exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รูปแบบแท่งเทียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รูปแบบแท่งเทียน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รูปแบบและการเทรด Gap


รูปแบบและการเทรด Gap

Gap คือช่วงราคาที่ไม่ต่อเนื่องกัน เราจะเห็นว่าราคาเกิดการกระโดดขึ้นหรือลงจนทำให้เกิดช่องว่างขึ้น ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของแรงซื้อกับแรงขาย ในตลาด Forex เราจะเห็น Gap กันเป็นประจำในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเปิด สาเหตุเพราะนักลงทุนต้องการซื้อหรือขายทันทีที่ตลาดเปิด หรือ ช่วงที่มีข่าวแรงๆ เมื่อเกิด Gap เราจะเรียก Gap ว่า Windows ซึ่งแนวที่เปิด Gap จะสามารถใช้เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่ดีได้ และหากเราเข้าใจถึงชนิดของ Gap ที่เกิดขึ้นก็จะทำกำไรได้เป็นอย่างดี Gap กระโดดขึ้นมักแสดงแนวโน้มขาขึ้น Gap กระโดดลงมักแสดงแนวโน้มขาลง ซึ่ง เราสามารถแบ่ง Gap ออกได้เป็น 4 อย่างดังนี้

1. Common Gap มักเกิดในขณะที่แนวโน้มของราคาเกิดการเคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง (Sideways) ในบางครั้งจะเกิดช่องว่างและจะมีการปรับตัวขึ้น-ลงเพื่อปิดช่องว่าง จึงไม่น่าสนใจ เพราะไม่สามารถบอกทิศทางได้

Common gap


2. Breakaway Gap เป็น Gap ที่เกิดจากการที่ราคามีการวิ่งทะลุ (breakout) ฝ่าแนวรับหรือแนวต้านไปได้หลังจากที่ราคาวิ่งเป็น Sideway พูดได้ว่า เป็นการพุ่งทะลุแนวรับ - แนวต้านหลังจากที่สะสมพลังในช่วง Sideway มาเต็มที่แล้ว อาจเห็นได้ในช่วงที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมต่างๆ แล้วพุ่งทะลุออกมา มักเกิดจากการที่ตลาดรอข่าว จึงวิ่งเป็น Sideway และเมื่อข่าวออกมา ก็มีแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาแบบถล่มทลาย จึงทำให้ราคากระโดดจนเป็น Gap ถ้าเกิด Gap ในลักษณะนี้ ให้หาจังหวะซื้อหรือขาย ตามทันที (โดยทั่วไปแล้ว เมื่อราคาวิ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้าน มักจะวิ่งกลับมาทดสอบที่แนวรับ - แนวต้านนั้นอีกครั้ง หรือที่เราเรียกว่า การ "ปิดแก๊บ"  แต่บางครั้งถ้ามีการซื้อหรือขายที่มีปริมาณมากๆ แบบมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกระแสข่าวที่ออกมาแรงมากเป็นต้น ราคาก็อาจจำไม่กลับมาทดสอบ แต่มันจะวิ่งไปเลย)

Breakaway Gap

3. Runaway Gap หรือ Measuring Gap เป็น Gap ที่มักเกิดหลังจากเกิด Breakaway Gap  ซึ่งเมื่อเกิด Runaway Gap ขึ้น ก็จะเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของทิศทางราคานั้นๆ แม้ว่าปริมาณการซื้อขายจะอยู่ในระดับปานกลาง ไม่มากนัก แต่ก็คาดได้ว่า ราคาจะวิ่งไปอีกประมาณ 1-2 เท่าตัวเมื่อวัดจาก Breakaway Gap (ตัวอย่างตามภาพ)

Runaway Gap


4. Exhaustion Gap เป็น Gap  ที่ต้องระวัง เพราะเป็นการกระโดดขึ้นหรือลงเป็นครั้งสุดท้ายของราคา เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มหมดแรง และจะมีการเปลี่ยนทิศทางในไม่ช้าด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นจนทำให้ราคาที่วิ่งต่อไปมีลักษณะเป็นกลุ่ม จนมีลักษณะเหมือน เกาะกลางทะเล หรือที่เรียกว่า Island reversal ดังนั้นเมื่อเจอ Gap แบบนี้ก็ควรจะเตรียมตัวออกจากออเดอร์ และ เมื่อมีการคอนเฟิร์ม ก็เข้าออเดอร์ในทิศทางใหม่ตามไป ในการพิจารณา Gap ประเภทนี้เราควรพิจารณา Oscillators ต่างๆ ดูการ Overbought  หรือ Oversold ประกอบด้วย เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น เพราะExhaustion Gap มักเกิดในช่วงที่ราคาเป็น  Overbought  หรือ Oversold หรืออาจเกิด Divergence ร่วมด้วย
Exhaustion Gap

Island Reversal  คือรูปแบบการกลับตัวของราคา โดยมี Gap 2 ชนิดรวมอยู่คือ ครั้งแรกจะเกิด Exhaustion Gap ก่อน อนื่องจากทิศทางเดิมนั้นอ่อนแรงลงแล้ว อาจจะมีการเทซื้อ หรือ ขายทิ้งเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ราคากระโดดไปจนเกิด ช่องว่างของราคาขขึ้น แล้วหลังจากนั้น ก็จะมีการซื้อขายที่หนาแน่นกลับเข้ามา ทำให้ราคาเกาะตัวกันเป็นกลุ่ม และสุดท้าย เกิด Breakaway Gap ขึ้นมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับแนวโน้มเดิม ทำให้เราเห็นลักษณะราคา เหมือนเป็น เกาะกลางทะเล จึงเรียกกันว่า Island Reversal 

 Island Reversal



Credit http://www.thaiforexschool.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ระบบแนวรับแนวต้านของ

ระบบแนวรับแนวต้านของ

วันนี้มีบทลงทุนที่น่าสนใจของเซียนหุ้นระดับโลก "Ed Seykota" มาให้ลองศึกษากันค่ะ ระบบการลงทุนนี้มีลักษณะคล้ายกับระบบของ Turtle Trader เป็นอย่างมาก มันคือระบบการลงทุนโดยใช้แนวรับแนวต้านเพื่อหาแนวโน้มและสัญญาณการซื้อขายนั่นเอง เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะในสมัยก่อนนั้น ระบบการลงทุนในรูปแบบของแนวรับและแนวต้านนั้น ดูจะเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดในการเขียนสูตรขึ้นมา หรืออาจเป็นที่นิยมกันอย่างมากก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้ว ก็อาจเป็นเพราะความชัดเจนของมันก็เป็นได้ เนื่องจากคุณสามารถที่จะมองเห็นสัญญาณของมันได้เพียงแค่มองไปที่กราฟเท่านั้นเอง โดยสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของระบบการลงทุนในรูปแบบนี้ก็คือ ระบบการลงทุนในรูปแบบนี้นั้น มีประสิทธิภาพที่สูงพอๆกับระบบการลงทุนที่ซับซ้อนอื่นๆเลยทีเดียว และนี่ก็อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า บางทีแล้วการยึดถือและปฏิบัติตามระบบการลงทุนที่เรียบง่าย อาจจะมีผลดีกว่าการพยายามที่จะนำระบบการลงทุนที่ซับซ้อนมาใช้อย่างไม่เข้าใจก็เป็นได้
Support and Resistance
แนวคิดที่สำคัญต่างๆของระบบการลงทุนในรูปแบบนี้ มีดังต่อไปนี้
  • การใช้ Hard Stop หรือจุดตัดขาดทุนแบบไม่มีเงื่อนไข (ในทุกๆกรณี)
  • การหา Position Sizing หรือน้ำหนักการลงทุนในแต่ละครั้งตามระยะความห่างของ Stop loss
  • การทำกำไรจากทั้งขาขึ้นและขาลง
  • การเล่นหุ้นไปตามแนวโน้ม
สัญญาณการเข้าและออกของระบบการลงทุน
  1. ระบบจะให้สัญญาณหลังจากที่ตลาดได้ปิดลง (ราคาปิด) โดยเข้าทำการซื้อ-ขายในวันรุ่งขึ้นในช่วงเปิดตลาด (ราคาเปิด)
  2. ระบบการลงทุนในรูปแบบนี้จะทำการระบุถึงแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นจึงใช้สัญญาณจากแนวโน้มระยะสั้น เพื่อทำการซื้อขายไปในทางเดียวกันกับแนวโน้มใหญ่ในขณะนั้น
  3. เครื่องมือในการวิเคราะห์และตัดสินใจ
  4. ระบบจะใช้แนวรับและแนวต้านภายในระยะเวลา N วัน (N-Day Support and Resistant) ในการระบุถึงแนวโน้มและให้สัญญาณการซื้อ-ขาย
  5. แนวรับภายในจำนวน N วัน หมายถึงราคาที่ต่ำที่สุดภายในระยะเวลา N วันที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น แนวรับ 50 วัน ก็คือราคาที่ต่ำที่สุดภายใน 50 วันที่ผ่านมา ในทางกลับกันนั้น แนวต้าน 50 วัน ก็คือราคาที่สูงที่สุดภายใน 50 วันที่ผ่านมา
การระบุถึงแนวโน้ม
เมื่อราคาถูกซื้อ-ขายเหนือแนวต้าน นั่นจะหมายความได้ว่าแนวโน้มในขณะนั้นคือขาขึ้น โดยที่แนวโน้มจะถูกระบุว่าเป็นขาขึ้นจนกว่าที่มันจะถูกซื้อ-ขายหลุดลงมาต่ำกว่าแนวรับ และถือว่าแนวโน้มได้กลับกลายเป็นขาลงในทันที
หากว่าคุณได้ทำการวาดเส้นแนวรับและแนวต้านลงไปบนกราฟ คุณจะพบว่ามันจะมีลักษณะคล้ายๆกับกรอบทางเดินของราคาหุ้น (Price Channel) โดยเมื่อราคาหุ้นได้เคลื่อนทะลุผ่านกรอบราคาด้านบน นั่นจะหมายความว่ามันเป็นขาขึ้น และเมื่อราคาหุ้นได้เคลื่อนทะลุผ่านกรอบราคาด้านล่าง นั่นจะหมายความว่ามันเป็นขาลง
ในระบบการลงทุนรูปแบบนี้ เราจะใช้ Price Channel หรือกรอบของแนวรับ-แนวต้านทั้งหมด 2 ชุด โดย
  • Price Channel ชุดแรกจะถูกใช้เพื่อวัดถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะยาวออกมาก่อน
  • Price Channel ชุดที่สองจะถูกนำมาใช้เพื่อหาถึงแนวโน้มในระยะสั้นและสัญญาณซื้อขาย
สัญญาณซื้อขาย
เมื่อแนวโน้มในระยะยาวถูกระบุว่าเป็นขาขึ้นนั้น สัญญาณเข้าซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนทะลุผ่านแนวต้านในระยะสั้น โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่แนวรับในระยะสั้นของมัน
แต่เมื่อแนวโน้มในระยะยาวถูกระบุว่าเป็นขาลงนั้น สัญญาณการเข้าขาย (Short) จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนทุละผ่านแนวรับในระยะสั้น โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่แนวต้านในระยะสั้นของมัน
การหา Position Sizing หรือน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง
ระบบการลงทุนแบบนี้จะหา Position Sizing โดยอิงจากจุดเข้า (Entry) และจุดออก (Exit) ของมัน โดยที่ทั้งจุดเข้าและออกจะต้องถูกระบุไว้ “ล่วงหน้า” ก่อนที่จะเข้าทำการซื้อขายในทุกครั้ง
ข้อสังเกตุที่น่าสนใจ

จากผลการทดลองของเขา Ed Seykota ได้พบว่า
  • การระบุถึงแนวโน้มใหญ่โดยใช้จำนวนวันที่น้อยกว่า 100 วันนั้นให้ประสิทธิภาพที่ไม่ดีนัก รวมถึงการระบุถึงสัญญาณการซื้อขายด้วยจำนวนวันที่น้อยกว่า 15 วันเช่นกัน
  • การระบุถึงแนวโน้มใหญ่โดยใช้จำนวนวันที่ประมาณ 140 วันให้ผลดีที่สุด
  • การระบุถึงสัญญาณการซื้อขายโดยใช้จำนวนวันที่ประมาณ 30 – 40 วันให้ผลดีที่สุด
  • จำนวนวันที่ให้ประสิทธิภาพในการหาแนวโน้มและสัญญาณการซื่้อขายที่ดีที่สุดอยู่ที่ 140/30

ระบบการลงทุนนี้เป็นระบบการลงทุนที่น่าสนใจอีกระบบหนึ่ง ที่ง่าย ไม่ซับซ้อน หวังว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เพื่อนๆเทรดเดอร์ลองพิจารณาดู แม้แต่ระบบที่ดูง่ายดายแบบนี้ก็ยังสามารถที่จะทำกำไรในระยะยาวได้ นี่จึงน่าจะเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า อุปสรรคที่แท้จริงในการเทรดอยู่ที่ความสามารถในการที่จะทำตามระบบได้เป็นอย่างดีต่างหาก คนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ มักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามระบบได้แทบทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แท่งเทียนประเภทคู่: Tweezers

แท่งเทียนประเภทคู่: Tweezers

Tweezers เป็นรูปแบบของแท่งเทียนที่ประกอบไปด้วยแท่งเทียน 2 แท่งที่มีจุดสูงสุด (High) และจุดต่ำสุดของแท่งเทียน (Low) เท่ากัน

ในตลาดขาขึ้นผู้เทรดมองเพียงแค่การเท่ากันระหว่าง High ของทั้ง 2 แท่งซึ่งเราจะเรียก Tweezers ในตลาดขาขึ้นว่า"Tweezers Tops"
ในตลาดขาลงผู้เทรดมองเพียง Low ของทั้งสองแท่งให้เท่ากันเรียกว่า "Tweezers Bottoms"




Tweezers สามารถเทียบได้จากทั้ง ไส้ของแท่งเทียน (Shadow) หรือ Body ของแท่งเทียน หรือ จาก โดจิ ก็ได้ ถึงแม้ว่ารูปแบบนี้จะไม่แสดงการกลับตัวชัดเจนเหมือนรูปแบบอื่น ๆ
แต่หากแท่งที่อยู่ถัดจากแท่ง Tweezers สามารถเปลี่ยนเทรนได้ Tweezers แท่งนั้นจะกลายเป็นตำแหน่งสูงสุดหรือต่ำสุดของสวิงทันทีและหากมีแรงที่วกกลับทาทดสอบแนวของ
Tweezers ผู้เทรดก็สามารถใช้แท่ง Tweezers ดูแนวรับแนวต้านได้ไม่แพ้รูปแบบอื่น ๆ เลย ดังนั้น Tweezers จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนแท่งเทียนที่บอกถึงการพักชั่วคราวของเทรน
มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณการกลับตัว

 


สรุปวิธีการสังเกต Tweezers
1. ถ้าเป็น Tweezers Tops จุดสูงสุดของแท่งเทียน (High) จะต้องเท่ากัน
2. ถ้าเป็น Tweezers Bottoms จุดต่ำสุดของแท่งเทียน (Low) จะต้องเท่ากัน
3. ตำแหน่งที่เป็นจุด Tweezers ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น ไส้ของแท่งเทียน (Shadow) เท่านั้น มันสามารถเป็น Body ของแท่งเทียนหรือเป็นแท่ง Doji ก็ได้ครับ

Credit http://www.thaiforexschool.com

แท่งเทียนประเภทสาม: Stars

แท่งเทียนประเภทสาม: Stars


Stars คือแท่งเทียนที่มีขนาด Body ของแท่งเล็ก (Spinning Tops) ซึ่งตัว Star จะเกิดขึ้นเมื่อมีแท่งเทียนขนาดเล็กเปิดละปิดแท่งในบริเวณที่ไม่ได้อยู่ในระยะของ Body ของแท่งก่อนหน้า
ตราบเท่าที่ Body ของแท่ง Star ไม่เข้าไปเลื่อมล้ำ Body ของแท่งเทียนแท่งก่อนหน้า ผู้เทรดสามารถพิจารณาแท่งเทียนนั้นได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็น Star ทั้งหมด สีของแท่งเทียนที่เป็นแท่ง Star
ไม่มีนัยสำคัญอันใด สามารถเป็นสีอะไรก็ได้ หากแท่งที่เป็น Star ปิดตัวเป็นแบบ โดจิ เราจะเรียกแท่งนั้นว่า Doji Star

แท่งเทียนตระกูล Stars เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้เทรดได้ระวังตัวเองว่าเทรนที่ดำเนินมาก่อนหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะจบลง ตัวแท่ง Star เองแสดงให้ผู้เทรดได้เห็นถึงการคุมเชิงระหว่างเทรนทั้งสองอยู่ ยกตัวอย่างเช่น
Star ที่เกิดขึ้นในตลาดขาขึ้นหมายความว่า เริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับตลาดขาขึ้นและต้องการจะ sell ในขณะที่คนที่ซื้อก็พยายามจะดันราคาให้กลับไปเป็นเทรนขึ้นดังเดิม จึงเกิดการต่อสู้ภายในแท่ง Star นั่นเอง หรือ
Star ที่เกิดในตลาดขาลงหมายความว่าเริ่มมีคนอยากจะ buy ราคาให้ขึ้นไปบ้างแล้ว รูปแบบ Star สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
  1. The Morning Star
  2. The Evening Star
The Morning Star
Morning Star เป็นรูปแบบ Star ที่เกิดขึ้นในตลาดขาลง เหตุผลที่รูปแบบนี้ได้รับชื่อนี้เพราะเทรนขาขึ้นก็เหมือนกับพระอาทิตย์ในวันใหม่และ Morning Star ก็เป็นเหมือนกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นในยามเช้านั่นเอง
Morning Star ประกอบไปด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง

1.แท่งแรกเป็นแท่งเทียนขาลงสีดำที่ทำ Low ใหม่ของแท่งเรียบร้อยมีความหมายว่าตลาดยังเป็นของเทรนขาลงอย่างชัดเจน
2.แท่งที่ 2 เป็นแท่ง Star ที่มี Body ไม่เลื่อมล้ำเข้าไปใน Body ของแท่งแรกมีความหมายว่าเทรนขาลงก่อนหน้าเริ่มมีความเป็นไปได้ที่จะหมดแรงในการดันตลาดให้ลงไปอีก
3. แท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนขาขึ้นที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะ Body ของแท่งเทียนแท่งแรกซึ่งมีความหมายว่า ยืนยันแล้วว่าเริ่มมีคน Buy อย่างชัดเจนและตลาดกำลังกลับมาเป็นของเทรนขาขึ้น



The Evening Star
Evening Star เป็นรูปแบบ Star ที่เกิดในด้านตรงกันข้ามกับ The Morning Star ความหมายของ Evening Star เหมือนกับ Morning Star ทุกอย่าง เมื่อ Morning Star หมายถึง
พระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ Evening Star ก็คือพระอาทิตย์ตกในยามอัสดงนั่นเองมีความหมายว่าความมืดกำลังจะเข้ามาปกคลุม (เพราะแท่งเทียนขาลงเป็นสีดำ) Evening Star ประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง
เช่นเดียวกับ Morning Star

1.แท่งแรกเป็นแท่งเทียนขาขึ้นสีขาวที่ทำ High ใหม่ของแท่งเรียบร้อยมีความหมายว่าตลาดยังเป็นของเทรนขาขึ้นอย่างชัดเจน
2.แท่งที่ 2 เป็นแท่ง Star ที่มี Body ไม่เลื่อมล้ำเข้าไปใน Body ของแท่งแรกมีความหมายว่าเทรนขาขึ้นก่อนหน้าเริ่มมีความเป็นไปได้ที่จะหมดแรงในการดันตลาดให้ขึ้นไปอีก เป็นตัวใบ้แรกสำหรับเทรนขาลง
3. แท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนขาลงที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะ Body ของแท่งเทียนแท่งแรกซึ่งมีความหมายว่า ยืนยันแล้วว่าเริ่มมีคน Sell อย่างชัดเจนและตลาดกำลังกลับมาเป็นของเทรนขาลง


ตามหลักทฤษฎีแล้ว รูปแบบ Evening Star จะต้องมี Gap (พื้นที่ว่างระหว่างแท่งเทียน) ระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งที่ 1 และแท่งที่ 2 นอกจากนั้นยังจะต้องมี Gap ระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งที่ 2
และแท่งที่ 3 อีก แต่ในตลาด Forex นอกจากวันที่เป็นวันเปิดตลาดแล้ว น้อยมากที่ผู้เทรดจะมีโอกาสได้เห็น Gap ของราคา ดังนั้นผู้เทรดไม่ต้องกังวลเรื่อง Gap ของรูปแบบนี้ในเวลาที่เทรดจริง ๆ
สิ่งที่ผู้เทรดจะต้องให้ความสำคัญสำหรับรูปแบบนี้คือ การปิดแท่งของแท่งที่ 3 ยิ่งแท่งที่ 3 สามารถปิดแท่งได้ใกล้กับจุดเปิดหรือเลยจุดเปิดของแท่งที่ 1 ไปได้ไกลเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนเทรนเท่านั้น

สิ่งที่ควรสังเกตการกลับตัวของราคาจากรูปแบบ Morning Star และ Evening Star
  1. Gap ของราคาที่เกิดระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งแรกและแท่งเทียนแท่งที่ 2 รวมไปถึง Gap ระหว่างแท่งเทียนแท่งที่ 2 และแท่งที่ 3
  2. ยิ่งแท่งเทียนแท่งที่ 3 สามารถปิดได้ใกล้กับจุดเปิดหรือเลยจุดเปิดของแท่งที่ 1 ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนเทรนเท่านั้น
  3. หากแท่งเทียนแท่งที่ 1 เป็นแท่งเทียนที่ดูแล้วไม่ค่อยมีแรงเช่น โดจิ หรือ Spinning Tops หรือ พวกแท่งเทียนที่มีไส้ของแท่งเยอะกว่า Body ของแท่ง แล้วแท่งเทียนแท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนที่เป็น Trend Bar เต็มแท่ง จะยิ่งส่งผลดีต่อรูปแบบนี้มากขึ้น
  4. Morning Star และ Evening Star ขอแค่ จุดปิดของแท่งที่ 2 (แท่ง Star) ไม่เลื่อมล้ำกับจุดปิดของแท่งเทียนแท่งที่ 1 ก็พอแล้ว

เหตุผลที่แท่งเทียนแท่งที่ 3 มีความสำคัญต่อรูปแบบตระกูล Star มากเพราะแท่งที่ 3 จะเป็นแท่งยืนยันว่า ความไม่ชัดเจนก่อนหน้านี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากแท่งที่ 3
สามารถทะลุ High หรือ Low ของแท่ง Star ไปได้นั่นหมายความว่า ความเป็นไปได้ที่จะกลับตัวล้มเหลวและราคาก็จะวิ่งไปต่อในทิศทางเดิม

ตัวอย่างของ Morning Star และ Evening Star
Ex1

Ex2

Ex3

Ex4

Ex 5 


Stars คือแท่งเทียนที่มีขนาด Body ของแท่งเล็ก (Spinning Tops) ซึ่งตัว Star จะเกิดขึ้นเมื่อมีแท่งเทียนขนาดเล็กเปิดละปิดแท่งในบริเวณที่ไม่ได้อยู่ในระยะของ Body ของแท่งก่อนหน้า
ตราบเท่าที่ Body ของแท่ง Star ไม่เข้าไปเลื่อมล้ำ Body ของแท่งเทียนแท่งก่อนหน้า ผู้เทรดสามารถพิจารณาแท่งเทียนนั้นได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็น Star ทั้งหมด สีของแท่งเทียนที่เป็นแท่ง Star
ไม่มีนัยสำคัญอันใด สามารถเป็นสีอะไรก็ได้ หากแท่งที่เป็น Star ปิดตัวเป็นแบบ โดจิ เราจะเรียกแท่งนั้นว่า Doji Star

แท่งเทียนตระกูล Stars เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้เทรดได้ระวังตัวเองว่าเทรนที่ดำเนินมาก่อนหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะจบลง ตัวแท่ง Star เองแสดงให้ผู้เทรดได้เห็นถึงการคุมเชิงระหว่างเทรนทั้งสองอยู่ ยกตัวอย่างเช่น
Star ที่เกิดขึ้นในตลาดขาขึ้นหมายความว่า เริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับตลาดขาขึ้นและต้องการจะ sell ในขณะที่คนที่ซื้อก็พยายามจะดันราคาให้กลับไปเป็นเทรนขึ้นดังเดิม จึงเกิดการต่อสู้ภายในแท่ง Star นั่นเอง หรือ
Star ที่เกิดในตลาดขาลงหมายความว่าเริ่มมีคนอยากจะ buy ราคาให้ขึ้นไปบ้างแล้ว รูปแบบ Star สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
  1. The Morning Star
  2. The Evening Star
The Morning Star
Morning Star เป็นรูปแบบ Star ที่เกิดขึ้นในตลาดขาลง เหตุผลที่รูปแบบนี้ได้รับชื่อนี้เพราะเทรนขาขึ้นก็เหมือนกับพระอาทิตย์ในวันใหม่และ Morning Star ก็เป็นเหมือนกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นในยามเช้านั่นเอง
Morning Star ประกอบไปด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง

1.แท่งแรกเป็นแท่งเทียนขาลงสีดำที่ทำ Low ใหม่ของแท่งเรียบร้อยมีความหมายว่าตลาดยังเป็นของเทรนขาลงอย่างชัดเจน
2.แท่งที่ 2 เป็นแท่ง Star ที่มี Body ไม่เลื่อมล้ำเข้าไปใน Body ของแท่งแรกมีความหมายว่าเทรนขาลงก่อนหน้าเริ่มมีความเป็นไปได้ที่จะหมดแรงในการดันตลาดให้ลงไปอีก
3. แท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนขาขึ้นที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะ Body ของแท่งเทียนแท่งแรกซึ่งมีความหมายว่า ยืนยันแล้วว่าเริ่มมีคน Buy อย่างชัดเจนและตลาดกำลังกลับมาเป็นของเทรนขาขึ้น



The Evening Star
Evening Star เป็นรูปแบบ Star ที่เกิดในด้านตรงกันข้ามกับ The Morning Star ความหมายของ Evening Star เหมือนกับ Morning Star ทุกอย่าง เมื่อ Morning Star หมายถึง
พระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ Evening Star ก็คือพระอาทิตย์ตกในยามอัสดงนั่นเองมีความหมายว่าความมืดกำลังจะเข้ามาปกคลุม (เพราะแท่งเทียนขาลงเป็นสีดำ) Evening Star ประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง
เช่นเดียวกับ Morning Star

1.แท่งแรกเป็นแท่งเทียนขาขึ้นสีขาวที่ทำ High ใหม่ของแท่งเรียบร้อยมีความหมายว่าตลาดยังเป็นของเทรนขาขึ้นอย่างชัดเจน
2.แท่งที่ 2 เป็นแท่ง Star ที่มี Body ไม่เลื่อมล้ำเข้าไปใน Body ของแท่งแรกมีความหมายว่าเทรนขาขึ้นก่อนหน้าเริ่มมีความเป็นไปได้ที่จะหมดแรงในการดันตลาดให้ขึ้นไปอีก เป็นตัวใบ้แรกสำหรับเทรนขาลง
3. แท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนขาลงที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะ Body ของแท่งเทียนแท่งแรกซึ่งมีความหมายว่า ยืนยันแล้วว่าเริ่มมีคน Sell อย่างชัดเจนและตลาดกำลังกลับมาเป็นของเทรนขาลง


ตามหลักทฤษฎีแล้ว รูปแบบ Evening Star จะต้องมี Gap (พื้นที่ว่างระหว่างแท่งเทียน) ระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งที่ 1 และแท่งที่ 2 นอกจากนั้นยังจะต้องมี Gap ระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งที่ 2
และแท่งที่ 3 อีก แต่ในตลาด Forex นอกจากวันที่เป็นวันเปิดตลาดแล้ว น้อยมากที่ผู้เทรดจะมีโอกาสได้เห็น Gap ของราคา ดังนั้นผู้เทรดไม่ต้องกังวลเรื่อง Gap ของรูปแบบนี้ในเวลาที่เทรดจริง ๆ
สิ่งที่ผู้เทรดจะต้องให้ความสำคัญสำหรับรูปแบบนี้คือ การปิดแท่งของแท่งที่ 3 ยิ่งแท่งที่ 3 สามารถปิดแท่งได้ใกล้กับจุดเปิดหรือเลยจุดเปิดของแท่งที่ 1 ไปได้ไกลเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนเทรนเท่านั้น

สิ่งที่ควรสังเกตการกลับตัวของราคาจากรูปแบบ Morning Star และ Evening Star
  1. Gap ของราคาที่เกิดระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งแรกและแท่งเทียนแท่งที่ 2 รวมไปถึง Gap ระหว่างแท่งเทียนแท่งที่ 2 และแท่งที่ 3
  2. ยิ่งแท่งเทียนแท่งที่ 3 สามารถปิดได้ใกล้กับจุดเปิดหรือเลยจุดเปิดของแท่งที่ 1 ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนเทรนเท่านั้น
  3. หากแท่งเทียนแท่งที่ 1 เป็นแท่งเทียนที่ดูแล้วไม่ค่อยมีแรงเช่น โดจิ หรือ Spinning Tops หรือ พวกแท่งเทียนที่มีไส้ของแท่งเยอะกว่า Body ของแท่ง แล้วแท่งเทียนแท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนที่เป็น Trend Bar เต็มแท่ง จะยิ่งส่งผลดีต่อรูปแบบนี้มากขึ้น
  4. Morning Star และ Evening Star ขอแค่ จุดปิดของแท่งที่ 2 (แท่ง Star) ไม่เลื่อมล้ำกับจุดปิดของแท่งเทียนแท่งที่ 1 ก็พอแล้ว

เหตุผลที่แท่งเทียนแท่งที่ 3 มีความสำคัญต่อรูปแบบตระกูล Star มากเพราะแท่งที่ 3 จะเป็นแท่งยืนยันว่า ความไม่ชัดเจนก่อนหน้านี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากแท่งที่ 3
สามารถทะลุ High หรือ Low ของแท่ง Star ไปได้นั่นหมายความว่า ความเป็นไปได้ที่จะกลับตัวล้มเหลวและราคาก็จะวิ่งไปต่อในทิศทางเดิม

ตัวอย่างของ Morning Star และ Evening Star
Ex1

Ex2

Ex3

Ex4

Ex 5 


Stars คือแท่งเทียนที่มีขนาด Body ของแท่งเล็ก (Spinning Tops) ซึ่งตัว Star จะเกิดขึ้นเมื่อมีแท่งเทียนขนาดเล็กเปิดละปิดแท่งในบริเวณที่ไม่ได้อยู่ในระยะของ Body ของแท่งก่อนหน้า
ตราบเท่าที่ Body ของแท่ง Star ไม่เข้าไปเลื่อมล้ำ Body ของแท่งเทียนแท่งก่อนหน้า ผู้เทรดสามารถพิจารณาแท่งเทียนนั้นได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็น Star ทั้งหมด สีของแท่งเทียนที่เป็นแท่ง Star
ไม่มีนัยสำคัญอันใด สามารถเป็นสีอะไรก็ได้ หากแท่งที่เป็น Star ปิดตัวเป็นแบบ โดจิ เราจะเรียกแท่งนั้นว่า Doji Star

แท่งเทียนตระกูล Stars เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้เทรดได้ระวังตัวเองว่าเทรนที่ดำเนินมาก่อนหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะจบลง ตัวแท่ง Star เองแสดงให้ผู้เทรดได้เห็นถึงการคุมเชิงระหว่างเทรนทั้งสองอยู่ ยกตัวอย่างเช่น
Star ที่เกิดขึ้นในตลาดขาขึ้นหมายความว่า เริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับตลาดขาขึ้นและต้องการจะ sell ในขณะที่คนที่ซื้อก็พยายามจะดันราคาให้กลับไปเป็นเทรนขึ้นดังเดิม จึงเกิดการต่อสู้ภายในแท่ง Star นั่นเอง หรือ
Star ที่เกิดในตลาดขาลงหมายความว่าเริ่มมีคนอยากจะ buy ราคาให้ขึ้นไปบ้างแล้ว รูปแบบ Star สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
  1. The Morning Star
  2. The Evening Star
The Morning Star
Morning Star เป็นรูปแบบ Star ที่เกิดขึ้นในตลาดขาลง เหตุผลที่รูปแบบนี้ได้รับชื่อนี้เพราะเทรนขาขึ้นก็เหมือนกับพระอาทิตย์ในวันใหม่และ Morning Star ก็เป็นเหมือนกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นในยามเช้านั่นเอง
Morning Star ประกอบไปด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง

1.แท่งแรกเป็นแท่งเทียนขาลงสีดำที่ทำ Low ใหม่ของแท่งเรียบร้อยมีความหมายว่าตลาดยังเป็นของเทรนขาลงอย่างชัดเจน
2.แท่งที่ 2 เป็นแท่ง Star ที่มี Body ไม่เลื่อมล้ำเข้าไปใน Body ของแท่งแรกมีความหมายว่าเทรนขาลงก่อนหน้าเริ่มมีความเป็นไปได้ที่จะหมดแรงในการดันตลาดให้ลงไปอีก
3. แท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนขาขึ้นที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะ Body ของแท่งเทียนแท่งแรกซึ่งมีความหมายว่า ยืนยันแล้วว่าเริ่มมีคน Buy อย่างชัดเจนและตลาดกำลังกลับมาเป็นของเทรนขาขึ้น



The Evening Star
Evening Star เป็นรูปแบบ Star ที่เกิดในด้านตรงกันข้ามกับ The Morning Star ความหมายของ Evening Star เหมือนกับ Morning Star ทุกอย่าง เมื่อ Morning Star หมายถึง
พระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ Evening Star ก็คือพระอาทิตย์ตกในยามอัสดงนั่นเองมีความหมายว่าความมืดกำลังจะเข้ามาปกคลุม (เพราะแท่งเทียนขาลงเป็นสีดำ) Evening Star ประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง
เช่นเดียวกับ Morning Star

1.แท่งแรกเป็นแท่งเทียนขาขึ้นสีขาวที่ทำ High ใหม่ของแท่งเรียบร้อยมีความหมายว่าตลาดยังเป็นของเทรนขาขึ้นอย่างชัดเจน
2.แท่งที่ 2 เป็นแท่ง Star ที่มี Body ไม่เลื่อมล้ำเข้าไปใน Body ของแท่งแรกมีความหมายว่าเทรนขาขึ้นก่อนหน้าเริ่มมีความเป็นไปได้ที่จะหมดแรงในการดันตลาดให้ขึ้นไปอีก เป็นตัวใบ้แรกสำหรับเทรนขาลง
3. แท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนขาลงที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะ Body ของแท่งเทียนแท่งแรกซึ่งมีความหมายว่า ยืนยันแล้วว่าเริ่มมีคน Sell อย่างชัดเจนและตลาดกำลังกลับมาเป็นของเทรนขาลง


ตามหลักทฤษฎีแล้ว รูปแบบ Evening Star จะต้องมี Gap (พื้นที่ว่างระหว่างแท่งเทียน) ระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งที่ 1 และแท่งที่ 2 นอกจากนั้นยังจะต้องมี Gap ระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งที่ 2
และแท่งที่ 3 อีก แต่ในตลาด Forex นอกจากวันที่เป็นวันเปิดตลาดแล้ว น้อยมากที่ผู้เทรดจะมีโอกาสได้เห็น Gap ของราคา ดังนั้นผู้เทรดไม่ต้องกังวลเรื่อง Gap ของรูปแบบนี้ในเวลาที่เทรดจริง ๆ
สิ่งที่ผู้เทรดจะต้องให้ความสำคัญสำหรับรูปแบบนี้คือ การปิดแท่งของแท่งที่ 3 ยิ่งแท่งที่ 3 สามารถปิดแท่งได้ใกล้กับจุดเปิดหรือเลยจุดเปิดของแท่งที่ 1 ไปได้ไกลเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนเทรนเท่านั้น

สิ่งที่ควรสังเกตการกลับตัวของราคาจากรูปแบบ Morning Star และ Evening Star
  1. Gap ของราคาที่เกิดระหว่าง Body ของแท่งเทียนแท่งแรกและแท่งเทียนแท่งที่ 2 รวมไปถึง Gap ระหว่างแท่งเทียนแท่งที่ 2 และแท่งที่ 3
  2. ยิ่งแท่งเทียนแท่งที่ 3 สามารถปิดได้ใกล้กับจุดเปิดหรือเลยจุดเปิดของแท่งที่ 1 ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนเทรนเท่านั้น
  3. หากแท่งเทียนแท่งที่ 1 เป็นแท่งเทียนที่ดูแล้วไม่ค่อยมีแรงเช่น โดจิ หรือ Spinning Tops หรือ พวกแท่งเทียนที่มีไส้ของแท่งเยอะกว่า Body ของแท่ง แล้วแท่งเทียนแท่งที่ 3 เป็นแท่งเทียนที่เป็น Trend Bar เต็มแท่ง จะยิ่งส่งผลดีต่อรูปแบบนี้มากขึ้น
  4. Morning Star และ Evening Star ขอแค่ จุดปิดของแท่งที่ 2 (แท่ง Star) ไม่เลื่อมล้ำกับจุดปิดของแท่งเทียนแท่งที่ 1 ก็พอแล้ว

เหตุผลที่แท่งเทียนแท่งที่ 3 มีความสำคัญต่อรูปแบบตระกูล Star มากเพราะแท่งที่ 3 จะเป็นแท่งยืนยันว่า ความไม่ชัดเจนก่อนหน้านี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากแท่งที่ 3
สามารถทะลุ High หรือ Low ของแท่ง Star ไปได้นั่นหมายความว่า ความเป็นไปได้ที่จะกลับตัวล้มเหลวและราคาก็จะวิ่งไปต่อในทิศทางเดิม

ตัวอย่างของ Morning Star และ Evening Star
Ex1

Ex2

Ex3

Ex4

Ex 5 

Credit http://www.thaiforexschool.com

แท่งเทียนประเภทคู่: Harami Pattern

แท่งเทียนประเภทคู่: Harami Pattern

Harami Pattern
Harami Pattern เป็นรูปแบบการกลับตัวของแท่งเทียนประเภทคู่ สัญญาณที่เกิดจาก Harami จะมีน้ำหนักน้อยกว่ารูปแบบอื่น ๆ เช่น Engulfing Pattern หรือ Peircing Pattern
อย่างไรก็ตาม Harami ก็ยังถือว่าเป็นรูปแบบของแท่งเทียนที่เชื่อถือได้อีกรูปแบบหนึ่ง Harami Pattern ประกอบด้วยแท่งเทียน 2 แท่ง โดยแท่งแรกจะเป็นแท่งเทียนที่มีขนาดใหญ่และ
ในแท่งถัดมาจะเป็นแท่งเทียนขนาดเล็ก (Spinning Top) ที่มี Body ของแท่งอยู่ในระยะของ Body ของแท่งเทียนก่อนหน้า คำว่า Harami ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “คนท้อง”
แท่งเทียนแท่งใหญ่ ๆ ด้านหน้าเปรียบเสมือน “แม่” และแท่งเทียนแท่งเล็กที่อยู่ถัดมาก็เปรียบเสมือน “ลูก” นั่นเอง สีของแท่งเทียนที่เป็นแท่งลูก (Spinning Top) ไม่มีความสำคัญใด ๆ

รูปแบบของ Harami Pattern มีความคล้ายคลึงกับ Inside Bar ของทางฝั่งตะวันตก แต่ Harami จะเน้นที่ตัว Body ว่าจะต้องอยู่ในระยะของ Boay ของแท่งก่อนหน้าเท่านั้น ไส้หรือหางของแท่ง Harami
สามารถเลยระยะ Body ของแท่งก่อนหน้าได้ ในขณะที่รูปแบบ Inside Bar ทั้ง High และ Low ของแท่ง Inside Bar จะต้องอยู่ในระยะของแท่งเทียนแท่งก่อนหน้าทั้งหมด

ถึงแม้ว่ารูปแบบของ Harami จะไม่มีนัยสำคัญเหมือนรูปแบบกลับตัวอื่น ๆ อย่าง Engulfing หรือ Hammer แต่มันก็สามารถบอกถึงความเป็นไปได้ที่ราคาจะพักตัวหรือกลับตัวเช่นเดียวกันรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หาก Harami ไปเกิดบนแนวจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของวันหรือเกิดบริเวณแนวรับแนวต้านสำคัญก็จะสามารถใช้เป็นสัญญาณกลับตัวได้เช่นกันครับ

หากแท่ง ”ลูก” เป็นแท่ง โดจิ รูปแบบ Harami จะมีชื่อเรียกว่า Harami Cross รูปแบบนี้จะมีนัยมากกว่า Harami ธรรมดาเพราะโดยปกติแล้ว โดจิ ก็บอกผู้เทรดว่าตลาดกำลังอยู่ในจุดที่ยังไม่เลือกเทรนชัดเจน
ยิ่งการเกิดเป็น Harami Cross จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับโดจิเข้าไปอีก

รูปแบบ Harami แสดงให้ผู้เทรดได้เห็นถึง แรงที่ขาดหายไปของเทรนนั้น ๆ หาก Harami เกิดในตลาดขาขึ้น แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในตลาดขาขึ้น แสดงว่านักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจต่อตลาดขาขึ้นแล้ว
ในตลาดขาลงความหมายก็เช่นกันครับ ผู้เทรดสามารถใช้แท่ง Harami เป็นสัญญาณในการเข้าได้ หากแท่งที่เกิดถัดจากแท่ง Harami สามารถปิดแท่งได้ต่ำกว่าหรือสูงกว่าแท่ง Harami ไปแล้ว

ตัวอย่างของรูปแบบ Harami


จากรูปนี้จะเห็นได้ว่ารูปแบบ Harami เป็นรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยมาก ทุกครั้งเวลาที่เกิด Harami ถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถทำให้ราคาเปลี่ยนเทรนได้
แต่อย่างน้อยมันก็สามารถบอกผู้เทรดได้ว่าเมื่อเกิด Harami ขึ้นมา มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะหยุดจากความเป็นเทรนเดิมแล้วพักเพื่อเอาแรงแล้วไปต่อในทิศทางเดิม
หรือจะพักเพื่อเปลี่ยนเทรน


เมื่อ Harami เกิดในตำแหน่งที่เป็นสวิงสูงสุดในวันนั้น ๆ มันสามารถกลายเป็นสัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือได้ไม่แพ้กับรูปแบบการกลับตัวแบบอื่นเลย


รูปนี้เป็นอย่างอย่างที่ดีว่าบางครั้ง Harami ก็สามารถเปลี่ยนเทรนได้ สังเกตว่าเมื่อเกิด Harami ในวันก่อน พอถึงวันใหม่ราคาก็ปรับตัวเป็นเทรนขึ้นไปเลย

สรุปคือ Harami เป็นอีกหนึ่งในรูปแบบการกลับตัวของราคาที่เชื่อถือได้ ถึงแม้ว่ามันจะมีนัยสำคัญน้อยกว่ารูปแบบกลับตัวแบบอื่น ๆ แต่หากมันเกิดในบริเวณ
ที่เป็นแนวรับแนวต้านที่สำคัญแล้ว มันก็สามารถให้สัญญาณที่เชื่อถือได้ไม่แพ้รูปแบบอื่น ๆ เลยทีเดียว ทุกครั้งที่เกิด Harami ให้คิดว่า อย่างน้อย ราคาก็น่าจะพักตัวแถว ๆ นี้
ละ จากนั้นก็ให้ราดูพฤติกรรมราคาที่กลับมาทดสอบแนวรับแนวต้านของแท่ง Harami ดูว่าราคาจะกลับตัวได้จริง ๆ หรือไม่ครับ


Credit http://www.thaiforexschool.com

แท่งเทียนประเภทคู่: Dark Cloud & Piercing Pattern

แท่งเทียนประเภทคู่: Dark Cloud & Piercing Pattern


Dark-Cloud Cover
Dark-Cloud Cover เป็นแท่งเทียนกลับตัวประเภทคู่ ผู้เทรดสามารถพบเห็น Dark-Cloud Cover ได้ในเทรนขาขึ้น ลักษณะของ Dark-Cloud Cover คือ แท่งเทียนแท่งแรกจะเป็นแท่งเทียนขาขึ้นมาก่อน
จากนั้นราคาเปิดในแท่งถัดไปจะสามารถเปิดได้สูงกว่าจุดสูงสุด (High) ของแท่งก่อนหน้า แต่ตอนที่จะปิดแท่ง แท่งที่เป็น Dark-Cloud Cover จะปิดตัวเองใกล้เคียงกับจุดเปิดของแท่งเทียนขาขึ้นก่อนหน้า
ยิ่งแท่งที่เป็น  Dark-Cloud Cover สามารถปิดได้ใกล้กับจุดเปิดของแท่งเทียนขาขึ้นก่อนหน้ามากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่รูปแบบนี้จะเป็นจริงและการกลับตัวของราคาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เป็นที่ถกเถียงกันสำหรับ Dark-Cloud Cover ว่าต้องรอให้ราคาปิดได้ต่ำกว่า 50% ของแท่งก่อนหน้าหรือไม่ ส่วนตัวแล้ว ถ้าแท่ง Dark-Cloud Cover ปิดได้ไม่ต่ำกว่า 50%
ผู้เทรดก็ควรจะรอสัญญาณยืนยันจากแท่งเทียนขาลงอีกแท่งหนึ่งก็ได้ครับ

ทำไมเมื่อเกิด Dark Cloud Cover แล้วราคาจึงลง? คำตอบของคำถามนี้แสดงออกผ่านรูปแบบแท่งเทียนอยู่แล้วครับ ในตอนแรกราคาเป็นตลาดขาขึ้นขึ้นมาก่อน ทันทีที่แท่งใหม่เปิดเหนือจุดสูงสุดของแท่งก่อนหน้า
นั่นแปลว่านักลงทุนมั่นใจมากว่าราคาจะขึ้นต่อ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น กลายเป็นว่าบริเวณนั้นมีผู้ขายรออยู่แล้วดันราคาให้กลับลงมาปิดใกล้เคียงกับจุดเปิดของแท่งก่อนหน้า


หัวข้อต่อไปนี้คือปัจจัยที่ที่ทำให้ผู้เทรดสามารถระบุลักษณะของ Dark Cloud Cover ได้
  1. ยิ่งแท่ง Dark Cloud Cover ปิดแท่งใกล้เคียงกับจุดเปิดของแท่งขาขึ้นก่อนหน้าได้มากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่ราคาจะเปลี่ยนทางก็มีสูงมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าแท่งที่เป็นขาลงสามารถปิดได้ต่ำกว่าจุดเปิดของแท่งขาขึ้นก่อนหน้า จะกลายเป็นรูปแบบ Bearish Engulfing ทันที
  2. หากแท่งที่เป็น Dark Cloud Cover เปิดเหนือกว่าแนวรับแนวต้านที่สำคัญ แล้วสามารถปิดแท่งเป็น Dark Cloud Cover ได้ จะยิ่งเป็นการยืนยันที่ดีว่าราคามีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับตัว
  3. หากผู้เทรดพบเห็น Dark Cloud Cover ที่ไม่สามารถปิดต่ำกว่า 50% ของแท่งก่อนหน้าได้ ถึงแม้จะไม่ใช่สัญญาณที่ชัดเจนแต่อย่างน้อย มันก็ส่งสัญญาณที่เป็นด้านตรงข้ามกับขาขึ้นออกมา Dark Cloud Cover ที่ไม่สามารถปิดได้ต่ำกว่า 50% ของแท่งสามารถบอกผู้เทรดได้ถึงสัญญาณที่ล้มเหลวของความพยายามของเทรนขาขึ้นได้

ตัวอย่างของ Dark Cloud Cover


Piercing Pattern

Piercing Pattern เป็นรูปแบบตรงกันข้ามกับ Dark-Cloud Cover มีลักษณะของแท่งเทียนและกฎการดูเหมือนกันทุกประการต่างกันเพียงแค่เทรนที่เกิด หากเป็น Dark-Cloud Cover
จะเกิดในตลาดขาขึ้นและเป็นรูปแบบการกลับตัวจากเทรนขึ้นสู่เทรนลงแต่ Piercing Pattern จะเกิดในตลาดขาลงและรูปแบบการกลับตัวจากเทรนลงสู่เทรนขึ้น Piercing Pattern ประกอบด้วยแท่งเทียน 2 แท่ง
แท่งแรกจะเป็นแท่งเทียนขาลงสีดำลงมาก่อน แล้วแท่งถัดไปจะมีจุดเปิดของแท่งที่ต่ำกว่า Low ของแท่งก่อนหน้าแต่ตอนจะปิดแท่งราคาสามารถดันตัวเองกลับมาปิดใกล้เคียงกับจุดเปิดของแท่งขาลงก่อนหน้าหรือเกิน 50%
ของแท่งขาลงก่อนหน้าได้สำเร็จ

วิธีการอ่านแท่ง Piercing Pattern ก็เหมือนกับ Dark-Cloud Cover ยิ่งแท่ง Piercing Pattern สามารถปิดได้ใกล้กับจุดเปิดของแท่งขาลงก่อนหน้าได้ใกล้เท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเทรนขาขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากแท่งที่อยู่ถัดจากแท่ง Piercing Pattern สามารถปิดได้ต่ำกว่าจุดต่พสุดของแท่ง Piercing Pattern ได้ ผู้เทรดจะต้องสันนิษฐานว่าการกลับตัวเป็นขาขึ้นไม่น่าจะประสบความสำเร็จ
และราคาก็กำลังจะกลับตัวเป็นเทรนลงเหมือนเดิม




หัวข้อต่อไปนี้คือปัจจัยที่ที่ทำให้ผู้เทรดสามารถระบุลักษณะของ Piercing Pattern ได้
  1. ยิ่งแท่ง Piercing Pattern ปิดแท่งใกล้เคียงกับจุดเปิดของแท่งขาลงก่อนหน้าได้มากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่ราคาจะเปลี่ยนทางก็มีสูงมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าแท่งที่เป็นขาขึ้นสามารถปิดได้สูงกว่าจุดเปิดของแท่งขาลงก่อนหน้า จะกลายเป็นรูปแบบ Bullish Engulfing ทันที
  2. หากแท่งที่เป็น Piercing Pattern เปิดต่ำกว่าแนวรับแนวต้านที่สำคัญ แล้วสามารถปิดแท่งเป็น Piercing Pattern ได้ จะยิ่งเป็นการยืนยันที่ดีว่าราคามีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับตัว
  3. หากผู้เทรดพบเห็น Piercing Pattern  ที่ไม่สามารถปิดสูงกว่า 50% ของแท่งก่อนหน้าได้ ถึงแม้จะไม่ใช่สัญญาณที่ชัดเจนแต่อย่างน้อย มันก็ส่งสัญญาณที่เป็นด้านตรงข้ามกับขาลงออกมา Piercing Pattern ที่ไม่สามารถปิดได้สูงกว่า 50% ของแท่งสามารถบอกผู้เทรดได้ถึงสัญญาณที่ล้มเหลวของความพยายามของเทรนขาลงได้

สำหรับ Piercing Pattern การที่ราคาสามารถปิดได้สูงกว่า 50% ของแท่งขาลงก่อนหน้าจะมีความหมายมาก ราคาจำเป็นจะต้องปิดให้สูงกว่า 50% ให้ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้
แท่งเทียนที่เกิดขึ้นแม้จะมีลักษณะเป็นของแท่งเทียนขาขึ้นแต่ผู้เทรดควรจะมองว่ามันเป็นแท่งเทียนขาลงหรือไม่ก็ต้องรอให้เกิดสัญญาณยืนยันจากขาขึ้นอีก 1 แท่ง
เหตุผลที่ต้องมองเป็นของแท่งเทียนขาลงเพราะ Piercing Pattern มีจุดเปิดที่ต่ำกว่า Low ของแท่งก่อนหน้าอยู่แล้ว การที่มันไม่สามารถปิดได้สูงกว่า 50% ก็ย่อมแปลว่าแรงขาขึ้นนั้นไม่มีแรงเลย

ตัวอย่างของ Piercing Pattern




Credit http://www.thaiforexschool.com