ราคานี้ก็ยังแพงเกินไป

 แต่บัฟเฟตต์ก็ไม่ละความพยายาม จนเบนจามิน เกรแฮม ยอมรับเขาในที่สุด
ความผิดพลาด 25ปีแรก เรื่องย่อโดย www.holidaytours.in.th
ที่เบอร์กไชร์ฮาธาเวย์ช่วงแรกของการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาจะซื้อหุ้นที่ราคาถูกมาก ๆ
 แต่ผลประกอบการระยะยาวของบริษัทนั้นไม่ดีนัก โดยไม่ได้เลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
และมีความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น และเขาเริ่มตระหนัก ว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน
 ต่อมาเขาจึงเลิกลงการลงทุนรูปแบบนี้ เพราะมันเหมือนกับการหาคนที่โง่กว่ามาซื้อหุ้นต่อ และมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากไม่มีคนที่โง่กว่ามาซื้อหุ้นไป….

รายละเอียด ความผิดพลาด25ปีแรกของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532 ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์

บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและ หลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน ความผิดพลาดข้อแรกของผม แน่นอนคือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์

 ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลว ในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508 ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจ จะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่ง จะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควร ถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า ก้นบุหรี่ นั่นคือก้นบุหรี่ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้
 เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก แต่ราคาซื้อที่ถูกมาก” จะทำให้การสูบมีกำไร บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้น โดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการซื้อหุ้นถูก อื่น ๆ อีก แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก ที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น

 เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่ง ที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่งผมได้พูดมาหลายครั้งว่า เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจ มาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุด แย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ ชื่อเสียงของธุรกิจ บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ หลังจาก 25 ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต  สามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่ จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน มันเป็นเรื่องที่สามารถทำ กำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและ เห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก… ในอีกกรณีหนึ่ง โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียว แต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกัน เอ็กซ์เพรสและ GEICO อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน

 การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากใน ธุรกิจก็คือพลังแฝง ที่เราอาจจะเรียกว่า
 “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….
 2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือโครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด
 3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลข ผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา
 4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทน ให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม. หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่องตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติทีน่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้ม

 น่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ กับคนที่ไม่ดี ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธา รณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จักคุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ นอกเหนือความรู้ หรือความเข้าใจของเขา แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และ เป็นธุรกิจที่ผมสามารถ เข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์ รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็น ความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่ มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่า เฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508 บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่ม จะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง 1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย

 เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก
 ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณ ก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น… ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้
 – แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่ เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”

 Value Investor ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและ แนวทางการลงทุนแบบ Value Investment ทีเพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียน อย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน

 แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของ ความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่น
สร้างชื่อเสียงเงินทองจากการลงทุน เรื่องย่อโดย  www.holidaytours.in.th

บัฟเฟต์แตกต่างจากผู้ลงทุนทั่วไป เนื่องจากไม่มีใคร สามารถคาดเดาจังหวะการขึ้นลงของหุ้นที่แน่นอนได้ บัฟเฟตต์จึงเลือกที่ซื้อหุ้นในจุดที่ราคายังต่ำ และกิจการมีโอกาสเติบโตได้มาก โดยไม่นำพากับสภาวะตลาดผันผวนระหว่างทาง เพราะเขาเชื่อมั่นว่าหุ้นที่ดี จะมีการเดินทางของราคาที่สูงขึ้นในที่สุด
รายละเอียด วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้สร้างชื่อเสียงเงินทองจากการลงทุน โดย Settrade.com (ได้ตัดข้อความบางส่วนไปใส่ในตอนลงทุนตอน6ขวบ) เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสเขียนถึง เบนจามิน เกรแฮม และทฤษฎีที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาคือ Margin of Safety ซึ่งในบทความวันนั้นได้มีการกล่าวถึง ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการการลงทุนในหุ้น ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกท่านหนึ่งนั่นก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์

 (Warren Buffett)
ผู้ซึ่งเป็นศิษย์เอกของเกรแฮม และดูเหมือนจะทำได้ดีกว่าผู้เป็นอาจารย์อยู่ขั้นหนึ่ง ดังนั้นวันนี้ขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดถึงบัฟเฟตต์ และหลักการลงทุนที่ทำให้ ตัวเขาประสบความสำเร็จ ขนาดเป็นมหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลกอารมณ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้บัฟเฟต์แตกต่างจากผู้ลงทุนทั่วไป ที่มักจะไม่ทำตามเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้

 และบ่อยครั้งที่มักจะเข้าซื้อขายอย่างหุนหันพลันแล่น เช่นซื้อด้วยแรงกระตุ้น และการรับข่าวสารสั้นๆ และขายหุ้นด้วยความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ตามกฎการตัดขาดทุน คือ ขายหุ้นที่ขาดทุน และถือหุ้นที่มีกำไร แต่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำตรงกันข้ามคือ ขายหุ้นที่กำไร และถือหุ้นที่ขาดทุนไว้ อาจจะด้วยความกังวลใจที่หุ้นที่ถืออยู่และมีกำไร

 เริ่มปรับตัวลง จึงตัดสินใจขายหุ้นออกไป และพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า ขายทำกำไรดีกว่าปล่อยให้ขาดทุน และตรงกันข้ามกับ ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นและขาดทุนอยู่ จึงได้แต่บอกกับตัวเองว่า จะขายถ้าราคาหุ้นกลับขึ้นมาถึง ราคาที่เคยซื้อไว้ ซึ่งการลงทุนแบบนี้นั้นมีโอกาสเกิดการขาดทุนสูง เนื่องจากไม่มีใคร สามารถคาดเดาจังหวะการขึ้นลงของหุ้นที่แน่นอนได้ ดังนั้นวิธีการหลีกเลี่ยงการซื้อขายผิดจังหวะก็คือ เดินตามรอยของบัฟเฟตต์ที่จะเลือกซื้อหุ้นในจุดที่ราคายังต่ำ

 และกิจการมีโอกาสเติบโตได้มาก โดยไม่นำพากับสภาวะตลาดผันผวนระหว่างทาง เพราะเขาเชื่อมั่นว่าหุ้นที่ดี จะมีการเดินทาง ของราคาที่สูงขึ้นในที่สุด แนวทางหลักอีกอย่างของบัฟเฟตต์ในการซื้อหุ้นก็คือ เขาจะมองว่าการซื้อหุ้นคือการเข้าร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ใช่การซื้อสินค้าที่ต้องซื้อขายเพื่อทำกำไรอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นก่อนจะเข้าลงทุนก็ต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทนั้น ๆ ให้ละเอียด รอบคอบ และเมื่อลงทุนแล้วต้องเชื่อมั่นในบริษัท ซึ่งแนวคิดนี้นั้นคล้ายกับ Value Investor
 มือทองของเมืองไทยท่านหนึ่ง คือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
 ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และไม่ซื้อขายบ่อย ๆ และท่านก็มองว่านี่คือการทำธุรกิจส่วนตัว ที่ไม่ต้องดำเนินธุรกรรมเองทั้งหมด เพียงแต่คัดสรรกิจการที่ดีและร่วมเป็นเจ้าของ โดยเงินปันผลก็เหมือนเงินเดือนที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องซื้อขายหุ้นเพื่อนำกำไรมาใช้ในระยะสั้น
 แต่ต้องมีวินัยในการลงทุนนั่นคือเก็บหุ้นไว้ให้มีมูลค่าเติบโตทบต้นทบดอกด้วยตัวมันเอง และไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ส่วนหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์ที่ใช้เป็นประจำในการเลือกซื้อหุ้นแต่ละตัวได้แก่
 เป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยม และมีฐานลูกค้าแข็งแกร่งหรือเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว
 ยกตัวอย่างหุ้นที่เขาถืออยู่ อาทิ โค้ก และอเมซอน สามารถคาดเดารายได้ และรายจ่ายได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน ดังนั้นเขาจะสามารถคาดเดาได้อย่างไม่ยากว่าจะมีกำไร หรือขาดทุนในแต่ละปี ผลตอบแทนต่อทุน (ROE) สูง บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้ค่อนข้างมาก คือน่าจะต้องมากกว่า 12% สำหรับธุรกิจประเภทผลิตสินค้า แต่หากเป็นธุรกิจสถาบันการเงินแล้ว ค่าตัวเลขนี้ปกติจะสูงมาก บัฟเฟตต์ จึงแนะนำให้ดูที่ตัวเลขของผลตอบแทนรวมของสินทรัพย์ (ROA) ประกอบด้วยหากสูงกว่า 10% ก็ถือว่าดี มีกระแสเงินสดที่ดี เพราะธุรกิจที่ดี ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนสูงมาก
 ในการดำเนินงานและรักษาสถานภาพในตลาดเพื่อการแข่งขัน เพราะควรจะมีรายได้หล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ มีผู้บริหารที่ดี เห็นแก่ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ลงทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะไม่เพียงเลือกธุรกิจที่ดี แต่ควรเลือกช่วงเวลาที่ดีและราคาเหมาะสมด้วยและนี่ก็คือข้อมูลอย่างย่อ ๆ
บทย่อโดย www.holidaytours.in.th
 “ถ้าเราวิเคราะห์ดีแล้วเมื่อเราซื้อหุ้น เวลาที่จะขายหุ้นนั้นเกือบจะไม่ต้องเลย”
 วอเร็น บัฟเฟตต์นั้นไม่เหมือนนักลงทุนคนอื่น เขาซื้อโดยมีสมมติฐานว่าจะไม่ขายหุ้นที่เขาลงทุนส่วนใหญ่ อยู่กับเขามานาน หลาย ๆ บริษัท
 เขาคือเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด เขาไม่ดูราคาหุ้น สิ่งที่เขาดูก็คือ ผลกำไรของบริษัท ดูเงินสดที่บริษัทหามาได้
และบ่อยครั้งเขาเอาเงินสดนั้นมาใช้ลงทุนซื้อกิจการ หรือหุ้นตัวอื่นต่อ ๆ ไป และนี่คือ วิธีการทำเงินจากหุ้นโดยไม่ต้องขายหุ้นแต่ซื้อหุ้นไปเรื่อย ๆ จะเรียกว่าลงทุนแบบ One Way Ticket ก็น่าจะได้ รายละเอียด One Way Ticket (วอเร็น บัฟเฟตต์) โลกในมุมมองของ Value Investor ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนเอกของโลกบอกว่า เขาอยากซื้อหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยมที่สุดในราคาที่ยุติธรรม แล้วเก็บเอาไว้ไม่ขายเลยตลอดชีวิต และกลยุทธ์นี้เองที่ทำให้เขา สามารถทำกำไรได้ผลตอบแทน จากการลงทุนสูงมากเฉลี่ยกว่า 20%
 ต่อปีทบต้นมาเรื่อย ๆ เป็นเวลาเกือบ 50 ปี และกลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับสองของโลก ด้วยความมั่งคั่งหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐความคิดของการซื้อหุ้นแล้วไม่ขายเลย นั้นบัฟเฟตต์ได้มาจากฟิลิป  ฟิชเชอร์ในหนังสือคลาสสิค Common Stocks and Uncommon Profit ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958

 ต่อไปนี้เป็นคำเรียบเรียงของบางส่วน ในหนังสือซึ่งวอเร็น บัฟเฟตต์เคยอ้างถึง และผมคิดว่า Value Investor ควรได้เรียนรู้เอาไว้ และถ้าเป็นไปได้นำมาประยุกต์ ใช้กับการลงทุนของตนเอง มีการอ้างเหตุผลอีกข้อหนึ่งในการขายหุ้น
 ของนักลงทุนซึ่งทำให้เขาพลาดจากกำไร ที่เขาควรจะได้ เหตุผลข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ไร้สาระที่สุด
 นั่นก็คือหุ้นที่เขาถืออยู่มีราคาวิ่งขึ้น ไปมากมหาศาล เพราะฉะนั้นมันคงรองรับผลการดำเนินงานในอนาคตไปหมดแล้ว

 ดังนั้นเขาควรจะขายมัน และซื้อหุ้นตัวอื่นที่ราคายังไม่ได้ขึ้น บริษัทที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นหุ้นประเภทเดียว ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรซื้อ ไม่ได้ทำงานแบบนี้ การทำงานของมันอาจจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยการอุปมาอุปไมกับเรื่องดังต่อไปนี้

 สมมติว่ามันเป็นวันที่คุณเรียนจบจากมหาวิทยาลัย หรือเรียนจบมัธยมก็ได้ ทีนี้สมมติต่อว่าในวันนั้นเพื่อนร่วมชั้นของคุณทุกคน ต้องการเงินสดอย่างเร่งด่วน แต่ละคนเสนอเงื่อนไขให้คุณ แบบเดียวกันนั่นคือ ถ้าคุณให้เงินพวกเขาเท่ากับ 10 เท่าของรายได้ทั้งหมดที่เขาจะได้รับ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าหลังจากที่เขาเริ่มทำงาน พวกเขาก็จะตอบแทนคุณโดยการจ่ายเงินให้คุณ เท่ากับหนึ่งในสี่ของรายได้ของเขาตลอดชีวิตวิธีการและแนวทางในการลงทุน 
เรื่องย่อโดย www.holidaytours.in.th

 บัฟเฟต์เลือกจะลงทุนในบริษัทชั้นหนึ่ง ที่ตัวเองมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเท่านั้น รวมทั้งมีผู้บริหารที่ไว้ใจได้ด้วย วอร์เร็นได้กล่าวว่า ”หลังจากที่ซื้อหุ้นแล้ว ผมจะไม่สนใจตลาดหุ้นเลยและถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะปิดทำการยาวนานถึง10ปีก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมมั่นใจธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วนั้น มีมูลค่าที่แท้จริงของมัน ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องให้ตลาดหุ้นมารับรู้ด้วยก็ได้”
 รายละเอียดวิธีการและแนวทางในการลงทุน ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์หุ้นไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งอย่างที่หลายๆคนคิดมันเป็นเอกสารที่แสดงถึงความมีส่วนเป็นเจ้าของในกิจการนั้นด้วย เมือคิดจะลงทุน จงใช้มุมมองอย่างเจ้าของกิจการในการเลือกลงทุนมุ่งเน้นลงไปในกิจการและข้อมูลเบี้องหลัง ไม่ใช่แค่มองว่ามันเป็นแค่หุ้น ต้องรู้ใช้ชัดว่ากิจการนี้ทำอะไร และทำได้ดีแค่ไหน? พิจารณาลงทุนเฉพาะกิจการที่เราเข้าใจได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถ ที่จะค้นหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่เราเป็นเจ้าของได้ มีกิจการที่ดีเพียงไม่กี่บริษัทที่เราจะสามารถลงทุนแล้วได้รับ ผลตอบแทนสูง
 ในโลกนี้ประกอบไปด้วยธุรกิจที่ดีเด่น ธุรกิจที่แย่ และธุรกิจที่ไม่ดีไม่เลวจงจำกัดการค้นหาธุรกิจนั้นโดยมองย้อนไปถึงประวัติเก่าๆของกิจการนั้นๆ ”นักลงทุนควรที่จะคิดเสมอว่าการลงทุนนั้นเปรียบเสมือนการตัดสิน ใจครั้งสำคัญ ในชีวิตซึ่งมีได้เพียงยี่สิบครั้งเท่านั้น ดังนั้นการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหากพลาดไปจะเหลือโอกาสอีกไม่มาแล้ว” ธุรกิจที่ดีจะเสมือนว่ามีทางด่วน ซึ่งลูกค้าต้องจ่ายเพื่อข้ามไปสู่จุดหมายปลายทางที่เขาต้องการ และสิ่งนี้จะทำให้กิจการนั้นสามารถเติบโตได้ตลอดไป ดังตัวอย่างเช่น บริษัทหลายบริษัทจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ สินค้าและบริการของตัวเอง ซึ่งบริษัทโฆษณาก็จะสามารถได้รับผลประโยชน์จากความต้องการโฆษณา นี้ด้วย

 • ผู้ชายส่วนใหญ่จำเป็นต้องโกนหนวด และผู้หญิงก็อาจจะโกนขนขา สำหรับกิจการที่ผลิตมีดโกนที่ใหญ่ที่สุด
 ในโลก อย่างเช่น Gillette ซึ่งสามารถยึดคลองตลาดที่ไม่มีวันหดหายไปได้เลย และจะเติบโตไปตาม การขยายตัวของจำนวนประชากรโลก ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มักจะมีคุณสมบัติต่างๆดังนี้ 
1 ไม่ซับซ้อน (Simplicity) กิจการเหล่านี้จะเข้าใจได้ง่ายๆ  และใช้การบริหารแบบธรรมดา

2 ธุรกิจเสมือนมีสิทธิพิเศษที่แข็งแกร่ง (Strong business franchises) ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จาก ค่าความนิยมทางเศรษฐกิจ(Economic Goodwill) เช่นสามารถปรับราคาขึ้นได้โดยที่ ลูกค้าไม่มีความขัดข้อง

 3 สามารถคาดการได้ (predictability) สามารถคาดการผลประกอบการได้อย่างมั่นใจ

 4 ผลตอบแทนจากเงินทุนสูง (High return on Equity) สามารถที่จะมีผลตอบแทนจากเงินทุนได้สูง โดยไม่ต้องอาศัยการตบแต่งบัญชี (Creative Accounting)หรือการใช้เงินลงทุนจากการกู้
 ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนนี้สำคัญกว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นที่หลายๆ คนให้ความสำคัญเสียอีก

5 สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี (Strong Cash Generation)
 เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีการลงทุนอย่าง มหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้สูงอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจที่แข็งแกร่งจริงจะใช้เงินลงทุนเพียง เล็กน้อยก็สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคง
 6 อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Devotion to Shareholder Value) การที่มีผู้บริหาร ที่ซื่อสัตย์ และมีฝีมือทุ่มแรงกายแรงใจให้แก่งานของบริษัท เพื่อสร้างมูลค่าให้กิจการตลอดเวลา ในการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจจงจำไว้ว่า ”ราคาคือสิ่งที่เราจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่เราได้รับ” ดังนั้นการลงทุนใดๆเราต้องคำนึงถึงส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย
 (Margin of Safety) ระหว่างราคากับมูลค่าให้มากไว้ เพื่อหากว่าเราเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ยังไม่ทำให้เราขาดทุนมาก
 ในการประเมินมูลค่าที่แท้จริงนั้น วอร์เร็นมักจะใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด(Discount Cash flow)
 หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า DCF วิธีการนี้คือการประมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการจะได้รับ และคิดลดกระแสเงินสดนั้นกลับมา ณ ปัจจุบันโดยใช้อัตราคิดลดที่ปราศจากความเสี่ยงโดยเทียบกับ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล อาจจะเป็น10ปีหรือน้อยกว่านั้นซึ่งผลที่ได้สามารถบอกเราได้ถึงส่วนต่าง ของราคาปัจจุบันกับมูลค่าซึ่งนั่นก็คือส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย(Margin of Safety) ไม่สนในการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้น วอร์เร็นเคยพูดไว้ว่า ”หลังจากที่ซื้อหุ้นแล้ว ผมจะไม่สนใจตลาดหุ้นเลย และถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะปิดทำการยาวนานถึง10ปีก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่าผมมั่นใจธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วนั้นมีมูลค่าที่  แท้จริงของมัน ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องให้ตลาดหุ้นมารับรู้ด้วยก็ได้” วอร์เร็นจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อ
 • ถ้ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราที่ควรจะเป็น
 • ถ้ามูลค่าตลาดของกิจการเพิ่มสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ประเมิน  ได้มากจนเกินไป

บทสรุปบัฟเฟตต์ภาคแรก
 บัฟเฟตต์ภาคแรก โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ชีวิตและการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์
 ในปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปในอเมริกา ในเมืองไทยเองนั้น นักลงทุนจำนวนมากน่าจะรู้จักเขาพอสมควร นักลงทุนหลายคนนับถือและยึดถือเขา เป็นแบบอย่างในการลงทุน บทความเกี่ยวกับวอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกเขียนขึ้นหลาย ๆ ครั้ง ทั้งในคอลัมน์นี้และในที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วพูดถึงสิ่งที่เขาทำ
 ผลงาน พอร์ตโฟลิโอ และความมั่งคั่งของเขาเมื่อเขาดังและประสบความสำเร็จ เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันสำหรับ Value Investor ทั่ว ๆ ไปนั้น น่าจะอยู่ที่ชีวิตของบัฟเฟตต์ ในขณะที่เขายังไม่ดัง ไม่เป็นที่รู้จัก

Credit http://www.thaiforexschool.com