exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Quantitative Qualitative Estimation (QQE)

Quantitative Qualitative Estimation (QQE) เป็นเครื่องมือ ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จัก QQE indicator ใช้วัดค่าความผันผวน volatile ตามคาบการแกว่ง โดยใช้โมเดล RSI และ ATR เข้ามาทำงานร่วมกัน 





แนวคิดการทำงาน
สร้างค่า smoothed Relative Strength Index (RSI 14) จาก Moving average ตาม period ที่กำหนด เพื่อเปรียบเทียบกับ ค่า ATR(14) โดยมี trailing stop lines ทั้ง 2 เส้นคือ
- fast trailing stop สร้างจาก ATR smoothed ที่คำนวณจาก wilders function [wilders()] * 2.618
- slow trailing stop สร้างจาก ATR smoothed ที่คำนวณจาก wilders function [wilders()] * 4.236

การแปลความหมาย
QQE แสดงค่า 2 เส้นคือ fast และ slow ร่วมกับการพิจารณาระดับ level ที่สำคัญในการบอก นัยสำคัญของระดับ คือ level 50 ตัวบ่งบอกการเปลี่ยนทิศของแนวโน้ม

การให้สัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับ
1. ดู cross over การตัดของเส้นทึบ fast(สีฟ้า) และเส้นประ slow (สีเหลือง)โดย เส้นทึบค่า fast trailing stop และเส้นประ คือค่า slow trailing stop 

ถ้าเส้นทึบ fast ตัดขึ้น หมายถึงการ ยกตัวของระดับราคา ถ้าเส้น slow ตัดลงหมายถึงการย่อตัวของระดับราคา


2. ดู level เนื่องจากแนวคิดของ RSI คือการเทียบ rate of change ของการแกว่งตัว ในคาบเวลาที่กำหนด แล้วนำมาสเกลแบบเปอร์เซนต์  ระดับที่มี นัยยะสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้ม จากทิศขึ้น เป็นลง หรือ ทิศลงเป็นขึ้น คือ ระดับที่ 50 ซึ่งเป็นตัวบ่งบอก ยืนยันการเกิดแนวโน้มที่ชัดเจนและคงตัว 

สัญญาณซื้อ
-ที่นิยมใช้กันคือ รอดูค่า เส้นทึบ fast ตัดขึ้นเส้นประ slow (บอกการกลับตัว) และเส้นทึบ fast ยืนเหนือเส้น level line ที่ 50 

สัญญาณการขาย
-  ที่นิยมใช้กันคือ รอดูค่า เส้นทึบ fast ตัดลงเส้นประ slow และเส้นทึบ fast ลงต่ำใต้เส้น level line ที่ 50 

- กรณีแกว่งตัวแคบ หรือ sideway trend สามารถเลือกใช้เฉพาะการตัดกันของเส้นเพื่อบอกสัญญาณซื้อขายได้


Download indicator
http://codebase.mql4.com/2887


ข้อตกลงเบื้องต้น
 การนำเครื่องมือไปใช้ ความแม่นยำ ต้องทำการทดสอบกับระบบท่านก่อนเสมอ ก่อนนำไปใช้ซื้อขายจริงการเผยแพร่ เพื่อให้ความรู้ทางวิชาการและนำเสนอแนวคิดการวิเคราะห์ ไม่มีเจตนาชี้นำการลงทุน ระดมทุน หรือจำหน่ายเครื่องมือเชิงพาณิชย์การปรับตั้งค่า ควรศึกษารายละเอียด parameter ให้เข้าใจ ก่อนปรับแต่งเพิ่มเติม ความถูกต้องของสัญญาณ และเครื่องมือเป็นไปตามที่โปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนา อ้างอิง และเผยแพร่ใน mt4 codebase ทางBlog นี้เป็นเพียงผู้เผยแพร่ต่อไม่มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายของเครื่องมือ กรณีผู้ใช้นำไปใช้งาน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pivot Point


เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ท่านรู้จัก คือ Pivot Point เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ เราอาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้ แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ
เจ้า Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในระยะสั้น สามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคา รวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย
ตัวอย่างหน้าตาของ Pivot point
Pivot point

การคำนวณหา Pivot point
การคำนวณ ระดับของ Pivot point และเส้นแนวรับ - แนวต้าน จะถูกคำนวณจากราคา  ราคาสูงสุด(H) , ราคาต่ำสุด(L) และ ราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้านี้ และตั้งแต่ที่ตลาด Forex มีการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดตลาดนิวยอร์ก คือ 04:00 EST เป็นเวลาปิดของตลาด
การคำนวณหา Pivot Point มีดังต่อไปนี้
Pivot point (PP) = (High + Low + Close) / 3

แนวรับแนวต้านที่ใช้ร่วมกัน จะถูกคำนวณหาจากค่าของจุด Pivot point ที่ได้อีกทีหนึ่ง
แนวต้านที่ 1 (R1) = (2 x PP) - Low
แนวรับที่ 1 (S1) = (2 x PP) - High

แนวต้านที่ 2  (R2) = PP + (High - Low)
แนวรับที่ 2   (S2) = PP - (High - Low)

แนวต้านที่ 3  (R3) = High + 2(PP - Low)
แนวรับที่ 3 (S3) = Low - 2(High - PP)

นี่คือหลักในหารคำนวณ แต่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณเหล่านี้เลย เพราะมีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณหาทุกอย่างให้คุณอย่างเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ Indicator ที่คุณสามารถนำมาใส่ในกราฟแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง และในบางโปรแกรมยังให้รายละเอียดมากกว่าการคำนวณด้านบนด้วยซ้ำ คือมีการเพิ่มจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นกึ่งกลางที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเหมือนกับเส้นหลัก แต่ก็แค่มีเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังตัวอย่างในภาพ

Pivot Point


การใช้งาน Pivot Point
การใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ
เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP และ SL ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็บาย ต่ำกว่า Pivot point ก็เซล ตามไป SL แค่เหนือน หรือต่ำกว่า จุด Pivot point ง่ายมั้ยคะ !!
ส่วนถ้าคุณเห็นราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน คุณก็เซลลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็บายขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน
Pivot point


ก็เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้ เราลองมาดูตัวอย่างกัน ที่ EUR/USD TF M15

Pivot Point

เราจะเห็นว่า EUR/USD วิ่งขึ้นเป็นเทรนอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งวัน เราเห็นว่าราคาเปิดขึ้นเป็น Gap ขึ้นไปเหนือเส้น Pivot point ราคาวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะปรับระดับลดลงมาใกล้ๆ กับ ระดับ R1 แต่ไม่มาแตะที่เส้น แล้วในที่สุดก็พุ่งทะลุระดับ R2 ขึ้นไป 50 จุด ซึ่งถ้าในกรณีนี้คุณ ได้ตัดสินใจเข้าบาย ตอนที่เห็นราคาวิ่งทะลุเส้น R2 ขึ้นไป คุณก็จะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณรอที่จะให้ราคามาเทสที่เส้น R1 ก่อน คุณก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตัวอย่างราคาไม่ได้กลับลงมาเทส ที่ R1 และ R2 เลย และสังเกตว่าราคาวิ่งไปถึง R3 เลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามถ้าคุณยึดหลักการเข้าออเดอร์แบบก้าวร้าว คุณก็อาจโดนหลอกได้จากการพักตัวครั้งแรกของราคา ถ้าจุด SL ของคุณใกล้เกินไปราคาก็อาจจะวิ่งไปโดนได้ และต่อมาคุณก็อาจเห็นว่าราคามันทะลุมาได้ในที่สุด
หลังจากที่คุณจะเห็นว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านไปแล้ว มันก็จะกลับมาเทสเส้นแนวต้านที่มันเพิ่งผ่านทะลุไปเช่นกัน และสังเกตว่าราคาได้กลับตัวในวันต่อมาโดยปรับตัวลดลงทะลุแนว R3 ตอนนี้ก็เป็นโอกาสในการเปิดเซล เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น R3 (ตามภาพ)
จงไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

ไม่ว่าเราจะใช้เครื่อมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL

Pivot point

สังเกตว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะเซท SL ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วน เป้าหมายราคาหรือ TP ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะเซท SL ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว TP ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้ 



ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://www.babypips.com/school/range-trading-with-pivot-points.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX 

ไหนใครดู Fibonacci ที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง?



คุณ gspajon ตั้งกระทู้ถามว่า เค้าอยากรู้ว่าคนที่นี่ใช้ Fibonacci กันบ้างรึเปล่าและถ้าใช้มักจะดูที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง และ ทำไมถึงดูที่ตำแหน่งนั้น นอกจากนี้แล้วยังถามอีกว่า คุณทุ่มความเสี่ยงของคุณทั้งหมดลงที่ตำแหน่งนั้นเลยรึเปล่า
คุณ GnarlyPips เข้ามาตอบแบบเป็นสำนวณเปรียบเปรยระหว่างการเทรดกับพืชว่า พืชไม่ได้โตตาม Fibonacci ถึงแม้ว่า Fibonacci สามารถอธิบายได้ในเรื่องของพืช มันก็เหมือนกับที่ Fibonacci สามารถคำนวณความเป็นไปได้ของแนวรับแนวต้านแต่ก็ไม่ได้สมารถกำหนดได้ว่ากราฟจะต้องวิ่งไปถึงตรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้แล้วจะกลับตัว โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ใช้Fibonacci หรอกยกเว้นว่าราคาจะไปเจอแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ๆ เข้าก็อาจจะวัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราวส่วนมากก็ดูที่ 61.8% นั่นละ
มีคนเข้ามาตอบว่าเขาดู Fibonacci ที่ 50% และก็มีคนมาตอบว่า ความจริงแล้วแนว 50% ไม่ได้มีติด Fibonacci มาตั้งแต่แรกแต่มันมาจากทฤษฏีดาวต่างหาก (Dow Theory) 
จขกท. เข้ามาตอบว่าตัวเขาเคยลองจดบันทึกราคาดูเวลาที่มันปรับฐานเขาพบว่า
38.2% มีความเป็นไปได้ 4% ต่อครั้ง
50.0% มีความเป็นไปได้ 35% ต่อครั้ง
61.8% มีความเป็นไปได้ 25% ต่อครั้ง
78.6% มีความเป็นไปได้ 12% ต่อครั้ง
นอกจากนี้แล้วโอกาสที่การปรับฐานจะล้มเหลว (หมายถึงการที่ราคาสามารถไปถึง 100% ได้) มีถึง 28% ต่อครั้งเมื่อเอาค่าทั้งหมดมารวมกันแล้วแปลว่ามีความเป็นไปได้ถึง 70% ที่ราคาจะปรับฐานที่บริเวณปรับฐานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากแนวเหล่านี้เอาไม่อยู่มีความหมายว่าราคาอาจจะเปลี่ยนเทรนหรืออย่างน้อยก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ sideways จุดประสงค์ที่ผมสร้างกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่ใช้ Fibonacci จริง ๆ และทำกำไรจากการใช้ Fibonacci ว่ามีแนวคิดอย่างไรเรื่องตำแหน่งของการปรับฐานเพื่อที่ผมจะได้สามารถระบุแนวที่ราคาน่าจะปรับฐานได้อย่างชัดเจน ดังนั้นคำถามของเขาควรจะเป็นอะไรที่สามารถส่งผลให้แนวปรับฐานของ Fibonacci มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นว่าสามารถกลับตัวได้จากแนวปรับฐานเหล่านี้”
คุณ roakley เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วเขาว่าแนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นแนวที่คำนวนมาแล้วว่าน่าจะเป็นแนวที่มันนัยสำคัญไม่ด้อยไปกว่าแนวรับแนวต้านหรือ Trendline เลย จากประสบการณ์ 4 ปีที่ผมเทรดมาผมว่าที่เราสามารถทำได้ก็เพียงเลือกแนวปรับฐานที่ดูแล้วเป็นไปได้ที่จะเป็นไปตามที่เราคิดและเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเราและการบริหารเงินทุนของเรา
คุณ Pips2Take ตอบว่าผมชอบเข้าที่แนวปรับฐาน 50% นะเพราะถ้าต่ำกว่า 50% ก็หมายถึงสัญญาณที่บอกว่าเทรนอ่อนแรงแล้วละ
คุณ venzen เข้ามาตอบว่า ผมสนใจในเรื่องของการประยุกต์ Fibonacci เข้ากับ Price Action และค้นพบว่า Price Action มักจะมีพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญกับแนวปรับฐานของ Fibonacci อยู่เสมอแต่หลัง ๆ มานี่ผมได้ประยุกต์มันเข้าไปกับ Elliott Wave ด้วยและพบว่า
ข้อที่ 1: wave 2 จะต้องปรับฐานไม่เกิน 61.8% ของ wave 1
ข้อที่ 2: wave 4 จะต้องปรับฐานไม่ต่ำกว่า 38.2% ของ wave 3
ข้อที่ 3: จุดจบของ wave 4 สามารถเป็นได้ทั้ง 38.2% และ 61.8%
รูปนี้เป็นรูปจริง ๆ ของคุณ venzen ครับ


บทความนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีวิธีการเลือกแนวปรับฐานของ Fibonacci ที่ต่างกันซึ่งแตกต่างไปตามระบบหรือกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคน แนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นเพียงทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาแล้วคาดว่าราคาน่าจะปรับฐานบริเวณนั้นสิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมของราคาที่กระทำกับแนวปรับฐานของ Fibonacci จะเป็นตัวตัดสินว่าแนวนั้นจะเอาอยู่หรือไม่และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไหวพริบในการแก้ไขปัญหาหากราคาสามารถหลุดแนวปรับฐานของ Fibonacci ได้ เราจะทำยังไง แก้เกมยังไง นี่ต่างหากละครับที่สำคัญ






CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=434324

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

อย่างที่เรารู้กันดีว่า คุณสมบัติพื้นฐานที่ควรจะมีอย่างหนึ่งของระบบเทรดที่ดี คือ ใช้ง่าย ดูง่าย ไม่ซับซ้อน ในบทความก่อนหน้าเราได้แนะนำให้ท่านได้รู้จักกับหลักการทำงานและเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการวิเคราะห์กราฟด้วย EMA200 กันไปแล้ว ในบทนี้เราก็มาแนะนำการสร้างระบบเทรดแบบง่ายๆ ด้วย EMA200 กับเครื่องมือพื้นฐานที่มีมากับโปรแกรมเทรดทั่วไป

เทรดด้วย EMA200 กับ MACD
ถ้าพูดถึง MACD คงไม่มีเทรดเดอร์คนไหนที่ไม่รู้จัก MACD เป็นเครื่องมือที่คลาสสิคตลอดกาล เป็นที่นิยมกันมากไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์รุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ กลักการทำงานโดยทั่วไปของ MACD สามารถเข้าไปดูได้ที่บทความเรื่อง MACD ในส่วนนี้เราจะใช้เครื่องมือ 2 อย่างคือ EMA200 และ MACD เซทค่าพื้นฐานคือ 12,26,9
รูปแบบการเทรดแบบแรก คือ การเทรดเมื่ออยู่ในเทรนที่ชัดเจน  จากภาพตัวอย่าง EMA200 บอกเราว่าราคาอยู่ในเทรนขาลง แล้วเราใช้สัญญาณจาก MACD เพื่อระบุจุดเข้า- ออก ออเดอร์ของเรา พิจารณาจากภาพตัวอย่างต่อไปนี้

สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

ตามตัวอย่างเป็นราคาอยู่ในเทรนขาลง เราจะเข้าเซลอย่างเดียว (เทรดตามเทรน) และจะเข้าเมื่อ Histoream ของ MACD ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับของเส้น MA หรือ เราอาจจะรอให้ Histogram ลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ Zero Line ก็ได้ ซึ่งนั่นจะเป็นการยืนยันว่าลงแน่ๆแล้ว แต่โดยส่วนตัวแล้วจะไม่รอค่ะ จะเข้าตั้งแต่จังหวะแรกตามภาพ และเมื่อมีการยืนยันก็จะเปิดออเดอร์ซ้ำเข้าไปอีกค่ะ แต่เทรดเดอร์บางคนที่เคร่งครัดมากๆ ก็จะรอให้มีการยืนยันก่อนจึงค่อยเข้า และการออกจากออเดอร์ เราจะออกเมื่อ Histogram ของ MACD ปรับระดับขึ้นไปอยู่เหนือเส้น MA เป็นการออกแบบเซฟกำไรค่ะ จะเข้าออเดอร์ใหม่เมื่อมีสัญญาณรอบใหม่ ส่วนในการเทรดเมื่อเป็นเทรนขาขึ้นก็ใช้หลักการเทรดอย่างเดียวกัน ลองพิจารณาภาพตัวอย่างค่ะ

สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

เมื่อราคาเป็น Sideway ราคาจะวิ่งคอลเคลียอยู่กับเส้น EMA 200 ที่แทบจะไม่มีความชันเลย และ Histogram ของ MACD ก็แคบ และน้อยมาก ดังนั้นเราจะรอ ให้ ราคาตัดผ่านเส้น EMA200 อย่างชัดเจน และ Histogram ของ MACD มีขนาดกว้างขึ้น และอยู่สูงกว่าเส้น MA (ในกรณีที่เป็นเทรนขาขึ้นตามภาพตัวอย่าง)

เทรดด้วย EMA200 กับ MACD

ลักษณะของเทรนที่อ่อนแอ นอกจากจะสังเกตได้จากความชันของ EMA200 แล้ว เรายังสามารถดูสัญญาณยืนยันความอ่อนแอของเทรนได้จาก MACD ด้วย ในภาพตัวอย่าง เป็นการยืนยันเทรนที่อ่อนแอด้วยสัญญาณ Divergence ของ MACD เป็นการเตือนให้เราเตรียมตัวออกจากออเดอร์บาย และมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนเทรนในเร็วๆนี้

Divergence

แต่นอกจาก Divergence จะเตือนเราว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว ในบางครั้งก็อาจจะเป็นแค่สัญญาณการพักตัวของเทรนที่อ่อนแอ ก่อนที่จะมีแรงไปต่อในทิศทางเดิม ดังนั้นเราก็ควรจะมีการวางแผนรับมือที่ดีเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR
Parabolic SAR เป็นเครื่องมือพื้นฐานอีกตัวหนึ่ง หลักการทำงานโดยทั่วไปคือบอกแนวโน้มและจุดที่จะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้ ด้วยจุดไข่ปลาเล็กๆที่เรียงกัน ถ้าจุดไข่ปลาอยู่ด้านบนจะแสดงถึงแนวโน้มขาลง และถ้าสุดไข่ปลาอยู่ด้านล่างก็แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น จุดไข่ปลานี้จะเรียงต่อกันไปตามโมเมนตัมของราคาเหมือนเป็นแนวรับแนวต้านธรรมชาติของราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น SAR จะเป็นจุดไข่ปลาที่เรียงตัวต่อกันอยู่ใต้แนวแท่งเทียน และเมื่อราคามีการกลับตัวลงมาต่ำกว่าระดับของจุดไข่ปลา จุดไข่ปลาก็จะไปปราหฎอยู่ที่เหนือแท่งเทียนแท่งต่อไปแทน นั่นก็จะเป็นสัญญาณบอกว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลงแล้ว ให้เราออกจากออเดอร์บาย แล้วเข้าเซลแทน

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR เราก็จะยึด EMA200 เป็นตัวบอกเทรนหลัก และเข้าออเดอร์ด้วยสัญญาณจาก SAR ดังตัวอย่างตามภาพ

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR

ในตัวอย่างราคาอยู่เหนือ EMA200 เป็นเทรนขาขึ้น เราจึงจะเข้าออเดอร์บายอย่างเดียว การเข้าออเดอร์เราก็ดูสัญญาณ SAR เมื่อเริ่มมีจุดไข่ปลาขึ้นที่ใต้แท่งเทียนเราก็เข้าบาย และออกจากออเดอร์เมื่อมีจุดไข่ปลาของ SAR เกิดขึ้นที่เหนือแท่งเทียน
ระบบการเทรดง่ายๆ 2 ระบบนี้ เป็นตัวอย่างการสร้างระบบโดยการใช้ EMA200 เป็นมาเป็นตัวบอกแนวโน้มของราคา แล้วใช้เครื่องมืออีกตัวมาช่วยในการบอกจุดเข้า-ออก ซึ่งเราอาจจะไม่ใช้เป็น MACD หรือ Parabolic SAR แต่อาจใช้เป็นเครื่องมืออื่นแทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล ในการสร้างระบบเทรดของเราเองนั้น ก่อนอื่นต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าตัวคุณต้องการมองหาอะไรจากกราฟ แล้วเครื่องมือไหนที่จะช่วยตอบสนองความต้องการของคุณได้ หลังจากนั้นจึงทดลองและศึกษาเครื่องมือนั้นๆให้เข้าใจหลักการทำงานของมันจนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่านี้ระบบเทรดง่ายๆของคุณก็อาจกลายเป็นระบบเทรดที่ทำกำไรได้ไม่แพ้ระบบเทรดเทพๆที่ขายกันในราคาหลักร้อยเหรียญดอลลาร์ได้เหมือนกันค่ะ
หวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครหลายๆคนที่กำลังค้นหาระบบเทรดของตัวเองอยู่ จำไว้ว่า ระบบเทรดที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะหรือยุ่งยาก ทำให้มันง่ายเข้าไว้ ยิ่งง่ายเท่าไหร่ก็จะช่วยให้การตัดสินใจในการเทรดของคุณง่ายขึ้น ความผิดพลาดที่เกิดก็จะน้อยลง (เพราะไม่ต้องคิดเยอะ)

ความสัมพันธ์รหว่างตลาดหุ้นและ Forex

คุณทราบหรือไม่ว่า ข้อมูลตลาดหุ้น (ตลาดหลักทรัพย์) สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายการเคลื่อนไหวในตลาดค้าสกุลเงินได้ อย่างเช่นข้อมูลข่าวสารที่คุณได้รับจากสื่อต่างๆ เช่น จากโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เพราะดูเหมือนว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดทุนส่วนใหญ่ที่ครอบคลุมตลาดการลงทุนอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งหนึ่งที่คุณลืมไม่ได้คือ ถ้าต้องการจะซื้อหุ้นจากประเทศใดประเทศหนึ่ง คุณจะต้องมีสกุลเงินท้องถิ่น เช่น นักลงทุนชาวยุโรปต้องการจะลงทุนในญี่ปุ่น สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือแลกเปลี่ยนเงินสกุลยูโร (EUR) ของเขาเป็นเงินเยน (JPY) ของญี่ปุ่นก่อน ถ้าความต้องการที่จะลงทุนในญี่ปุ่นมีมาก ก็จะมีผลทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น และถ้ามีการขายยูโรมากขึ้น ก็มีผลทำให้ ค่าเงิน ยูโรอ่อนค่าลงด้วยเช่นกัน เมื่อการลงทุนในตลาดใดก็ตามมีภาพรวมออกมาดี ก็จะมีเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน แต่เมื่อใดที่ตลาดมีภาพรวมว่ากำลังย่ำแย่ นักลงทุนต่างชาติก็จะถอนการลงทุน และไปหาที่ลงทุนใหม่ทีดีกว่า
แม้ว่าคุณจะไม่ได้เทรดหุ้น แต่ในฐานะ Forex เทรดเดอร์ คุณก็ควรจะใส่ใจกับตลาดหุ้นในประเทศที่สำคัญ ถ้าตลาดหุ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งเริ่มจะมีประสิทธิภาพดีกว่าตลาดหุ้นในประเทศอื่น คุณก็ควรจะรู้ด้วยเพราะว่าเงินอาจไหลออกจากประเทศที่ตลาดหุ้นซบเซาไปสู่ประเทศที่มีการลงทุนที่แข็งแกร่งกว่า และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าสกุลเงินของประเทศที่มีตลาดหุ้นแข็งแกร่งแข็งค่าตาม ในขณะที่ค่าของสกุลเงินของประเทศที่มีตลาดหุ้นอ่อนแอนั้นอ่อนค่าตามตลาดหุ้นไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวคิดทั่วไปคือ : ตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง ทำให้ค่าสกุลเงินแข็งแกร่ง และ ตลาดหุ้นที่อ่อนแอ ทำให้ค่าสกุลเงินอ่อนแอด้วย ถ้าคุณซื้อสกุลเงินของประเทศที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นแข็งแกร่ง และขายสกุลเงินที่มีตลาดหุ้นที่อ่อนแอ คุณก็สามารถที่จะทำกำไรอย่างงามได้

ดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญทั่วโลก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ (Dow Jones Industrial) เป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นชั้นนำในสหรัฐอเมริกา สามารถใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบดูว่าบริษัทชั้นนำ 30 บริษัทที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปซื้อขายหุ้นนั้นมีสถานภาพเป็นอย่างไรบ้าง แม้จะมีชื่อว่า Industrial แต่บริษัทเหล่านี้แทบจะไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหรรมการผลิตสินค้าเลย แต่กลายเป็นตัวแทนของบริษัทยักษ์ใหญ่บางบริษัทในสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นที่จับตามองอยากมากจากนักลงทุนทั่วโลก และกลายเป็นดัชนีบ่งชี้ความเชื่อมั่นของตลาดที่สำคัญ จึงทำให้มีความไวต่อเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก
บริษัทที่อยู่ในดาวน์โจนต่างเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่คุณอาจมีส่วนร่วมในบางสิ่งอยู่ทุกวัน เช่น AT&T, McDonalds, หรือ Intel และบริษัทเหล่านี้เองที่อยู่ในกลุ่มดาวน์โจนส์ 

Standard & Poor 500 หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ S&P 500 เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักของราคาหุ้นของบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัท ถือว่าเป็นกลุ่มผู้นำสำหรับเศรษฐกิจอเมริกัน และยังใช้ในการดูทิศทางของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด้วย
นอกจาก ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ S&P 500 เป็นดัชนีซื้อขายที่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่มีทั้ง กองทุนรวม กองทุนแลกเปลี่ยนซื้อขายและกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนบำนาญ ซึ่งถูกก่อตั้งมาเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของดัชนี S&P 500 ในสหรัฐอเมริกาเงินหลายร้อยพันล้านดอลลาร์สหรัฐได้นำมาลงทุนในรูปแบบนี้

NASDAQ เป็นชื่อย่อของ National Association of Securities Dealers Automated Quotationsหมายถึงสามคมตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ตามใบเสนอราคาโดยอัตโนมัติแห่งชาติ ซึ่งก็คือ ตลาดหุ้นที่ทำการค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยบริษัทและองค์กรทั้งหมดประมาณ 3,700 แห่ง และยังเป็นตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

Nikkei (นิกเกอิ) นั้นคล้ายกับ Dow Jones Industrial คือ เป็นค่าเฉลี่ยที่มากที่สุดและใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เป็นราคาเฉลี่ยน้ำหนักของบริษัทชั้นนำ 225 บริษัท จึงเป็นตัวสะท้อนภาพของตลาดโดยรวมในญี่ปุ่น บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนิกเกอิ ได้แก่ Toyota, Japan Airline และ Fuji Film เป็นต้น

DEX เป็นชื่อย่อของ Deutscher Aktien Index คือ ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศเยอรมนี ที่ประกอบด้วยบริษัทที่มีฐานะมั่นคง 30 บริษัท ที่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นแฟรงค์เฟิร์ต และเนื่องด้วยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน จึงทำให้ DAX กลายเป็นดัชนีที่มีการจับตาดูกันมากที่สุดในยุโรป ตัวอย่างบางบริษัทที่อยู่ใน DEX เช่น Adidas, BMW, Deutsche Bank เป็นต้น

Down Jones Euro stock 50 index คือ ดัชนีของบริษัทชั้นนำที่มีพื้นฐานดีเยี่ยมในโซนยุโรป ประกอบด้วยกว่า 50 บริษัท ของ 12 ประเทศในแถบยูโรโซน ก่อตั้งขึ้นโดย บริษัท Stoxx Ltd., ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ Deutsche Boerse  AG, Dow Jones & Company และ SIX Swiss Exchange

FTSE อ่านว่า Footsie (ฟุ๊ซซี่) เป็นดัชนีที่ติดตามประสิทธิภาพของบริษัทที่ส่วนใหญ่นั้นมีทุนสูง ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นลอนดอนประเทศอังกฤษ
FTSE มีดัชนีหลายอย่าง เช่น FTSE 100, FTSE 250 ขึ้นอยู่กับจำนวนของบริษัทที่ร่วมอยู่ในกลุ่มดัชนีนั้น

Hang Seng หรือ ดัชนีฮังเส็ง เป็นดัชนีของตลาดหุ้นฮ่องกง จะมีการทำบันทึกและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นของบริษัทที่รวมอยู่ในกลุ่มดัชนีแบบรายวัน ทำให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานโดยรวมของตลาดหุ้นฮ่องกงได้

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและ Forex
ประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับการนำข้อมูลจากตลาดหุ้นทั่วโลกมาใช้เพื่อการตัดสินใจในตลาด Forex ก็คือ การหาคำตอบที่ว่า สิ่งไหนที่เป็นตัวชี้นำกันแน่ ระหว่างตลาดหุ้น และ Forex มันก็เหมือนกับคำถามโลกแตกที่ว่า “ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ?”  
แนวคิดพื้นฐานคือ เมื่อตลาดหุ้นมีทิศทางที่ดี มีความเชื่อมั่นในประเทศนั้นๆว่ากำลังเติบโตได้ดี ทำให้มีเงินทุนจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาลงทุน ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างความต้องการค่าสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ทำให้ค่าสกุลเงินนั้นแข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับค่าสกุลเงินอื่น ในทางกลับกัน ถ้าตลาดหุ้นภายในประเทศมีปัญหา ความเชื่อมั่นก็ลดลง นักลงทุนต่างชาติก็ไม่อยากจะลงทุนต่อจึงนำเงินลงทุนเปลี่ยนกลับเป็นสกุลดั้งเดิมของตนเอง
แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงสองปีที่ผ่านมาหลักการนี้ใช้ไม่ได้กับประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น บ่อยครั้งที่ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ไม่ได้มีน้ำหนักสำหรับค่าเงินดอลลาร์และเยนของตนเองเลย ก่อนอื่นลองมาดูความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีดาวน์โจน และ นิกเกอิ เพื่อให้เห็นว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีการดำเนินการที่ที่เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงศตวรรษใหม่ ในปี 2000 ดัชนีดาวน์โจนส์ของสหรัฐอเมริกา และนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ก็เคลื่อนที่ไปด้วยกันเหมือนคู่รักที่จูงมือกันในวันวาเลนไทน์ มีจังหวะขึ้นลงไปพร้อมกัน และยังสังเกตเห็นว่า บางครั้งดัชนีตัวหนึ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หรือ อ่อนค่าลงก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนที่ตามดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมักจะมีทิศทางไปในทางเดียวกัน


ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและสกุลเงิน

Nikkei and USD/JPY
ก่อนที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาวะถดถอย ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2007 เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำมากที่สุด การเติบโตของ GDP ลดลงติดต่อกัน นิกเกอิและ USD/JPY มีความสัมพันธ์ที่ผกผันตรงกันข้ามกัน นักลงทุนต่างเชื่อว่า ประสิทธิภาพของตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะสะท้อนถึงสถานะของประเทศ ดังนั้นการลงทุนอย่างมหาศาลในนิกเกอิ ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อไหร่ก็ตามที่ปริมาณการลงทุนใน นิกเกอิ ลดลง คู่สกุลเงิน USD/JPY ก็จะมีทิศทางเป็นขาขึ้นด้วย

 

แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ที่เคยมีก็เปลี่ยนไป กลายเป็นบ้าคลั่ง ดัชนีนิกเกอิ และ USD/JPY ที่เคยเคลื่อนที่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม ก็กลายเป็นเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน
         
Dow Jones and USD/JPY
คราวนี้เราลองมาดูความสัมพันธ์ระหว่าง USD/JPY และดาวน์โจนส์กันบ้าง จากสิ่งที่คุณอ่านก่อนหน้านี้คุรอาจคิดว่า USD/JPY และ ดาวน์โจนส์ต้องมีความสัมพันธ์กัน อย่างไรก็ดี เมื่อดูชาร์ตด้านล่างคุณจะทราบว่ามันไม่เชิงว่าจะเป็นเช่นนั้น เหมือนว่าความสัมพันธ์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก


ลองดูที่ดาวน์โจนส์ มีการดีดตัวขึ้นมาที่ 14,000 เมื่อปลายปี 2007 ก่อนที่จะร่วงลงมา ในปี 2008 และในเวลาเดียวกัน USD/JPY ก็ร่วงลงมาด้วย แต่ลักษณะการเคลื่อนที่ไม่รวดเร็วเหมือนดาวน์โจนส์
สิ่งนี้สามารถเตือนเราได้ว่า เราต้องคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน ควบคู่กับเทคนิคอล และ ความเชื่อมั่นของตลาดเสมอ อย่าใช้แค่ความสัมพันธ์ของตลาด เพราะมันไม่สามารถการันตีความแม่นยำได้





ขอบคุณข้อมูลจาก babypips.com
แปลโดย PipsHunter THFX

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Buy Low and Sell High?



นาย sandycarrot มาตั้งกระทู้ถามเทรดเดอร์คนอื่น ๆ ว่า ผมมักจะได้ยินคนพูดเสมอ ๆ ว่า “ให้ซื้อในจุดที่ต่ำที่สุด และ ขายในจุดที่สูงที่สุด” หรือ Buy Low Sell High นั่นเอง แต่ผมสงสัยว่าเราจะกำหนดว่าจะ Buy Low Sell High ได้ยังไง มีใครจจะอธิบายให้ผมพร้อมยกตัวอย่างให้ผมดูได้บ้าง 
คุณ Gumrai เข้ามาตอบว่า คำว่า Buy Low Sell High มักจะเป็นคำพูดของเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดเป็นกรอบของราคา แต่ผมเคยเห็นคนพูดว่า Buy High, Sell higher หรือ ถ้าซื้อในจุดที่สูงแล้วให้เซลในจุดที่สูงกว่าให้ได้ เป็นคำพูดของพวกที่ชอบเทรดแบบ breakout นะ เข้าประเด็นเลยละกัน คำพูดที่คุณดิ้นมาผมว่ามันพูดง่ายแต่เวลาทำจริง ๆ นะยากมาก สำหรับผมแล้ว ผมจะเลือกเทรดในช่วงการปรับฐานของราคาตาม ฟิโบแนนซี่ ผมไม่พยายามหาจุดที่ต่ำที่สุดหรือสูงที่สุดหรอก ผมจะเข้าในจุดที่ผมมองว่ามีความเป็นไปได้ในการทำกำไรเท่านั้น

คุณ kbp เข้ามาเสริมว่า ความเป็นไปได้ที่จะทำตามคำพูด Buy Low Sell High ต่ำมากนอกซะจากว่าจะโชคดีจริง ๆ เราไม่มีทางเข้าออเดอร์โดยไม่ลบได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้เลย
คุณ Parox พูดว่า คำว่า Buy Low Sell High เป็นคำพูดที่มีมานานแล้ว แต่ความจริงที่คำพูดนี้ไม่ได้บอกคือ High หรือ Low ที่ว่ามันอยู่ตรงไหน ผมเลยไม่ค่อยชอบคำนี้สักเท่าไหร่ สำหรับผมมันต้องคำนี้ “เทรนด์คือเพื่อนแท้ของคุณ”
คุณ hayseed เข้ามาเห็นด้วยกับ kbp แล้วเริมความคิดของเขาว่า มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำตามคำพูดนี้ แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็นสำหรับผมละ วิธีเทรดของผมที่ผมชอบคือผมจะปล่อยให้กราฟมันแสดงพฤติกรรมออกมาก่อนนิดนึงเหมือนกับการโผล่หางออกมาก่อนนะ จากนั้นก็ล่อเลย ล่อรัว ๆ เลยเหมือนอย่างในรูปที่ผมแนบมาด้วยเนี่ย จะเห็นว่าผมซอยถี่ยิกจนถึงหยดสุดท้ายเลยทีเดียว มันสะใจผมโครต ๆ เลยอะ บอกตรง ๆ ฮ่า ๆ  คิดอะไรง่าย ๆ เข้าไว้ไม่ต้องไปทำอะไรให้มันยุ่งยากเชื่อผมแล้วจะดีเอง
อันนี้เป็นตัวย่างรูปจริง ๆ ของคุณ hayseed

คุณ hedging บอกว่า ถ้าจะให้ง่าย ๆ ในการหา Buy Low Sell High ก็ลองเริ่มจากการใช้ Time Frame 4 ชั่วโมงแล้วใส่ Zigzag เข้าไปแล้วคุณจะเห็นเองว่า High กับ Low อยู่ไหน จากนั้นคุณก็หาจุดเข้าเอาตามใจชอบได้เลย แต่ส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อคำพูดนี้เลย ถ้าคุณมัวแต่ทำตามคำพูดนี้นะ ผมเชื่อว่าไม่นานคุณได้ถังแตกแน่นอน

คุณ Binaryex เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมชอบคำว่า buy high sell higher มากกว่านะ มันได้ผลทั้งทางการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐานสำหรับผม เวลาผมดูกราฟมันมักจะขึ้นยาว ๆ 6 เดือน ซึ่งผมจะเริ่มเข้าในเดือนที่ 2 (สงสัยรายนี้จะชอบเทรดยาว)
คุณ Greeneyez คิดต่างนิดนึง เค้าบอกว่า ความจริงคำพูด Buy Low Sell High ก็ไม่ได้โกหกซะทีเดียวหรอก ถ้าคุณเข้าตรงที่เป็นแนวรับแนวต้านที่มีนัยสำคัญได้ นั่นละคืการ Buy Low Sell High ที่แท้จริง
จริงอย่างที่คุณ Greeneyez บอกครับ ความจริงคำนี้มันไม่ได้ไม่จริงซะทีเดียวแต่เทรดเดอร์หน้าใหม่ มักจะเข้าใจคำนี้ผิด ๆ มักจะคิดว่าการเทรดที่ดีเราต้องหาจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของราคาให้เจอให้ได้ก่อนแล้วค่อยเทรดซึ่งหากเทรดไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าใจเองว่าจุดเหล่านั้นมันไม่มีเพราะกราฟมันจะสร้างใหม่ไปเรื่อย ๆ คำพูดนี้เป็นคำพูดที่มาจากเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ในตลาดอยู่แล้วซึ่งความหมายของเขาก็คือ ให้หาจุดเข้าจากจุดที่เป็นแนวรับแนวต้านสูงสุดหรือต่ำสุดที่มีนัยสำคัญ ครับ เพราะแนวเหล่านั้นจะมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ราคากลับตัวได้ ผมจึงอยากแนะนำว่า หากจะตามหาจุดเข้าที่ตำแหน่งสูงสุดหรือต่ำที่สุดให้เปลี่ยนความคิดเป็นตามหาจุดเข้าที่เหมาะสมที่สุด จุดเข้าที่ตัวเองรับความเสี่ยงได้ จุดเข้าที่ตัวเองสามารถบริหารพอร์ตได้ว่าจะคัทตรงไหน จะเพิ่มออเดอร์ตรงไหนดีกว่าครับ
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$


CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=426186

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รูปแบบและการเทรด Gap


รูปแบบและการเทรด Gap

Gap คือช่วงราคาที่ไม่ต่อเนื่องกัน เราจะเห็นว่าราคาเกิดการกระโดดขึ้นหรือลงจนทำให้เกิดช่องว่างขึ้น ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของแรงซื้อกับแรงขาย ในตลาด Forex เราจะเห็น Gap กันเป็นประจำในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเปิด สาเหตุเพราะนักลงทุนต้องการซื้อหรือขายทันทีที่ตลาดเปิด หรือ ช่วงที่มีข่าวแรงๆ เมื่อเกิด Gap เราจะเรียก Gap ว่า Windows ซึ่งแนวที่เปิด Gap จะสามารถใช้เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่ดีได้ และหากเราเข้าใจถึงชนิดของ Gap ที่เกิดขึ้นก็จะทำกำไรได้เป็นอย่างดี Gap กระโดดขึ้นมักแสดงแนวโน้มขาขึ้น Gap กระโดดลงมักแสดงแนวโน้มขาลง ซึ่ง เราสามารถแบ่ง Gap ออกได้เป็น 4 อย่างดังนี้

1. Common Gap มักเกิดในขณะที่แนวโน้มของราคาเกิดการเคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง (Sideways) ในบางครั้งจะเกิดช่องว่างและจะมีการปรับตัวขึ้น-ลงเพื่อปิดช่องว่าง จึงไม่น่าสนใจ เพราะไม่สามารถบอกทิศทางได้

Common gap


2. Breakaway Gap เป็น Gap ที่เกิดจากการที่ราคามีการวิ่งทะลุ (breakout) ฝ่าแนวรับหรือแนวต้านไปได้หลังจากที่ราคาวิ่งเป็น Sideway พูดได้ว่า เป็นการพุ่งทะลุแนวรับ - แนวต้านหลังจากที่สะสมพลังในช่วง Sideway มาเต็มที่แล้ว อาจเห็นได้ในช่วงที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมต่างๆ แล้วพุ่งทะลุออกมา มักเกิดจากการที่ตลาดรอข่าว จึงวิ่งเป็น Sideway และเมื่อข่าวออกมา ก็มีแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาแบบถล่มทลาย จึงทำให้ราคากระโดดจนเป็น Gap ถ้าเกิด Gap ในลักษณะนี้ ให้หาจังหวะซื้อหรือขาย ตามทันที (โดยทั่วไปแล้ว เมื่อราคาวิ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้าน มักจะวิ่งกลับมาทดสอบที่แนวรับ - แนวต้านนั้นอีกครั้ง หรือที่เราเรียกว่า การ "ปิดแก๊บ"  แต่บางครั้งถ้ามีการซื้อหรือขายที่มีปริมาณมากๆ แบบมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกระแสข่าวที่ออกมาแรงมากเป็นต้น ราคาก็อาจจำไม่กลับมาทดสอบ แต่มันจะวิ่งไปเลย)

Breakaway Gap

3. Runaway Gap หรือ Measuring Gap เป็น Gap ที่มักเกิดหลังจากเกิด Breakaway Gap  ซึ่งเมื่อเกิด Runaway Gap ขึ้น ก็จะเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของทิศทางราคานั้นๆ แม้ว่าปริมาณการซื้อขายจะอยู่ในระดับปานกลาง ไม่มากนัก แต่ก็คาดได้ว่า ราคาจะวิ่งไปอีกประมาณ 1-2 เท่าตัวเมื่อวัดจาก Breakaway Gap (ตัวอย่างตามภาพ)

Runaway Gap


4. Exhaustion Gap เป็น Gap  ที่ต้องระวัง เพราะเป็นการกระโดดขึ้นหรือลงเป็นครั้งสุดท้ายของราคา เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มหมดแรง และจะมีการเปลี่ยนทิศทางในไม่ช้าด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นจนทำให้ราคาที่วิ่งต่อไปมีลักษณะเป็นกลุ่ม จนมีลักษณะเหมือน เกาะกลางทะเล หรือที่เรียกว่า Island reversal ดังนั้นเมื่อเจอ Gap แบบนี้ก็ควรจะเตรียมตัวออกจากออเดอร์ และ เมื่อมีการคอนเฟิร์ม ก็เข้าออเดอร์ในทิศทางใหม่ตามไป ในการพิจารณา Gap ประเภทนี้เราควรพิจารณา Oscillators ต่างๆ ดูการ Overbought  หรือ Oversold ประกอบด้วย เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น เพราะExhaustion Gap มักเกิดในช่วงที่ราคาเป็น  Overbought  หรือ Oversold หรืออาจเกิด Divergence ร่วมด้วย
Exhaustion Gap

Island Reversal  คือรูปแบบการกลับตัวของราคา โดยมี Gap 2 ชนิดรวมอยู่คือ ครั้งแรกจะเกิด Exhaustion Gap ก่อน อนื่องจากทิศทางเดิมนั้นอ่อนแรงลงแล้ว อาจจะมีการเทซื้อ หรือ ขายทิ้งเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ราคากระโดดไปจนเกิด ช่องว่างของราคาขขึ้น แล้วหลังจากนั้น ก็จะมีการซื้อขายที่หนาแน่นกลับเข้ามา ทำให้ราคาเกาะตัวกันเป็นกลุ่ม และสุดท้าย เกิด Breakaway Gap ขึ้นมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับแนวโน้มเดิม ทำให้เราเห็นลักษณะราคา เหมือนเป็น เกาะกลางทะเล จึงเรียกกันว่า Island Reversal 

 Island Reversal



Credit http://www.thaiforexschool.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Basic Course Forex

นี่คือ Basic พื้นฐาน ของการวิเคราะห์กราฟในตลาด Forex นะครับ



นี่คือตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟของ Web welove Forex ต้องขอบคุณวิดีโอมากๆที่ทำให้มือใหม่อย่างพวกเราได้ทำกำไรกับแบบง่ายๆ ไม่ต้องคอยศึกษาเอง.... อิอิ

ต่อไปคือการใช้เครื่องมือพื้นฐาน การใช้ Macd 




ขอบคุณ สำหรับ VDO ดีๆ แบบนี้ คัฟ

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Corrective Wave รูปแบบของการปรับฐาน จบหรือยัง ดูอย่างไร?



เป็นสัจธรรมของทุกอย่างในโลกนี้นะครับ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนว่าด้วยเรื่องโลกธรรม 8 ประการ
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ สรรเสริญ นินทา


ทุกอย่างในโลกมีของคู่กัน ตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อมีตลาดขาขึ้น ก็ย่อมมีตลาดขาลง เช่นกัน
กว่าหลายร้อยปีมาแล้ว ที่นักลงทุนในตลาดพยายามหาสัญญาณ และหาเหตุผลต่างๆเพื่อนตรวจสอบและตรวจจับสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มของตลาด จากขาขึ้นเป็นขาลง หรือจากขาลง เป็นขาขึ้น และหนึ่งในเครื่องมือ ซึ่งเหมือนเป็นลายแทงในการดูการเปลี่ยนเทรน ก็คือ การดูรูปแบบของการเคลื่อนไหวของราคา (Pattern)
บทความนี้ขอพูดถึงเหตุการปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย เพื่อเป็นกรณีศึกษา เนื่องจาก ตลาดหุ้นไทยในรอบที่ผ่านมา ไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,649 จุด แล้วเกิดแรงเทกระจาดลงมา จนมายืนตรง 1,400 จุด ณ ปัจจุบัน (วันที่ผมเขียนคือ 22 มิ.ย. 56)
ไม่ว่าหุ้นในตลาดไหนจะดีขนาดไหน การปรับฐานย่อยเล็กๆน้อยๆ จะเกิดขึ้นตลอดทาง และเพื่อให้มีแรงขยับขึ้นไปได้รุนแรง ก็ต้องมีการปรับฐานรุนแรง เพื่อเขย่าเอานักลงทุนที่วิ่งเข้ามาหวังเพียงแค่เก็งกำไรออกไป ให้เหลือแต่ผู้ที่มั่นใจ หรือผู้ที่กล้าวิ่งไปตามแนวโน้มเพื่อเก็บกำไรก้อนใหญ่
ใน Elliott Wave Theory นั้น มีกล่าวถึงรูปแบบการปรับฐาน ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายแบบ แต่ไม่ยากที่จะจดจำเพื่อเป็นลายแทงในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ต และทยอยสะสมหุ้นกลับเมื่อถึงเวลาอันควรนะครับ เริ่มแรก Elliott มองว่า ขาขึ้นราคาหุ้น หรือดัชนี จะประกอบด้วย 5 คลื่น (1-2-3-4-5) และขาลง ประกอบด้วยคลื่น 3 คลื่น (a-b-c) ตามรูป
และในคลื่นหลัก แต่ละคลื่น ก็อาจประกอบไปด้วยคลื่นย่อยอีกหลายคลื่น โดยปกติ ในแง่ของการใช้ Elliott Wave ผมจะนับเฉพาะคลื่นลูกใหญ่ที่นับได้เท่านั้นพอ ไม่อย่างนั้น ไปนั่งนับคลื่นเล็กๆน้อยๆเสียเวลาครับ นับผิดนับถูกก็ไม่มีทางรู้ เพราะฉะนั้น เอาแค่ภาพกว้างๆก็พอ
ในขาลง (a-b-c) ฝรั่งเรียกขาลงนี้ว่า Corrective Wave เขาบอกว่า ขาลงประกอบด้วยคลื่น 3 ลูก
a จะเป็นคลื่นขาลงลูกแรกที่ลงเร็ว ลงแรง แบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งโดยปกติ ดัชนี หรือราคาหุ้น จะส่งสัญญาณก่อนกลับตัวด้วย Bearish Divergence ใน Indicator สำคัญๆอย่าง MACD หรือ RSI มาก่อนหน้านี้
b ภาษาง่ายๆ เราเรียกว่า รอบเด้ง เนื่องจาก a นั้นลงมาแรงและเร็วเกินไป นักลงทุนในตลาดที่ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อดัชนี จะยังทยอยสะสม และซื้ออยู่ เพื่อหวังว่าดัชนีจะมีโอกาสขึ้นไปผ่านจุดสูงสุดเดิมก่อนที่จะลงมายังคลื่น a
c เป็นคลื่นสุดท้าย ที่มีจุดสังเกตุคือ คลื่น b ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ (Lower High) นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่จะเริ่มรู้แล้วว่า ตลาดเริ่มตันๆ ข่าวร้ายจะเริ่มมาบ่อย และหนักขึ้น จนเกิดแรงขายอีกรอบ
ต่อมา Corrective Wave บอกว่า รูปแบบการปรับฐาน เกิด a-b-c เนี่ยแน่ๆ แต่ a-b-c ก็มีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีตามนี้
Zigzags (5-3-5)
ก็คือ คลื่น a จะมี 5 คลื่นย่อย คลื่น b จะมี 3 คลื่นย่อย และ คลื่น c จะมี 5 คลื่นย่อยอีกที ซึ่งคลืน c จะลงมาต่ำกว่า a เสมอ แต่จะต่ำได้เท่าไหร่ ต้องใช้ fibonacci Retracement มาพิจารณาประกอบกับการดู Divergence ใน Indicator ประเภทอื่นๆ
Flats (3-3-5)
ต่างจาก Zigzag คือ คลื่น a มีแค่ 3 คลื่นย่อย และมีโอกาสที่คลื่น c อาจไม่ต่ำกว่าคลื่น a แล้วดีดขึ้นทันทีเป็นรูปแบบ Double Bottom (ในอดีตช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยเราชอบ Corrective Wave รูปแบบนี้มาก เกิดมาแล้วหลายครั้ง)
ขอหยุดแค่ สองรูปแบบนี้ก่อนนะครับ เพราะฉะนั้น หากดัชนีเข้าสู่ขาลง การปรับฐานจากคลื่น a เรานับคลื่นได้แค่ 3 คลื่นย่อย ให้สมมติฐานว่า Corrective Wave เป็นแบบ Flats โอกาสที่คลื่น c จะลงไปต่ำกว่า จุดต่ำสุดของ a อาจไม่มาก แต่ถ้าเมื่อไหร่ นับได้ 5 คลื่นย่อยในคลื่น a ก็ตัดรูปแบบ Flats ไปได้เลย งั้นไปดูอีก 2 รูปแบบ
Triangles (3-3-3-3-3)
รูปแบบนี้ เกิดจากการที่ข่าวร้ายที่ออกมา หรือความกังวลของนักลงทุนในการเทขายยังไม่มาก ทำให้มีพลังสะสม เกิดเป็นกรอบ Sideway ออกข้าง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบตามภาพ กรณีนี้ จะเกิดเมื่อ ตลาดต้องการใช้เวลามีการตรวจสอบข้อมูล หรือมีประเด็นสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และทำให้เกิดการสู้กันระหว่างนักลงทุนที่มองว่า มีโอกาสไปต่อ กับนักลงทุนที่ต้องการขายเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งสุดท้าย ฝั่งไหนชนะ ก็จะหลุดออกจากกรอบฝั่งนั้น แล้วเริ่มขาขึ้น หรือ ชาลงรอบใหม่
Double threes and triple threes (combined structures)

เป็นรูปแบบของ Corrective Wave ที่ใช้ระยะเวลานานที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่นๆ โดยช่วงแรกของขาลง จะเป็นแบบ Flats (3-3-5) และเมื่อจบคลื่น c ของ Flats จะมีความพยายามดีดกลับเป็นขาขึ้น แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปทดสอบจุดเดิมได้ (Any Three) แล้วปรับฐานอีกรอบด้วย Triangles (3-3-3-3-3) หรือ Zigzag อีกที
เพราะฉะนั้น ในคลื่น a คลื่นแรก จากจุดสูงสุดของขาขึ้น หากนับได้ 5 คลื่น จะถือเป็น Corrective Wave ที่ง่ายในการอ่านทิศทางที่สุด เพราะรู้แน่ๆว่าเป็น Zigzag แต่ถ้าเป็น 3 คลื่นย่อยใน a โอกาส อาจจะเป็น Flats หรือ Triangles หรือ Double threes and triple threes ก็ได้
มาวันนี้หากนับคลื่นย่อยในขาลงคลื่น a (ดูรูปด้านล่างประกอบ)
หากเจาะ TF ไปดูราย 15 นาที จะนับได้ 5 คลื่นย่อยในคลื่น a (รูปนี้ผมนับไว้ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย.)
ก็แปลว่า Corrective Wave ที่เราเจออยู่นี้ น่าจะเป็นแบบ ZigZag และจุดต่ำสุดในคลื่น c น่าจะมีโอกาสลงมาต่ำกว่า 1,353 จุด (Low เดิมของคลื่น a) เมื่อเห็นอย่างนี้ นักลงทุนที่ใช้ Elliott Wave เป้นแนวทางในการบริหารพอร์ต จะลดพอร์จในคลื่น b หรือขาเด้ง นี้ และไปรอที่ระดับต่ำกว่า 1,353 จุด ในการเริ่มทยอยสะสมใหญ่
มาดูกันครับว่า Elliott Wave จะใช้ได้จริงกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้หรือไม่
ส่วนตัวแล้ว ผมก็ใช้เป็นแค่หนึ่งแนวทางในการประกอบการตัดสินใจ แล้วก็ไปดู Fundamental ไปใช้เครื่องมือทางเทคนิคตัวอื่น และดูการเกิด Bullish Divergence ประกอบการตัดสินใจทยอยสะสม เพราะถ้า Elliott Wave มันดีจริง ป่านนี้คงทั้งโลกก็คงจะใช้มันอย่างเดียว ไม่ต้องไปดูอย่างอื่นแล้ว ถูกไหม? ^^


Credit http://www.iammrmessenger.com

Trend Followers : เคลื่อนไหวไปกับแนวโน้ม ไม่ใช่ไปวิ่งไล่แนวโน้ม

เป็นที่ยอมรับกันว่า นักลงทุนในโลกนี้ ได้แตกแขนงสายการวิเคราะห์ออกเป็นสองสายหลัก นั้นคือ สายวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และสายนักวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) และเราก็ได้เห็นนักลงทุนสุดโต่งทั้งสองข้างที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในแนวของตัวเอง รวมถึงผู้ที่ใช้ประโยชน์จากแนวทางทั้งสองวิธีมาปฏิบัติร่วมกัน และสร้างผลตอบได้ดีไม่แพ้การเลือกวิเคราะห์แต่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง
อีกฟาก ผมกลับเห็นคนที่พยายามปกป้องแนวคิดการลงทุนของตัวเอง แข่งกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายกลายเป็นสร้างศัตรูขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ทำไมนักการเมืองทั้งโลกทะเลาะกัน นั้นก็คือ “ทิฐิ” ที่กินไม่ได้ และไม่ได้เท่ห์ เหมือนโฆษณา ทรอส โรลออน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน (อ้าว รู้อายุเลย – -”)
ใครจะเถียง ก็ให้เขาเถียงกันไปนะครับ ผมไม่ขอร่วมวงด้วย เปลืองพลังงานเปล่าๆ เอาเป็นว่า แนวคิดของคนที่คิดไม่ตรงกับเรา มันไม่ใช่ความผิดเขา อย่าไปอินมาก ลำพังพอร์ตการลงทุนของเรา เอาตัวให้รอดก่อนดีกว่า
ปัจจุบันนี้ มีนักลงทุนสาย Hybrid คือ การผสมผสานแนวคิดระหว่าง Fundamental Analysis และ Technical Analysis อยู่พอสมควร หนึ่งในนั้น เขาเรียกตัวเองว่า “Trend Followers” หรือ ผู้ที่วิ่งไปพร้อมๆกับแนวโน้ม
ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า เจ้าลัทธิ ของ Trend Followers เป็นใคร แต่ถ้าให้เดา ก็น่าจะเป็น Charles Darwin …. เกี่ยวไรหว่า
เพราะประโยคเด็ดที่ว่า
“It is not the strongest of the species that survive, nor the most intelligent, but the ones most responsive to change.”
ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ไม่ใช่ทั้งสปีชี่ส์ที่แข็งแรงที่สุด หรือฉลาดที่สุด ที่สามารถอยู่รอดมาได้ แต่เป็นสปีชีส์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุดต่างหาก
ที่คิดแบบนี้ เพราะหลักการของ Trend Following คือ หาแนวโน้มหลักให้เจอ แล้วเกาะไปกับแนวโน้มนั้นจนกว่ามันจะเปลี่ยนเทรน และสิ่งนี้มันคือหลักการพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วย
ข้อควรระวัง นักลงทุนส่วนใหญ่จินตนาการการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอนาคตไว้ และ Action ตามสิ่งที่ตัวเองคิด แล้วคิดว่า สิ่งที่ตัวเองทำ มันคือการลงทุนแบบใช้เทคนิคเคิลเข้าช่วย แต่นั้นกลับไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะ นักเทคนิค จะขยับตัวก็ต่อเมื่อ เกิดสัญญาณไปก่อนแล้ว ไม่ใช่นั่งเทียนเอาเองว่ามันจะขึ้น แล้วไปซื้อดักไว้ก่อน
สำหรับ Trend Following Style ก็มีแนวคิดเดียวกัน แต่ผสมผสานด้วยการตามกลิ่นเงิน หรือ Fund Flow ของนักลงทุนตัวใหญ่ๆ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของ Volume หรือมูลค่าการซื้อขาย เพราะคงามเชื่อที่ว่า คนที่เงินเยอะกว่าเรามากๆ อย่างนักลงทุนต่างชาติ กองทุน หรือ เจ้ามือ เขาน่าจะทำการบ้านมาดีกว่า มีข้อมูลที่ประกอบการตัดสินใจลงทุนมากกว่าเรา การจะซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน ก็จึงมีนัยสำคัญ และควรค่าแก่การตามติดไปเรื่อยๆ
การตามติด Fund Flow นั้น ดูๆไปก็เป็นวิธีที่มีทั้งศาสตร์ และศิลป์ บางทีผมก็รู้สึกเหมือนกับเป็นวิธี “มวยวัด” นั้นคือไม่มีกฏตายตัว ยกตัวอย่างเช่น
- ไปดูส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกับเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น
- ดูเงินเฟ้อของประเทศพัฒนาแล้ว เทียบกับดอกเบี้ยนโยบาย
-  อ่านเกมส์ทางการเมืองของยูโรโซน
- คาดการณ์การไหลของเงินจาก QE3 และ QE4
- ตรวจสอบเงินลงทุนสุทธิต่างชาติในตลาดเกิดใหม่
- ใช้ Technical จับสัญญาณบวกกับ การเพิ่ม/ลดของมูลค่าการซื้อขาย
ฯลฯ
การลงทุนแนวนี้ ข้อดีก็คือ มีความสนุกอยู่ และขยายความรู้รอบตัวของเราให้กว้างออกมา แต่ก็ต้องใช้เวลาอยู่กับข้อมูลมหาศาลทีเดียว ดังนั้น การคัดกรองข้อมูลในการตัดสินใจ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ถามว่า ที่พยายามหาไปทั้งหมด เพื่ออะไร? ก็เพื่อให้รู้ว่า แนวโน้มหลักแล้ว ราคาหรือดัชนีจะเคลื่อนไปในทิศทางไหน เมื่อเราวิ่งไปถูกทาง ก็แปลว่า โอกาสทำกำไรมีสูงขึ้นแน่นอน
แต่ก็ยังมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อย เข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “เคลื่อนไหวไปกับแนวโน้ม”
ลองสังเกตดูเพื่อนข้างๆที่ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมานะครับ ตอนดัชนี 900 จุด บอกว่าแพง ขึ้นมาแรงจาก 380 จุด แล้ว ยังไงก็ต้องปรับฐาน
ผ่านมา 1,200 จุด ก็กังวลกับน้ำท่วม มาตอนนี้ 1,500 จุด บอก New High ในรอบ 18 ปี ไปได้ไม่ไกลหรอก แต่พอคิดผิดเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้ว่าตัวเองผิดเรื่อยๆ ด้วยความที่กลัวตกรถ กว่าจะได้ซื้อหุ้นจริงๆ ดัชนีอาจจะวิ่งไปถึง 1,700 จุดแล้วก็ได้ แบบนี้ ไม่ได้เรียกว่าเคลื่อนไหวไปกับแนวโน้มนะครับ แบบนี้ผมเรียกว่า “วิ่งไล่แนวโน้ม” เพราะแนวโน้มหลักมันเกิดขึ้นมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเริ่มซื้อหุ้นตอนนี้ แล้วบอกว่าตัวเองเป็น Trend Follower
อย่างที่ Charles Darwin ว่าไว้นะครับ จะอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการปรับตัว เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ไม่ใช่คิดได้อย่างเดียวคือ ถือยาว เดี๋ยวมันก็ขึ้น หรือ มัวแต่เก็งกำไรระยะสั้น ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำซักที ถึงคราวเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา หุ้นร่วงทีเดียว คืนกำไรให้ตลาดหมด มันน่าเสียดายนะ
จำได้ พร้อมปรับตัว เปลี่ยนแปลง และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา ไม่ช้าก็เร็ว :)

Credti http://www.iammrmessenger.com

เช็คความพร้อมก่อนการลงทุน

คำว่า ประสบการณ์ มันเกิดจากกระบวนการคิดและวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เราประสบพบเห็นมา แล้วพยายามตอบสนองมันในทิศทางที่เราเชื่อว่าจะเป็นผลดีกับเรายิ่งขึ้น หากเจอกับเหตุการณ์ประเภทนั้น หรือคล้ายคลึงกันอีกครั้ง แต่หากเราเอาแต่พยายามเรียนรู้ปัจจัยภายนอก ตามอัพเดทข่าวสาร อยู่เรื่อยๆ โดยที่ไม่เรียนรู้สิ่งที่สำคัญกว่า ต้องระวังจะเสียเวลาไม่คืบหน้าใดๆในการลงทุนนะครับ
ในช่วง แรกๆ ผมเสียเวลากับการนั่งหาสูตรสำเร็จของการลงทุน และต่อมาค้นพบว่า ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆเลยหากคุณประสบความสำเร็จจากการลงทุน
สาเหตุเกิดจาก ตลาดทุน ตลาดหุ้น ก็ล้วนอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา มันแปรปรวนไปเรื่อยตามเหตุและปัจจัย อยากที่จะคาดการณ์และเดาทิศทางได้ และที่น่าตลกคือ มันทำให้เราเป็นทุกข์ โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้น ตลาดทุน ตลาดหุ้น ก็เป็นแหล่งสร้างผลตอบแทน เพื่อความมั่นคงในชีวิตบั้นปลายของเรา มันจึงเชื้อเชิญและยั่วยวนเหลือเกินสำหรับนักแสวงหาโอกาสที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน โดยที่หวังว่า เมื่อมีเงินมากขึ้น ความสุขก็น่าจะตามมา แต่ โรเบิร์ต คิโยซากิ เคยกล่าวไว้ในหนังสือเบสเซลเลอร์ของเขาที่ชื่อ Rich Dad Poor Dad ไว้ว่า “ถ้าคุณเป็นคนไม่มีความสุขอยู่ก่อนหน้านั้น การมีเงิน ก็ไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น” ดังนั้น เราคงต้องมาปรับเข็มทิศกันก่อนนะครับ
ผมมี Checklist 10 ข้อ ให้ทุกคนที่ตั้งใจจะเข้าไปลุยในตลาดหุ้น ว่าคุณพร้อมที่จะวิ่งเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ตามไปดูเลยครับ
1. คุณมีเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวที่ชัดเจนแล้วใช่ไหม?
2. คุณยอมรับโอกาสที่จะขาดทุนได้ใช่หรือเปล่า หากภาวะการลงทุนไม่เอื้ออำนวย?
3. เงินที่คุณนำมาลงทุน เป็นเงินเย็นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นใช่หรือไม่?
4. คุณรู้จักหุ้นที่คุณกำลังจะลงทุนเป็นอย่างดีแล้วใช่ไหม?
5. คุณรู้วิธีการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกหุ้นอย่างน้อยก็ 1 วิธีในหัวแล้วใช่หรือไม่?
6. คุณเข้าใจระบบ และวิธีการลงทุนตามขั้นตอนของตลาดหลักทรัพย์แล้วใช่หรือไม่?
7. คุณเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่จะให้บริการคุณแล้ว และเข้าใจค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนแล้วใช่หรือไม่?
8. คุณมีแหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจลงทุนใช่หรือไม่?
9. สิทธิต่างๆที่ได้รับจากการลงทุนหุ้น คุณรู้จักแล้ว ศึกษามาแล้วใช่ไหม?
10. คุณพอมีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนพอสมควรอย่างน้อยเดือนละครั้ง (สำหรับนักลงทุนระยะยาว) ใช่หรือไม่?
ถ้าคุณสามารถตอบว่า “ใช่” จากคำถามทั้งหมด 10 ข้อข้างต้นได้ นั้นก็หมายความว่า คุณมีความพร้อมในการลงทุนในระดับที่ดีเลยครับ ที่น่าแปลกก็คือ เมื่อผมนำ 10 ข้อนี่ไปให้นักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้วในตลาดในปัจจุบัน กลับพบว่า เกินครึ่ง ไม่สามารถตอบว่า “ใช่” ได้ทั้งหมด 10 ข้อ
และแน่นอนครับ บางข้อที่คุณไม่ได้ตอบ เมื่อประสบปัญหาขาดทุน ข้อนั้นก็จะมาเป็นข้ออ้างให้คุณใช้แก้ตัวกับตัวเอง เช่น ฉันขาดทุนเพราะ ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร ฉันขาดทุนเพราะต้องใช้เงินด่วนเลยต้องขายขาดทุนออกมา ฯลฯ

Credit http://www.iammrmessenger.com

ไหนบอกว่าถือยาวแล้วจะได้กำไรไง? ไม่เห็นจริง!!

ก่อนลงสนามก็คือ มันไม่มีสูตรสำเร็จ 100% 
การลงทุนมันต่างจากหนังสือตำราเรียน และการทำงานในองค์กรอยู่หลายประเด็น สำหรับนักศึกษา พอได้เรียนวิชา Finance ซัก 2-3 ตัว ก็มักจะอยากลองของจริง และพยายามเอาความรู้ที่ตัวเองได้มาใช้ในสนามนั้น
สำหรับพนักงานกินเงินเดือน ด้วยงานประจำ(บางคน) เป็นงานที่มีกระบวนการทำงานชัดเจน มีขั้นมีตอน ชี้ถูกได้ ชี้ผิดได้ ทำอย่างนี้อยู่ซ้ำไปซ้ำมาทุกวันๆ ก็พลันนึกไปว่า เรื่องอื่นๆในชีวิตมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่เปล่าเลยครับ ชีวิตจริง มันยิง่กว่าในนิยายซะอีก
สิ่งหนึ่งที่ตำรา และกูรูที่ประสบความสำเร็จในวงการมักบอกเราๆท่านๆอยู่เสมอก็คือ “การลงทุนระยะยาว เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง และสบายกว่าการลงทุนในระยะสั้น”
และคำถามที่เจอบ่อยเหลือเกินก็คือ “ไหนบอกว่าถือยาวแล้วจะได้กำไรไง ไม่เห็นจริง” ลองพูดมาแบบนี้ รู้ทันทีว่า พอร์ตขาดทุนอยู่ชัวร์!!
ก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า การลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว งั้นเราลองสำรวจตัวเองกันหน่อยว่า ถือยาวแล้วไม่กำไรเพราะอะไร?
1. ถือยาว แต่ถือผิดตัว – กรณีนี้ เกิดจากการทำการบ้านมาไม่มากพอ หรือใช้วิธีซื้อตามผีบอก โดยขาดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองลงทุนในเชิงลึก กรณีนี้ สินทรัพย์ตัวที่คุณถือ อาจจะดีในช่วงที่คุณได้ยินมา แต่เวลาผ่านไป ปัจจัยพื้นฐานอาจเปลี่ยน และผีตนนั้นก็ลืมบอกคุณไป (หรือบางทีเขาก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน – -”) อาการนี้ แก้ได้ด้วยการ เชื่อการวิเคราะห์ของตัวเอง อย่าไปเชื่อคนอื่น ถึงแม้เขาจะเก่งจริงๆก็ตาม
2. ถือยาว แต่ลืมดูแล – กรณีนี้ แถวบ้านเรียกว่า ซื้อทิ้ง … กะทิ้งไว้ให้ลูกให้หลายในอนาคตไปเลย สาเหตุเกิดจาก พอได้ยินคำกูรูปั๊บ ก็นำไปปฏิบัติทันที เลยลืมตรวจสอบประวัติกูรูทั้งหลายว่า กลยุทธ์หลักของเขาคือถือยาว แต่จริงๆแล้ว มีการขายทำกำไร เมื่อปัจจัยต่างๆเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น Warren Buffett ขายล้างพอร์ตหุ้น PetroChina เดือน ต.ค. ปี 2007 ซึ่งตอนนั้น ใครๆก็มองว่า อนาคตไปได้อีกยาวไกล แต่แล้วก็ดูตามกราฟครับ (ผู้อ่านสามารถกลับไปอ่านเนื้อข่าวและบทสัมภาษณ์ของปู่ ณ ตอนนั้นได้ที่ http://goo.gl/dR0Lg
กูรูทั้งหลาย เขาก็มีการลดพอร์ต มีการเพิ่มพอร์ตตาม Cycle ของธุรกิจ และมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายตัว ไม่ใช่มีเงินเท่าไหร่ ก็ตั้งหน้าตั้งแต่ใส่เงินเข้าไปลูกเดียว อาการนี้ แก้ไขได้ด้วยการอ่านแนวคิดของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จให้ละเอียดขึ้นซักเล็กน้อย และปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่า ถือยาว ก็ยังต้องดูแล ยังต้องเทคแคร์ (เหมือนจีบสาวนั้นหล่ะครับ ไม่ดูแลให้ดี เขาจะหนีไปหาคนอื่นนะเออ)
3. ถือยาว แต่ใส่เงินน้อยไป – กรณีนี้ ผมเห็นจากพอร์ตการลงทุนของหลายๆคนเลย นั้นก็คือ จะลงทุนยาว แต่ไม่กล้าใส่เงินเข้าไปเยอะ ทั้งๆที่ทำการบ้านมาดี แต่พอแบ่งพอร์ตมาลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูง หลังกำไรระยะสั้น กลับกระโดดลงไปเล่นอย่างผีพนัน เป็นงี้ก็เหนื่อยสิครับ
ลองคิดดูนะ สมมติ ลงทุนหุ้น ADVANC ที่ราคา 120 บาท มา ณ วันนี้ ก็กำไรไปแล้ว 62% แต่ลงทุนไปแค่แสนเดียว แต่พอเจอหุ้นเหวี่ยงโหดๆ หวือหวาอย่างเช่น ITD เคาะไม้หนึ่งที 200,000 – 300,000 หุ้น
ADVANC ได้กำไรมา 62,000 บาท แต่เล่น ITD เสียไปรอบละ 5% ซัก 2 รอบก็พอ … ที่พยายามถือ ADVANC มา ก็แปลว่ากำไรหายหมดทันที
อาการนี้ แก้ได้ด้วยการ จัดการบริหารเงิน แบ่งพอร์ตการลงทุนตั้งแต่แรกเริ่ม (Money Management และ Asset Allocation) คุณต้องบอกตัวเองไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า พอร์ตการลงทุนระยะยาว ควรจะมีเกิน 50% ขึ้นไป ในขณะที่การเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ควรมีสัดส่วนที่มากเกินไป (<20%) เพราะจะทำให้ผลตอบแทนคาดหวังในระยะยาวของคุณเบี่ยงเบนไปจากการลงทุนที่มีโอกาสผิดพลาดสูง
สุดท้ายแล้วครับ อันไหนแก้ได้ก็แก้ แต่คุณจะไม่ต้องแก้ที่วิธีการเลย ถ้าคุณวางใจเรื่องจากลงทุนให้เป็น
นั้นก็คือ หากคุณเข้าลงทุนด้วยความโลภนำหน้า… แรงขับจากจิตใจ ความอยากได้ อยากมี จะเข้ามาบดบังเหตุและผลที่คุณควรใช้ประกอบการตัดสินใจทันที
เพราะฉะนั้น ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอะไร ถามตัวเองก่อนครับว่า เราลงทุนด้วยความอยากในใจ หรือ เราลงทุนด้วยความรู้ที่เรามี

Credit http://www.iammrmessenger.com