exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fibonacci แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fibonacci แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pivot Point


เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ท่านรู้จัก คือ Pivot Point เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ เราอาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้ แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ
เจ้า Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในระยะสั้น สามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคา รวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย
ตัวอย่างหน้าตาของ Pivot point
Pivot point

การคำนวณหา Pivot point
การคำนวณ ระดับของ Pivot point และเส้นแนวรับ - แนวต้าน จะถูกคำนวณจากราคา  ราคาสูงสุด(H) , ราคาต่ำสุด(L) และ ราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้านี้ และตั้งแต่ที่ตลาด Forex มีการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดตลาดนิวยอร์ก คือ 04:00 EST เป็นเวลาปิดของตลาด
การคำนวณหา Pivot Point มีดังต่อไปนี้
Pivot point (PP) = (High + Low + Close) / 3

แนวรับแนวต้านที่ใช้ร่วมกัน จะถูกคำนวณหาจากค่าของจุด Pivot point ที่ได้อีกทีหนึ่ง
แนวต้านที่ 1 (R1) = (2 x PP) - Low
แนวรับที่ 1 (S1) = (2 x PP) - High

แนวต้านที่ 2  (R2) = PP + (High - Low)
แนวรับที่ 2   (S2) = PP - (High - Low)

แนวต้านที่ 3  (R3) = High + 2(PP - Low)
แนวรับที่ 3 (S3) = Low - 2(High - PP)

นี่คือหลักในหารคำนวณ แต่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณเหล่านี้เลย เพราะมีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณหาทุกอย่างให้คุณอย่างเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ Indicator ที่คุณสามารถนำมาใส่ในกราฟแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง และในบางโปรแกรมยังให้รายละเอียดมากกว่าการคำนวณด้านบนด้วยซ้ำ คือมีการเพิ่มจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นกึ่งกลางที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเหมือนกับเส้นหลัก แต่ก็แค่มีเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังตัวอย่างในภาพ

Pivot Point


การใช้งาน Pivot Point
การใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ
เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP และ SL ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็บาย ต่ำกว่า Pivot point ก็เซล ตามไป SL แค่เหนือน หรือต่ำกว่า จุด Pivot point ง่ายมั้ยคะ !!
ส่วนถ้าคุณเห็นราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน คุณก็เซลลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็บายขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน
Pivot point


ก็เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้ เราลองมาดูตัวอย่างกัน ที่ EUR/USD TF M15

Pivot Point

เราจะเห็นว่า EUR/USD วิ่งขึ้นเป็นเทรนอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งวัน เราเห็นว่าราคาเปิดขึ้นเป็น Gap ขึ้นไปเหนือเส้น Pivot point ราคาวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะปรับระดับลดลงมาใกล้ๆ กับ ระดับ R1 แต่ไม่มาแตะที่เส้น แล้วในที่สุดก็พุ่งทะลุระดับ R2 ขึ้นไป 50 จุด ซึ่งถ้าในกรณีนี้คุณ ได้ตัดสินใจเข้าบาย ตอนที่เห็นราคาวิ่งทะลุเส้น R2 ขึ้นไป คุณก็จะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณรอที่จะให้ราคามาเทสที่เส้น R1 ก่อน คุณก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตัวอย่างราคาไม่ได้กลับลงมาเทส ที่ R1 และ R2 เลย และสังเกตว่าราคาวิ่งไปถึง R3 เลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามถ้าคุณยึดหลักการเข้าออเดอร์แบบก้าวร้าว คุณก็อาจโดนหลอกได้จากการพักตัวครั้งแรกของราคา ถ้าจุด SL ของคุณใกล้เกินไปราคาก็อาจจะวิ่งไปโดนได้ และต่อมาคุณก็อาจเห็นว่าราคามันทะลุมาได้ในที่สุด
หลังจากที่คุณจะเห็นว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านไปแล้ว มันก็จะกลับมาเทสเส้นแนวต้านที่มันเพิ่งผ่านทะลุไปเช่นกัน และสังเกตว่าราคาได้กลับตัวในวันต่อมาโดยปรับตัวลดลงทะลุแนว R3 ตอนนี้ก็เป็นโอกาสในการเปิดเซล เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น R3 (ตามภาพ)
จงไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

ไม่ว่าเราจะใช้เครื่อมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL

Pivot point

สังเกตว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะเซท SL ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วน เป้าหมายราคาหรือ TP ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะเซท SL ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว TP ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้ 



ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://www.babypips.com/school/range-trading-with-pivot-points.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX 

ไหนใครดู Fibonacci ที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง?



คุณ gspajon ตั้งกระทู้ถามว่า เค้าอยากรู้ว่าคนที่นี่ใช้ Fibonacci กันบ้างรึเปล่าและถ้าใช้มักจะดูที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง และ ทำไมถึงดูที่ตำแหน่งนั้น นอกจากนี้แล้วยังถามอีกว่า คุณทุ่มความเสี่ยงของคุณทั้งหมดลงที่ตำแหน่งนั้นเลยรึเปล่า
คุณ GnarlyPips เข้ามาตอบแบบเป็นสำนวณเปรียบเปรยระหว่างการเทรดกับพืชว่า พืชไม่ได้โตตาม Fibonacci ถึงแม้ว่า Fibonacci สามารถอธิบายได้ในเรื่องของพืช มันก็เหมือนกับที่ Fibonacci สามารถคำนวณความเป็นไปได้ของแนวรับแนวต้านแต่ก็ไม่ได้สมารถกำหนดได้ว่ากราฟจะต้องวิ่งไปถึงตรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้แล้วจะกลับตัว โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ใช้Fibonacci หรอกยกเว้นว่าราคาจะไปเจอแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ๆ เข้าก็อาจจะวัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราวส่วนมากก็ดูที่ 61.8% นั่นละ
มีคนเข้ามาตอบว่าเขาดู Fibonacci ที่ 50% และก็มีคนมาตอบว่า ความจริงแล้วแนว 50% ไม่ได้มีติด Fibonacci มาตั้งแต่แรกแต่มันมาจากทฤษฏีดาวต่างหาก (Dow Theory) 
จขกท. เข้ามาตอบว่าตัวเขาเคยลองจดบันทึกราคาดูเวลาที่มันปรับฐานเขาพบว่า
38.2% มีความเป็นไปได้ 4% ต่อครั้ง
50.0% มีความเป็นไปได้ 35% ต่อครั้ง
61.8% มีความเป็นไปได้ 25% ต่อครั้ง
78.6% มีความเป็นไปได้ 12% ต่อครั้ง
นอกจากนี้แล้วโอกาสที่การปรับฐานจะล้มเหลว (หมายถึงการที่ราคาสามารถไปถึง 100% ได้) มีถึง 28% ต่อครั้งเมื่อเอาค่าทั้งหมดมารวมกันแล้วแปลว่ามีความเป็นไปได้ถึง 70% ที่ราคาจะปรับฐานที่บริเวณปรับฐานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากแนวเหล่านี้เอาไม่อยู่มีความหมายว่าราคาอาจจะเปลี่ยนเทรนหรืออย่างน้อยก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ sideways จุดประสงค์ที่ผมสร้างกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่ใช้ Fibonacci จริง ๆ และทำกำไรจากการใช้ Fibonacci ว่ามีแนวคิดอย่างไรเรื่องตำแหน่งของการปรับฐานเพื่อที่ผมจะได้สามารถระบุแนวที่ราคาน่าจะปรับฐานได้อย่างชัดเจน ดังนั้นคำถามของเขาควรจะเป็น“อะไรที่สามารถส่งผลให้แนวปรับฐานของ Fibonacci มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นว่าสามารถกลับตัวได้จากแนวปรับฐานเหล่านี้”
คุณ roakley เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วเขาว่าแนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นแนวที่คำนวนมาแล้วว่าน่าจะเป็นแนวที่มันนัยสำคัญไม่ด้อยไปกว่าแนวรับแนวต้านหรือ Trendline เลย จากประสบการณ์ 4 ปีที่ผมเทรดมาผมว่าที่เราสามารถทำได้ก็เพียงเลือกแนวปรับฐานที่ดูแล้วเป็นไปได้ที่จะเป็นไปตามที่เราคิดและเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเราและการบริหารเงินทุนของเรา
คุณ Pips2Take ตอบว่าผมชอบเข้าที่แนวปรับฐาน 50% นะเพราะถ้าต่ำกว่า 50% ก็หมายถึงสัญญาณที่บอกว่าเทรนอ่อนแรงแล้วละ
คุณ venzen เข้ามาตอบว่า ผมสนใจในเรื่องของการประยุกต์ Fibonacci เข้ากับ Price Action และค้นพบว่า Price Action มักจะมีพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญกับแนวปรับฐานของ Fibonacci อยู่เสมอแต่หลัง ๆ มานี่ผมได้ประยุกต์มันเข้าไปกับ Elliott Wave ด้วยและพบว่า
ข้อที่ 1: wave 2 จะต้องปรับฐานไม่เกิน 61.8% ของ wave 1
ข้อที่ 2: wave 4 จะต้องปรับฐานไม่ต่ำกว่า 38.2% ของ wave 3
ข้อที่ 3: จุดจบของ wave 4 สามารถเป็นได้ทั้ง 38.2% และ 61.8%
รูปนี้เป็นรูปจริง ๆ ของคุณ venzen ครับ


บทความนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีวิธีการเลือกแนวปรับฐานของ Fibonacci ที่ต่างกันซึ่งแตกต่างไปตามระบบหรือกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคน แนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นเพียงทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาแล้วคาดว่าราคาน่าจะปรับฐานบริเวณนั้นสิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมของราคาที่กระทำกับแนวปรับฐานของ Fibonacci จะเป็นตัวตัดสินว่าแนวนั้นจะเอาอยู่หรือไม่และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไหวพริบในการแก้ไขปัญหาหากราคาสามารถหลุดแนวปรับฐานของ Fibonacci ได้ เราจะทำยังไง แก้เกมยังไง นี่ต่างหากละครับที่สำคัญ






CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=434324

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ระบบแนวรับแนวต้านของ

ระบบแนวรับแนวต้านของ

วันนี้มีบทลงทุนที่น่าสนใจของเซียนหุ้นระดับโลก "Ed Seykota" มาให้ลองศึกษากันค่ะ ระบบการลงทุนนี้มีลักษณะคล้ายกับระบบของ Turtle Trader เป็นอย่างมาก มันคือระบบการลงทุนโดยใช้แนวรับแนวต้านเพื่อหาแนวโน้มและสัญญาณการซื้อขายนั่นเอง เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะในสมัยก่อนนั้น ระบบการลงทุนในรูปแบบของแนวรับและแนวต้านนั้น ดูจะเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดในการเขียนสูตรขึ้นมา หรืออาจเป็นที่นิยมกันอย่างมากก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้ว ก็อาจเป็นเพราะความชัดเจนของมันก็เป็นได้ เนื่องจากคุณสามารถที่จะมองเห็นสัญญาณของมันได้เพียงแค่มองไปที่กราฟเท่านั้นเอง โดยสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของระบบการลงทุนในรูปแบบนี้ก็คือ ระบบการลงทุนในรูปแบบนี้นั้น มีประสิทธิภาพที่สูงพอๆกับระบบการลงทุนที่ซับซ้อนอื่นๆเลยทีเดียว และนี่ก็อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า บางทีแล้วการยึดถือและปฏิบัติตามระบบการลงทุนที่เรียบง่าย อาจจะมีผลดีกว่าการพยายามที่จะนำระบบการลงทุนที่ซับซ้อนมาใช้อย่างไม่เข้าใจก็เป็นได้
Support and Resistance
แนวคิดที่สำคัญต่างๆของระบบการลงทุนในรูปแบบนี้ มีดังต่อไปนี้
  • การใช้ Hard Stop หรือจุดตัดขาดทุนแบบไม่มีเงื่อนไข (ในทุกๆกรณี)
  • การหา Position Sizing หรือน้ำหนักการลงทุนในแต่ละครั้งตามระยะความห่างของ Stop loss
  • การทำกำไรจากทั้งขาขึ้นและขาลง
  • การเล่นหุ้นไปตามแนวโน้ม
สัญญาณการเข้าและออกของระบบการลงทุน
  1. ระบบจะให้สัญญาณหลังจากที่ตลาดได้ปิดลง (ราคาปิด) โดยเข้าทำการซื้อ-ขายในวันรุ่งขึ้นในช่วงเปิดตลาด (ราคาเปิด)
  2. ระบบการลงทุนในรูปแบบนี้จะทำการระบุถึงแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นจึงใช้สัญญาณจากแนวโน้มระยะสั้น เพื่อทำการซื้อขายไปในทางเดียวกันกับแนวโน้มใหญ่ในขณะนั้น
  3. เครื่องมือในการวิเคราะห์และตัดสินใจ
  4. ระบบจะใช้แนวรับและแนวต้านภายในระยะเวลา N วัน (N-Day Support and Resistant) ในการระบุถึงแนวโน้มและให้สัญญาณการซื้อ-ขาย
  5. แนวรับภายในจำนวน N วัน หมายถึงราคาที่ต่ำที่สุดภายในระยะเวลา N วันที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น แนวรับ 50 วัน ก็คือราคาที่ต่ำที่สุดภายใน 50 วันที่ผ่านมา ในทางกลับกันนั้น แนวต้าน 50 วัน ก็คือราคาที่สูงที่สุดภายใน 50 วันที่ผ่านมา
การระบุถึงแนวโน้ม
เมื่อราคาถูกซื้อ-ขายเหนือแนวต้าน นั่นจะหมายความได้ว่าแนวโน้มในขณะนั้นคือขาขึ้น โดยที่แนวโน้มจะถูกระบุว่าเป็นขาขึ้นจนกว่าที่มันจะถูกซื้อ-ขายหลุดลงมาต่ำกว่าแนวรับ และถือว่าแนวโน้มได้กลับกลายเป็นขาลงในทันที
หากว่าคุณได้ทำการวาดเส้นแนวรับและแนวต้านลงไปบนกราฟ คุณจะพบว่ามันจะมีลักษณะคล้ายๆกับกรอบทางเดินของราคาหุ้น (Price Channel) โดยเมื่อราคาหุ้นได้เคลื่อนทะลุผ่านกรอบราคาด้านบน นั่นจะหมายความว่ามันเป็นขาขึ้น และเมื่อราคาหุ้นได้เคลื่อนทะลุผ่านกรอบราคาด้านล่าง นั่นจะหมายความว่ามันเป็นขาลง
ในระบบการลงทุนรูปแบบนี้ เราจะใช้ Price Channel หรือกรอบของแนวรับ-แนวต้านทั้งหมด 2 ชุด โดย
  • Price Channel ชุดแรกจะถูกใช้เพื่อวัดถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะยาวออกมาก่อน
  • Price Channel ชุดที่สองจะถูกนำมาใช้เพื่อหาถึงแนวโน้มในระยะสั้นและสัญญาณซื้อขาย
สัญญาณซื้อขาย
เมื่อแนวโน้มในระยะยาวถูกระบุว่าเป็นขาขึ้นนั้น สัญญาณเข้าซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนทะลุผ่านแนวต้านในระยะสั้น โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่แนวรับในระยะสั้นของมัน
แต่เมื่อแนวโน้มในระยะยาวถูกระบุว่าเป็นขาลงนั้น สัญญาณการเข้าขาย (Short) จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนทุละผ่านแนวรับในระยะสั้น โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่แนวต้านในระยะสั้นของมัน
การหา Position Sizing หรือน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง
ระบบการลงทุนแบบนี้จะหา Position Sizing โดยอิงจากจุดเข้า (Entry) และจุดออก (Exit) ของมัน โดยที่ทั้งจุดเข้าและออกจะต้องถูกระบุไว้ “ล่วงหน้า” ก่อนที่จะเข้าทำการซื้อขายในทุกครั้ง
ข้อสังเกตุที่น่าสนใจ

จากผลการทดลองของเขา Ed Seykota ได้พบว่า
  • การระบุถึงแนวโน้มใหญ่โดยใช้จำนวนวันที่น้อยกว่า 100 วันนั้นให้ประสิทธิภาพที่ไม่ดีนัก รวมถึงการระบุถึงสัญญาณการซื้อขายด้วยจำนวนวันที่น้อยกว่า 15 วันเช่นกัน
  • การระบุถึงแนวโน้มใหญ่โดยใช้จำนวนวันที่ประมาณ 140 วันให้ผลดีที่สุด
  • การระบุถึงสัญญาณการซื้อขายโดยใช้จำนวนวันที่ประมาณ 30 – 40 วันให้ผลดีที่สุด
  • จำนวนวันที่ให้ประสิทธิภาพในการหาแนวโน้มและสัญญาณการซื่้อขายที่ดีที่สุดอยู่ที่ 140/30

ระบบการลงทุนนี้เป็นระบบการลงทุนที่น่าสนใจอีกระบบหนึ่ง ที่ง่าย ไม่ซับซ้อน หวังว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เพื่อนๆเทรดเดอร์ลองพิจารณาดู แม้แต่ระบบที่ดูง่ายดายแบบนี้ก็ยังสามารถที่จะทำกำไรในระยะยาวได้ นี่จึงน่าจะเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า อุปสรรคที่แท้จริงในการเทรดอยู่ที่ความสามารถในการที่จะทำตามระบบได้เป็นอย่างดีต่างหาก คนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ มักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามระบบได้แทบทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Fibonacci Expansions

Fibonacci Expansions


Fibonacci Expansion

Fibonacci Expansion หรือบางที่จะเรียกว่า Fibonacci Extension เป็น Fibonacci ที่เอาไว้ใช้วัดการยืดตัวของราคาและหาเป้าหมายของราคา เมื่อผู้เทรดรู้แล้วว่าราคา
ทำการปรับฐานใน Fibonacci Retracement ที่ประมาณเท่าไหร่แล้ว ผู้เทรดสามารถใช้ Fibonacci Expansion ในการหาเป้าหมายของราคาหลังจากปรับฐานได้ว่าราคาจะไป
สิ้นสุดแรงที่ราคาประมาณเท่าไหร่

หากเทียบเป็นสวิงให้เห็นกันชัดเจนระหว่าง Fibonacci Retracement และ Fibonacci Expansion ตัว Fibonacci Retracement ผู้เทรดจะวัดจากจุด A และจุด B
เพื่อหา Cแต่การลาก Fibonacci Expansion ผู้เทรดจะต้องลากจากจุด A, B, C เพื่อหา D อีกที ส่วนใหญ่แล้ว เทรดเดอร์ที่ใช้ Fibonacci Expansion
ในการหาเป้าหมายของราคาจะนิยมตั้ง Target Point (TP) ไว้บริเวณ FE 61.8, FE 100.0 และ FE 161.8 ครับ แต่ส่วนมากแล้วราคามักจะวิ่งมาชนแค่ FE 61.8
และ FE 100.0 ครับ

วิธีการลาก Fibonacci Expansion
Uptrend
  1. ลาก Fibonacci Expansion จากตำแหน่ง Swing Low (Swing A) ที่ต้องการแล้วลากไปยัง Swing High (Swing B) ล่าสุด
  2. ดึง cursor ของ Fibonacci Expansion ที่อยู่ตรง Swing High (Swing B) ลากมายังตำแหน่งที่ราคาปรับฐานล่าสุด (Swing C)
Downtrend
  1. ลาก Fibonacci Expansion จากตำแหน่ง Swing High (Swing A) ที่ต้องการแล้วลากไปยัง Swing Low (Swing B) ล่าสุด
  2. ดึง cursor ของ Fibonacci Expansion ที่อยู่ตรง Swing Low (Swing B) ลากมายังตำแหน่งที่ราคาปรับฐานล่าสุด (Swing C)

Credit http://www.thaiforexschool.com

Fibonacci Fans

Fibonacci Fans

Fibonacci Fans
Fibonacci Fans หรือที่เรียกสั้นว่า Fibo Fans หรือ Fibs Fan คือ เทรนไลน์ (Trendlines) ที่สร้างขึ้นมาโดยอ้างอิงจากตัวเลขของ Fibonacci
การลาก Fibonacci Fans ทำเหมือนการลาก Fibonacci Retracement หรือ Fibonacci Expansion คือ ผู้เทรดจะต้องลากจากจุดต่ำสุดของสวิงไปยังจุดสูงสุดของสวิง
(ขาขึ้น)หรือ ลากจากจุดสูงสุดของสวิงไปยังจุดต่ำสุดของสวิง (ขาลง) เพื่อที่จะหาแนวรับแนวต้านหรือบริเวณที่มีความเป็นไปได้ในการกลับตัวของราคา

ส่วนประกอบของ Fibonacci Fans
Fibonacci Fans ประกอบด้วยแนว retracement 3 แนวคือ
แนว 38.2%
แนว 50.0%
แนว 61.8%

Fibonacci Fans บอกอะไรกับผู้เทรด?
Fibonacci Fans ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้เทรดสามารถหาบริเวณที่มีความเป็นไปได้ว่าราคาจะกลับตัว เมื่อราคามีการดีดกลับมาทดสอบแนวของ Fibonacci Fans ผู้เทรดจะต้องสังเกตและ
ให้ความสำคัญกับราคาบริเวณที่เป็น Retracement ของ Fibonacci Fans ให้ดี 





Credit http://www.thaiforexschool.com

การลาก Fibonacci Retracement

การลาก Fibonacci Retracement



การลาก Fibonacci Retracement
ในกรณีที่ราคาเป็นขาลง
การลาก Fibonacci Retracement ผมเห็นบางคนยังลากกันไม่ถูกเลยนะครับ ยังไม่รู้เลยว่าจะลากจากจุดไหนไปหาจุดไหน เพราะหาจุดที่เป็น High และ Low ไม่ได้ ไม่รู้จะเอา Fibonacci Retracement ไปวางไว้ตรงไหน
ชื่อของมันก็ บอกอยู่แล้วว่า Fibonacci Retracement  คำว่า Retracement คือ การปรับฐาน การพักตัว การปรับตัว เป็นต้น ยกตัวอย่าง เมื่อราคาได้ลงมาถึงจุดๆนึงแล้ว ราคาจะต้องเด้งขึ้นไป เพราะมันไม่มีทางลงอย่างเดียวแน่นอน การเด้งขึ้นไปของมัน เรามองด้วยกราฟเปล่าก็อาจจะไม่รู้ (หรืออาจจะรู้โดยการดู Price Action ดู High Low เก่าๆ ) ดังนั้นเราจึงใช้ Fibonacci เพื่อหาจุดที่มันขึ้นไปเพื่อปรับฐาน ว่ามันจะปรับฐาน หรือพักตัวตรงไหนบ้าง
จุดที่ราคาจะพักตัว หรือปรับฐานเพื่อไปต่อในทิศทางเดิมนั้นคือ ระดับ Fibonacci Retracement ตั้งแต่ 78.6% -38.2% (0.786-0.382)

ดู รูปกันเลยครับ ตัวอย่างนี้เป็นกราฟ EUR/JPY กราฟขาลง และราคากำลังจะกลับตัวขึ้น เรามาดูจุดพักตัวของกราฟกันว่าอยู่ตรงไหนบ้าง มันจะปรับฐานตรงไหนบ้าง



การ วัด Fibonacci Retracement ของกราฟขาลงนั้น เราต้องเอา 0 % ไว้ที่ High และ 100 % ไว้ข้างล่าง เพื่อหาเป้าหมายของราคาที่มันจะพักตัวที่ 78.6-38.2% และราคาที่มันจะไปต่อในทิศทางเดิม คือ 127.0 -423.6 % (1.27-4.236)
ดังรูปด้านล่างครับ



ภาย ในกรอบสีแดงคือ จุดที่ราคาจะขึ้นไปปรับฐานทั้งหมด 1 2 3 4 ถ้าไม่สามารถผ่านแนวเหล่านี้ได้ หรือมีแท่งเทียนที่แสดงการกลับตัวบริเวณเหล่านี้ ราคาก็จะกลับลงมาอีกครั้ง โดยเป้าหมายต่อไปของราคาก็คือ การมาทดสอบจุดที่ Low หรือ Fibonacci 100% อีกครั้ง ถ้าผ่าน Low ได้ก็จะไปที่ 127.0 ,161.8, 261.8 423.6 % ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ณ เวลานั้นว่าแรงแค่ไหน





ถ้าราคาสามารถทะลุ Fibonacci 38.2 % ขึ้นมาได้ ราคาจะทะลุขึ้นไปทดสอบ High อีกครั้ง



ถ้า ราคาสามารถทะลุ High ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนการลาก มาเป็นการลาก Fibonacci แบบขาขึ้นแทนนะครับ นี่แหระครับ คือการหลักการง่ายๆของการใช้ และการลาก Fibonacci Retracement และดูแนวรับ แนวต้านที่ระดับ Fibonacci ระดับต่างๆกัน

นอกจาก Fibonacci Retracement แล้ว เรายังสามารถประยุกต์ Fibonacci Fan เข้าไปด้วย
Fibonacci Fan เปรียบเสมือน การลาก Trendline ต่างระดับโดยใช้ระดับของ Fibonacci เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยทั่วไปแล้ว Fibonacci Fan จะมี 3 ระดับ คือ 38.2 50.0 และ 61.8 % เรามาดูการลาก Fibonacci Fan กันครับ

ตัวอย่างแรกเป็นการลาก Trendline แบบ ธรรมดานะครับ โดยการลากจากยอดหนึ่ง มาเทียบกับอีก ยอดนึง (ในกรณีที่เป็นแนวโน้มขาลง)
และลากจากจุดต่ำสุดหนึ่ง มาเทียบกับ จุดต่ำสุดหนึ่ง (ในกรณีที่เป็นแนวโน้มขึ้น)




ตัวอย่างที่สองคือ การหา Resistance Trendline โดยใช้ Fibonacci Fan
.

จุดที่ 1 คือ Resistance Trendline เส้นที่ 1 กราฟจะมาทดสอบเส้นนี้เป็นเส้นแรก เป็นเส้น Fibo Fan 38.2 %
จุด ที่ 2 คือ Pivot  Resistance Trendline  เส้นที่ 2 นี้ผมจะเปรียบเสมือนมันเป็น Pivot ของแนวโน้มแบบเฉียง โดนเส้นนี้ เด้งทุกครั้ง เป็นเส้น Fibo Fan 50 %
จุดที่ 3 คือ Strong Resistance Trendline เส้นที่ 3 นี้ เป็นเส้นแนวโน้ม หรือเส้นแนวต้านแบบเฉียงลงที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้าไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ ก็ลงยาว แต่ถ้าผ่านไปได้ ก็เป็นการกลับตัวเป็น ขาขึ้น (Up Trend)

ถ้าจะ Buy กันจริงๆก็ต้องรอให้พ้นเส้นที่ 3 กันไปก่อนนะครับ


วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Fibonacci มือใหม่ควรใช้

Fibonacci เป็นเครื่องมือเครื่องมือที่ใช้วัดหา แนวรับ –แนวต้านและหาราคาเป้าหมายของราคาในตลาดForex เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้กันมากเพราะ Fibonacci ใช้ง่าย และเป็นพื้นฐานที่เราควรจะรู้ 
สัดส่วนของ fibonacci ได้แก่ 0 (0%) , 0.236(23.6%) ,0.382(38.2%) ,0.500(50%),0.618(61.8%) , 0.764(76.4%) , 1.00(100%), 1.382(138.2%) , 1.618(161.8%) , 2.618(261.8%) และ 4.236(423.6%) ดังรูปด้านล่าง 
fibonacci-retracment
วิธีการใช้ Fibonacci ก่อนอื่น เรามาตั้งค่า Fibonacci ในโปรแกรม Mt4 ของเราก่อน ถ้าใครยังไม่รู้ ให้ไปดาวโหลดและดูวิธีการสมัครขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม Mt4 สำหรับเทรด forex 
เลือก Fibonacci โดยเข้าไปที่ Insert >> Fibonacci >> Retracement แล้วก็เอามาลากบนกราฟ โดย Fibonacci แบบเดิมๆ ที่ให้มากับ Mt4 จะไม่มีราคาติดอยู่ที่ระดับต่างๆของ Fibonacci ดังรูปด้านล่าง 
fibonacci-retracment
- เมื่อเรามี Fibonacci อยู่บน Chart แล้ว ให้ คลิกขวาที่ Chart เลือก Objects List แล้วเลือก Fibo จากนั้นเลือก Edit 
- เมื่อคลิกที่ Edit แล้ว ให้คลิกที่ Fibo Levels จากนั้นให้เติมคำว่า =%$ ลงไปต่อท้ายที่ช่อง Descriptions ทุกตัว
Edit-fibo
- เมื่อ ทำเสร็จแล้วจะได้ดังรูป 
fibonacci-retracment-1
การใช้ Fibonacci Retracement 
1. ใช้เพื่อหาแนวรับแนวต้าน (Support and Resistance) 
-หา จุดต่ำสุด(Low) และ หาจุดสูงสุด High ก่อน โดยหาจากยอดคลื่นล่าสุด และ ก้นบึ้งล่าสุด ดังรูป 
fibonacci-retracment
เมื่อราคาได้เคลื่อนตัวลงมาแล้ว ราคาจะขึ้นไปปรับตัวที่ระดับ Fibonacci Retracement 38.2 , 50.0 และ 61.8 เราสามารถใช้ จุดเหล่านี้เป็นแนวต้านของราคาได้ ถ้าราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน (resistance ) นี้ได้ ราคาก็จะปรับตัวลงต่อ และมาทดสอบที่ Low เดิม แต่ถ้าสามารถผ่าน แนวต้านนี้ได้ ราคาก็จะกลับไปทดสอบ High เดิม เช่นเดียวกัน 
2.ใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาราคาเป้าหมาย (Target price )
-ทุกๆครั้งที่เราทำการเข้าเทรด เมื่อเข้าไปแล้ว เราก็ต้องหาราคาเป้าหมาย ว่ามันควรจะไปถึงไหน ซึ่ง Fibonacci Retracement สามารถบอกเราได้ ว่ามันควรจะไปแค่ไหน แต่จงจำไว้นะครับ ว่าทุกอย่างเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ ไม่ได้ตรงแปะเสมอไป 
fibonacci-retracment
จากรูปด้านบน จะเห็นว่า ราคาสวิงขึ้นจาก Low ไปที่ High แล้วราคามีการปรับตัวลงมา ตำแหน่งที่ปรับฐาน หรือ แนวรับ ที่เราควรจะสังเกตก็คือ ที่ระดับ Fibonacci Retracement 61.8 , 50.0 และ 38.2 จากรูปด้านบนจะเห็นว่าราคาไม่สามารถผ่าน 50.0 ไปได้ หรือบางครั้งเราอาจจะเรียกตำแหน่งนี้ว่า Pivot Point เมื่อราคาดีดตัว ตรงนี้ เราก็คาดการณ์ได้เลย ว่ามันต้องขึ้นแน่ๆ ก็ เปิด Long (Buy) ได้เลย แล้ว ตั้ง TARGET ไว้ที่ Fibonacci Retracement 161.8 
หวังว่าวิธีนี้คงเป็นประโยชน์ กับเพื่อนๆนะครับ หากมีข้อสงสัยอะไร สามารถ Comment ไว้เลยนะครับ ผมจะกลับมาตอบให้

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ เกี่ยวกับการใช้ Fibonacci Retramcement และ Fibo Fan กระทู้นี้นะครับ http://thaiforexschool.com/index.php?topic=83.msg3329;topicseen#msg3329
และดูวีดีโอการใช้ Finonacci Retracement ที่ลิ้งนี้ครับ
http://thaiforexschool.com/index.php?topic=332.0

Credit:www.9professionaltrader.blogspot.com การใช้ Fibonacci Retracement | Forex Trading Blog สอนเทรด Forex - แหล่งศึกษาข้อมูล Forex และสอน Trade Forex แบบมืออาชีพ
Under Creative Commons License: Attribution

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การหาแนวรับแนวต้าน


การวิเคราะห์ Forex ขั้นที่ 2 รู้แนวรับ แนวต้าน
  • แนวรับ Support บอกถึงการที่ราคาลงมาที่แนวรับนั่นๆแล้วแนวรับนั่นรับอยู่เลยดีดกลับขึ้นไปต่อ
    แนวต้าน Resistance บอกถึงการที่ราคาวิ่งขึ้นไปชนแนวต้านนั่นๆแล้วแนวต้านนั่นต้านอยู่เลยดีดกลับลงไปต่อ
    เรียกกันง่ายๆ แนวรับเพื่อไม่ให้ลงต่อ แนวต้านเพื่อไม่ให้ขึ้นไปต่อ
    แนวรับ แนวต้าน สามารถบอกถึงเป้าหมายในอนาคตได้ คือ อดีตเคยขึ้นไปเป็นแนวต้านตรงไหน อนาคตก็จะขึ้นไปที่แนวต้านเดิมที่เคยขึ้น
    เช่นเดียวกัน อดีตเคยลงไปตรงไหนเป็นแนวรับ อนาคตก็จะลงไปที่แนวรับเดิมที่เคยลงไปถึง

    เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นรอบๆของการขึ้น ลง อดีตเคยเป็นยังไงอนาคตกราฟก็จะวิ่งไปที่เดิมที่เคยขึ้นและลงเสมอๆ

    double top เกิดจากการที่ แนวต้าน(อดีต)และแนวต้านปัจจุบันมาชนที่เดียวกันมักจะดีดตัวกลับลงแรงๆ เสมอ คล้ายๆกับตัว M บางครั้งจะเป็นตัว M หางยาว
    double bottom เกิดจากการที่ แนวรับ(อดีต)และแนวรับปัจจุบันมาชนที่เดียวกันมักจะดีดตัวกลับขึ้นแรงๆ เสมอๆ คล้ายๆ กับตัว W บางครั้งจะเป็นตัว W หางยาว

















  • การหาจุดเข้าซื้อ ขาย โดยการใช้ แนวรับ แนวต้าน เข้ามาช่วย

    เมื่อทะลุ แนวต้านขึ้นไปได้ เรียกว่า break out ซื้อ
    เมื่อทะลุ แนวรับลงมาไปได้ เรียกว่า break out ขาย

    หลังจากที่รู้การลากเส้นแนวโน้มไปแล้วเราจะเอาการลากเส้นแนวโน้มมาผสมกับการหาจังหวะเข้า ซื้อ ขาย ที่ปลอดภัย
    เริ่มแรกปลอดภัยสุด พึ่งเกิดแนวโน้มขาขึ้นแล้วมีจังหวะ break outทะลุแนวต้าน(อดีต)ขึ้นไปได้ เป็นจังหวะซื้อที่มักจะถูกทางเสมอๆ
    พึ่งเกิดแนวโน้มขาลงแล้วมีจังหวะ break outทะลุแนวรับ(อดีต)ลงไปได้ เป็นจังหวะขายที่มักจะถูกทางเสมอๆ
    ปลอดภัยน้อยลงมา คือช่วงที่ขึ้นไปสูงและไปต่ำแล้วในแนวโน้มขาขึ้นและขาลง เรามาไม่ทันในการทะลุ(เกิดbreak out)ครั้งก่อนๆ(ตกรถ) ไปเข้าจังหวะใกล้หมดรอบแนวโน้มของขาขึ้นขาลงนั่นต้องรู้และพิจารณาเสมอๆว่าเรามาซื้อขายสูงและต่ำเกินไปต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยกาารเข้าเร็วออกเร็วแล้วมองหาเป้าหมาย(TP)ในอดีตที่เคยขึ้นลงไปที่ระดับราคาไหน(แนวรับ แนวต้าน อดีต)





  • การใช้ แนวรับ แนวต้านในการหา stop loss วินัยเรื่องนี้ถือว่าสำคัญที่สุด

    ยกตัวอย่าง กองทุน กบข. ที่เอาเงินภาษีประชาชนไปลงทุนแล้วขาดทุนย่อยยับ ต่อให้ผู้บริหารเก่งแค่ไหนในการบริหารแต่ไม่กล้ายอมที่จะตัดขาดทุนปล่อยไปคิดว่่าเดียวก็ขึ้นก็เลยเสียหายจนถึงทุกวันนี้ เพราะขาดวินัยที่จะกล้า stop loss ขาดทุนแต่ต้นๆ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ในการบริหารเงินทุน นี้คือตัวอย่างของการไม่ยอม stop loss

    การเข้าเทรดทุกครั้ง เราต้องคิดเสมอด้วย เหตุ และ ผล ว่าเราเทรดเพราะอะไร วางแผนในเทรดครั้งนี้ยังไง เป้าหมายตรงไหน และจุดยอมรับการขาดตรงไหน
    นึกเสมอว่าเข้าเทรดต้องชนะตลาด เมื่อแพ้ก็ยอมมอบตัวให้เร็ว เมื่อชนะตลาดก็รีบเก็บกำไรให้ได้ รู้ว่าตอนไหนควรอยู่เฉยๆ ตอนไหนควรเล่นสั้น ตอนไหนควรเก็บยาว











  • จะเห็นว่าแค่เรารู้ พื้นฐาน การลากเส้นและแนวรับแนวต้าน สามารถหาได้ทั้งจุดเข้าซื้อ ขาย เป้าหมาย จุดยอมขาดทุน
    ฝึกมองภาพกว้างให้ออก โดยไปมองที่ระยะยาว มาถึงระยะสั้น บางครั้ง 15m หาเป้าหมายไม่เจอก็ลองไปเปิดกราฟ 30m 1h 4h เพื่อหาเป้าหมาย(แนวรับแนวต้านที่เคยขึ้นลงมาก่อน) การลากเส้นเทรนก็เช่นกันต้องรู้ว่าหลุดเทรนเปลื่อนแนวโน้มแล้ว มองให้ออก ฝึกบ่อยๆยิ่งบ่อยๆจะยิ่งง่ายขึ้นไปเอง การเทรดแต่ล่ะครั้งนั่น ควรเล่นเป็นรอบๆ จะสังเกตุเห็นว่าเมื่อขึ้น แนวโน้มที่เราลากเทรนก็ึลากได้จนหลุดเทรนขาขึ้นเมื่อรู้ว่าหมดคือหมดรอบของการขึ้น เมื่อรู้ว่ารอบ sideway ลากกรอบ sideway ให้ลากที่กรอบแนวรับแนวต้านนั่นๆ
    การขึ้น การลง และด้านข้าง จะเห็นว่าจะวิ่งเป็นรอบๆไป บ้างครั้งเทรดง่ายเพราะกราฟวิ่งขึ้นตามเทรนขึ้นเทรนลง บ้างครั้งเล่นยากเพราะกราฟสวิง(sideway)

    แนวรับ แนวต้าน ในการเกิด reversal(ขึ้นต่อ) คือการเกิดการกลับตัวของอดีตเคยเป็นแนวต้านแต่ปัจจุบันเปลื่อนมาที่เดิมกลายเป็นแนวรับแล้วทำทางวิ่งขึ้นต่อ
    reversal(ลงต่อ) คือการเกิดการกลับตัวของอดีตเคยเป็นแนวรับแต่ปัจจุบันเปลื่อนมาที่เดิมกลายเป็นแนวต้านแล้วทำทางวิ่งลงต่อ