exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทวิเคราะห์พิเศษSpecial Post แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทวิเคราะห์พิเศษSpecial Post แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กลยุทธ์การตั้ง Stop Loss (จุดขาดทุน)

"ทำไมราคาวิ่งมาชน Stop loss (SL) ของเราอีกแล้ว" นี่น่าจะเป็นคำถามที่เทรดเดอร์ถามตัวเองแบบเซ็งๆเป็นประจำเมื่อออเดอร์ของเราโดน SL
ที่มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ตลาดจะทำทุกอย่างที่มันอยากจะทำ เคลื่อนไหวไปในทางที่มันอยากจะไป เทรดเดอร์ต้องเจอกับความท้าทายใหม่ๆทุกวัน ส่วนมาก็จะเป็นในเรื่องของการเมืองทั่วโลก เหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กระทั่งข่าวลือที่เกี่ยวกับธนาคารกลางที่สามารถทำให้ราคาวิ่งไปในทิศทางไหนก็ได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยที่คุณไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นก็หมายความว่า จะต้องมีเทรดเดอร์บางคนที่เปิดออเดอร์ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับราคาตลาด และต้องเสียเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถควบคุมได้ว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น เราสามารถปิดออเดอร์เพื่อตัดการขาดทุนในตอนนั้นเลย หรือว่าคุณจะนั่งรอคอยความหวังว่าราคามันจะกลับมาในที่ที่คุณต้องการ และถ้ามันไม่กลับมาอย่างที่คุณหวังไว้แล้วคุณปล่อยไปอย่างนั้นเรื่อยๆโดยไม่มีการตัดสินใจ พอร์ตของคุณก็อาจจะสะอาดได้ (ล้างพอร์ต)
คำพูดที่ว่า  "Live to trade another day!" น่าจะเป็นคำขวัญของเทรดเดอร์มือใหม่ทุกคน เพราะ ยิ่งคุณอยู่รอดได้นานเท่าไหร่ คุณก็สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น และนั่นก็จะเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จของคุณด้วย
กลยุทธ์การเทรดอีกอย่างที่สำคัญคือการ  "stop losses" ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่เทรดเดอร์ควรจะรู้ไว้เพื่อเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในการเทรด การที่มีการตั้ง SL นี้ นอกจากจะช่วยตัดการขาดทุนของคุณเพื่อให้มีโอกาสในการกู้สถานการณ์แล้ว มันยังช่วยขจัดความวิตกกังวลที่เกิดจากการสูญเสียในการเทรดโดยไม่ต้องวางแผนด้วย และความเครียดที่ลดลงมันก็เป็นผลดีในการเทรดของคุณด้วย
จุด SL ควรจะเป็นจุดที่ "ลบล้างความคิด" ในการเทรดสำหรับออเดอร์นั้นๆของคุณ ดังนั้นเมื่อราคามาถึงจุด SL มันก็น่าจะเป็นสัญญาณว่า "มันถึงเวลาที่ต้องออกจากออเดอร์นี้แล้ว"
การตั้งจะ SL นั้นมี 4 วิธี ที่เราสามารถเลือกใช้ได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน หรือเลือกแล้วแต่ความถนัดของเรา
1. หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน
2. หยุดตามรูปแบบของกราฟ
3. หยุดตามความผันผวน
4. หยุดตามเวลา


1. หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน
การตั้ง SL แบบนี้เป็นการตั้ง SL แบบพื้นฐานที่สุด โดยใช้การกำหนดความเสี่ยงจากสัดส่วนของเงินทุนที่อยู่ในบัญชี อย่างเช่นว่า เราเต็มใจที่จะเสี่ยงขาดทุนได้ที่ 2% ต่อการเทรดในแต่ละครั้ง แต่ว่าเทรดเดอร์ทุกคนจะยอมรับความเสี่ยได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะรับความเสี่ยงได้ถึง 10% ในขณะที่บางคนอาจจะยอมเสี่ยงได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น
และในการตั้ง SL คุณควรจะตั้งตามสภาวะของตลาด หรือตามกฎของระบบเทรดของคุณ ไม่ใช่ว่าตั้งตามจำนวนเงินที่คุณจะยอมสูญเสียได้
สับสนมั้ยคะ :) งั้นเรามาดูตัวอย่างกัน
นายแดง มีบัญชีมินิ ที่มีเงินอยู่ $500 และ ขนาด Lot size ที่เขาสามารถเทรดได้คือ 10k ( ในบัญชีมินิ 10k เท่ากับการเทรดที่ จุดละ $1) แดงต้องการที่จะเทรด GBP/USD และเขาเห็นว่าราคาวิ่งอยู่แถวๆแนวต้านที่ระดับ 1.5620 เขาจึงต้องการที่จะเซล และตามกฎการลงทุนของเขาคือ เขาจะไม่เสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนในการเทรดแต่ละครั้ง และสำหรับการเทรดที่ขนาด 10k ของ GBP/USD แต่ละจุดมีค่า $1 และ 2% ของเงินในบัญชีแดงเท่ากับ $10 ดังแดงก็จะตั้ง SL ได้มากที่สุดที่ 10 จุด ดังนั้นแดงจะต้องตั้งจุด SL ของเขาไว้ที่ 1.5630

หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน

แต่ว่า GBP/USD มีการเคลื่อนไหวทีมากกว่า 100 จุดต่อวัน ราคาจึงอาจจะวิ่งมาชนจุด SL ของแดงได้อย่างง่ายดาย เพราะตำแหน่ง SL นั้นจำกัดด้วยการตั้งค่าความเสี่ยงจากเงินในบัญชีของเขา และเขาตัง SL ด้วยโดยยึดตามจำนวนเงินที่เขาสามารถสูญเสียได้ แทนที่จะกำหนดตามเงื่อนไขจากการเคลื่อนไหวของ GBP/USD

หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน

และในที่สุด ราคาก็วิ่งมาชน SL ของแดง เพราะว่าจุด SL ของเขาที่วางไว้น้อยเกินไป และนอกเหนือจากนั้นคือ เขาเสียโอกาสที่จะเก็บมากกว่า 100 จุดด้วย
จากตัวอย่างนี้คุณได้เห็นถึงอันตรายจากการตั้ง SL จากการใช้สัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน ที่บังคับให้เทรดเดอร์ต้องตั้งจุด SL ในระดับราคาที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดและอย่างในกรณีนี้ จุด SL ก็อยุ่ใกล้กับจุดเปิดออเดอร์มาก และเป็นการตั้ง SL ที่ไม่ได้ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคร่วมด้วยเลย (เห็นว่าใกล้แนวต้านก็ใส่เลย ไม่ได้วิเคราะห์อย่างอื่นร่วมเลย)
คุณรู้อยู่แล้วว่า คุณควรจะตั้ง SL ในระดับที่ราคาสามารถจะกลับตัวมาในทิศทางที่คุณคาดคิดไว้โดยไม่ชน SL ของคุณ แต่ในกรณีนี้ราคามันวิ่งไปชน SL เข้าแล้ว จึงหมดโอกาสที่จะทำกำไรได้ และ วิธีแก้ปัญหาสำหรับแดงก็คือ หาโบรคเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตร์การเทรดและเงินทุนของเขา
ในกรณีของแดง เขาควรแก้ไขโดยการหาโบรคเกอร์ที่เขาสามารถกำหนดขนาดการซื้อขายที่เล็กลง หรือแม้แต่สามารถกำหนดขนาดเองได้ อย่างเช่น สามารถเทรดที่ขนาด 1k ในคู่เงิน GBP/USD ได้ ซึ่งแต่ละจุด จะมีค่าเท่ากับ $0.10 ซึ่งจะทำให้แดงสามารถตั้งจุด SL ได้ตามเงื่อนไขความเสี่ยงของเขาได้อย่างสบายๆ แดงจะสามารถตั้งจุด SL สำหรับการเทรด GBP/USD ได้ถึง 100 จุด ในความเสี่ยงที่ 2% ของเงินในบัญชีของเขา และตอนนี้เขาก็สามารถตั้ง SL ให้เหมาะสมกับสภาวะของตลาด รวมทั้งเป็นไปตามกฎของระบบการซื้อขาย ตามแนวรับแนวต้านแล้ว


2. หยุดตามรูปแบบของกราฟ
วิธีการหาจุด SL อีกวิธหนึ่งที่เหมาะสมมากกว่าวิธีแรกคือ ตั้งตามรูปแบบของกราฟ เป็นการตั้ง SL โดยยึดตามสิ่งที่ที่ตลาดบอกเราด้วยรูปแบบของตัวมันเอง
เราสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาได้ ในบางครั้งราคาก็ดูเหมือนไม่สามารถที่จะวิ่งทะลุผ่านแนวรับแนวต้านนั้นๆ และก็มีบ่อยครั้งที่ราคาวิ่งผ่านแนวรับแนวต้านไปได้ในที่สุดหลังจากวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในกรอบแนวรับแนวต้านนั้นมาระยะหนึ่ง
การตั้งจุด SL ให้เหนือหรือต่ำกว่าระดับแนวรับแนวต้านนั้นก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในกรณีที่ราคาไม่ Break ระดับแนวรับแนวต้าน แต่ถ้าราคาสามารถ break กรอบราคานั้น ก็จะทำให้เทรดเดอร์อื่นๆเห่เข้ามาเล่นด้วยเมื่อเห็นการทะลุของราคา (Breakout) และเทรดเดอร์เหล่านั้นอาจจะทำให้ราคาวิ่งไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับออเดอร์ของคุณ(ที่เล่นอยู่ในกรอบราคา) ได้ และอย่างที่คุณทราวว่าเมื่อเวลาพักตัวอยู่ในกรอบราคานั่นหมายถึงการสะสมพลัง ซึ่งเมื่อราคาเกิดการ Breakout แล้วก็มีแนวโน้มมากที่ราคาอาจวิ่งพุ่งเป็นเทรนไปในทิศทางนั้นๆ  ต่อไปเรามาดูตัวอย่างการตั้ง SL อีกอย่างหนึ่งเมื่อเกิดการ Breakout ของราคา
จากตัวอย่างเป็นการตั้ง SL โดยยึดตามแนวรับแนวต้าน

หยุดตามรูปแบบของกราฟ

ตามภาพตัวอย่างเราเห็นได้ว่าราคามีการซื้อขายกันอยู่เหนือเส้นแนวรับ (สีดำ) และเมื่อราคาวิ่งทะลุผ่านแนวต้านด้านบน (สีแดง) ไปได้คุณก็คิดว่ามันการ Breakout ที่สวยงาม และคุณตัดสินใจที่จะซื้อตามแนวโน้มนั้น แต่ก่อนอื่นคุณต้องตั้งคำถามก่อนว่า ตรงไหนที่คุณจะตั้ง SL ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคาดคิดไว้ และเงือนไขอะไรที่จะบอกคุณได้ว่า ความคิดของคุณในการเข้าซื้อครั้งนี้ไม่ถูกต้อง

หยุดตามรูปแบบของกราฟ

ในกรณีนี้ การตั้ง SL ที่สมเหตุสมผมมากที่สุดคือ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับ (สำดำ) และเส้นเทรนไลน์ (สีแดง) และถ้าราคาวิ่งผ่านเส้นเทรนไลน์นี้ลงมาได้ ก็หมายความว่า มีแรงซื้อไม่พอและตอนนี้ผู้ขายเป็นฝ่ายควบคุมตลาด ดังนั้นความคิดของคุณในการเปิดออเดอร์ซื้อในครั้งนี้จึงเป็นความผิดพลาด และถึงเวลาที่คุณควรจะออกจากออเดอร์ของคุณและยอมรับการสูญเสีย คุณจะเห็นราคาวิ่งในลักษณะนี้ได้บ่อยมากในคู่เงิน EUR/USD







Credit:http://www.thaiforexschool.com

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

RSI VS Stochastic




ที่ Babypips นาย Proximus มาตั้งกระทู้ถามเรื่อง RSI กับ Stochastic เขาบอกว่าเขาได้ทดลองใช้ Stochastic มาระยะหนึ่งแล้วสำหรับเขาแล้วมันได้ผลมาก ๆ เลยผมเทรดได้ตั้ง 7 ใน 10 ครั้งแนะ แต่ผมก็ได้ยินมาว่ามีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่คล้าย ๆ กันนั่นคือ RSI แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ลองใช้มันสักที นอกจากนี้ผมยังเห็นว่ากรอบ over ของ RSI มันต่างจาก Stochastic แค่ 10 เอง Stochastic ใช้ 80 20 แต่ RSI ใช้ 70 30 ผมไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยทำให้ RSI มันวิ่งสมูธขึ้นหรือทำให้สัญญาณกลับตัวมันช้าลงกันแน่ ผมเลยมาตั้งกระทู้นี้เพราะอยากได้ข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ 2 ตัวนี้ว่าอันไหนดีกว่ากันอันไหนแม่นกว่ากันเพราะมันทั้งคู่ใกล้เคียงกันมาก ระหว่างให้สัญญาณที่เร็วแต่มีโฮกาสหลอกบ่อย กับ วิ่งช้าลงสักหน่อยแต่มั่นใจมากขึ้น อันไหนดีกว่ากันครับ
คุณ TheDayTrader เข้ามาตอบว่า ทั้ง Stochastic และ RSI เป็น Indicator ประเภทเดียวกันคือใช้วัดการแกว่งของราคาเหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะต่างกันเพียงนิดเดียวก็ตามแต่มันก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กันอยู่ผมแนะนำให้เลือกใช้เพียงตัวเดียวพอ แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจก็ลองใช้ทั้งคู่ไปก่อนก็ได้แล้วดูว่าตัวไหนเหมาะกับวิธีเทรดของคุณมากที่สุด พยายามปรับมันให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณแต่อย่าลืมว่าการตั้งค่าของอินดิเคเตอร์พวกนี้มันจะเปลี่ยนไปตามการเลือก Time Frame ที่เทรดด้วยหากเปลี่ยน Time Frame ที่ดูกราฟก็อาจจะต้องปรับค่ามันใหม่ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้ Stochastic ตั้งค่าไว้ที่ 8 3 3 ที่สุดแต่ถ้าคถณอยากได้ Stochastic กับ RSI รวมกันแล้วละก็ผมแนะนำ อินดิเคเตอร์ที่ชื่อ DT Oscillator นะ

คุณ GRIX FX ตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมชอบ Stochastic มากกว่านะเพราะมันเห็นภาพเวลาที่อินดิเคเตอร์ขึ้นไปชนเส้นได้ดีกว่า RSI ทำให้ผมสามารถกะ divergence ได้ดีกว่า
คุณ จขกท. หลังจากหายไปสักพักก็เข้ามาตอบว่า ดูเหมือนว่าคนใส่วนใหญ่ในกระทู้จะชอบ Stochastic มากกว่านะแล้วถ้าผมตั้งค่าเป็น 15 3 3 ละ มันจะทำให้ Stochastic สมูธขึ้นไหมและช่วยลดการ false breakout ได้มากขึ้นรึเปล่า
คุณ TheDayTrader เจ้าเก่าก็เข้ามาตอบว่า คำตอบของคำถามข้อนี้ของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดที่คุณใช้และ Time Frame ที่คุณเทรด ลองใช้วิธีนี้ดูสิครับ เอา Horizontal Line มาร์คจุด swing high, low ไว้หลังจากนั้นก็ลองปรับค่าของ สโต ของคุณให้มันใกล้เคียงกับจุดสวิงเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะจุดสวิงเหล่านี้มันจะหลายเป็นเหมือน Overbought/Oversold ไปอัตโนมัติเลยเมื่อเส้นใน สโต มันตัดกันตรง Overbought/Oversold มันก็จะหลายเป็นสัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือไปโดยอัตโนมัติ
จขกท. ก็กลับมาตอบว่า ผมเห็นด้วยครับแต่ใน Time Frame เล็ก ๆ อาจจะต้องใช้ค่า 8 3 3 เพราะยิ่ง Time Frame เล็กเท่าไหร่ ความมั่วขงอินดิเคเตอร์ก็จะเพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนว่าผมคงจะต้องตั้งค่า สโต ใน 1 ชั่วโมงและดูใน 15 นาทีไปด้วยหากเป็นไปตามที่คิด 15 นาทีน่าจะช่วยบอกสัญญาณกลับตัวให้กับ 1 ชั่วโมงได้ดังนั้นมันจึงจำเป้นมากที่จะต้องมองกราฟมากกว่า 1 Time Frame ขึ้นไป
นาย TheDayTrader ตอบว่า ใช่ครับการเทรดของผมก็อาศัยการดู Time Frame หลาย ๆ ตัวดูพร้อมกันเหมือนกันเช่นผมดู daily 4H 1H 15M ทุกการวิเคราะห์จะต้องตรงกันและจะเข้าเทรดใน TF 15 นาที
นาย wizard56 เข้ามาตอบว่า ความเห็นส่วนตัวนะครับผมว่า Stochastic จะวิ่งเร็วกว่า RSI เวลาที่ราคาเริ่มมีการเคลื่อนตัวแต่นั่นก็ทำให้ สโต มีข้อเสียคือมักจะให้สัญญาณหลอกบ่อย ๆ แต่ RSI ถึงจะช้าไปหน่อยแต่จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือกว่าดังนั้นผมเลยชอบ stochastic มากกว่าครับ

เป็นเรื่องที่ถกถึยงกันมานานเหมือนกันเรื่องหนึ่งระหว่าง Stochastic กับ RSI ว่าอะไรดีกว่ากัน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า RSI ดีกว่าแต่พักหลัง ๆ มานี่ผมว่าแล้วแต่สไตล์การเทรดและกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคนมากกว่า ใครที่ชอบ scalp ผมก็แนะนำว่า Stochastic จะเป็นคำตอบที่ดีกว่าแต่ใครที่ชอบเทรดเป็นวัน ๆไปหรือเก็บเป็นสวิงไปการใช้ RSI ก็น่าจะเหมาะกว่าสำหรับเทรดเดอร์คนนั้นการเอาอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator หรือวัดการแกว่งไปปรับค่าในมันสมูธขึ้นเพื่อลดสัญญาณหลอกของมันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากจะทำให้การอ่านค่าที่ปกติก็ช้ากว่าราคาอยู่แล้วมันช้าลงไปอีก และ การเอามันไปปรับให้เร็วขึ้นเพื่อหาสัญญาณเข้าที่ทันกราฟละก็ไม่มีทางเป็นไปได้ครับเพราะอินดิเคเตอร์คำนวณออกมาจากกราฟดังนั้นกราฟต้องวิ่งก่อนมันถึงจะคำนวณได้ครับ สรุปคือค่ามาตรฐานที่เค้าให้มาตั้งแต่แรกนั้นดีที่สุดแล้วครับ ส่วนตัวแล้วผมว่า Stochastic จะเหมาะกับ TF 1 นาที – 15 นาที เท่านั้นมันไม่เหมาะที่จะนำไปวิเคราะห์เทรนที่เป็นภาพใหญ่ ๆ วิ่งช้า ๆ อันนั้นเนี่ยถ้าใช้เป็น RSI หรือ MACD ไปเลยจะให้ผลที่ดีกว่าเพราะ Day Trader อย่างเรา ๆ คงจะไม่หาจังหวะเข้าจาก Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง Daily ใช่ไหมครับ





CREDIT
Source: http://forums.babypips.com/forextown/55282-rsi-vs-stochastic.html
แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pivot Point


เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ท่านรู้จัก คือ Pivot Point เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ เราอาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้ แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ
เจ้า Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในระยะสั้น สามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคา รวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย
ตัวอย่างหน้าตาของ Pivot point
Pivot point

การคำนวณหา Pivot point
การคำนวณ ระดับของ Pivot point และเส้นแนวรับ - แนวต้าน จะถูกคำนวณจากราคา  ราคาสูงสุด(H) , ราคาต่ำสุด(L) และ ราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้านี้ และตั้งแต่ที่ตลาด Forex มีการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดตลาดนิวยอร์ก คือ 04:00 EST เป็นเวลาปิดของตลาด
การคำนวณหา Pivot Point มีดังต่อไปนี้
Pivot point (PP) = (High + Low + Close) / 3

แนวรับแนวต้านที่ใช้ร่วมกัน จะถูกคำนวณหาจากค่าของจุด Pivot point ที่ได้อีกทีหนึ่ง
แนวต้านที่ 1 (R1) = (2 x PP) - Low
แนวรับที่ 1 (S1) = (2 x PP) - High

แนวต้านที่ 2  (R2) = PP + (High - Low)
แนวรับที่ 2   (S2) = PP - (High - Low)

แนวต้านที่ 3  (R3) = High + 2(PP - Low)
แนวรับที่ 3 (S3) = Low - 2(High - PP)

นี่คือหลักในหารคำนวณ แต่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณเหล่านี้เลย เพราะมีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณหาทุกอย่างให้คุณอย่างเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ Indicator ที่คุณสามารถนำมาใส่ในกราฟแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง และในบางโปรแกรมยังให้รายละเอียดมากกว่าการคำนวณด้านบนด้วยซ้ำ คือมีการเพิ่มจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นกึ่งกลางที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเหมือนกับเส้นหลัก แต่ก็แค่มีเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังตัวอย่างในภาพ

Pivot Point


การใช้งาน Pivot Point
การใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ
เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP และ SL ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็บาย ต่ำกว่า Pivot point ก็เซล ตามไป SL แค่เหนือน หรือต่ำกว่า จุด Pivot point ง่ายมั้ยคะ !!
ส่วนถ้าคุณเห็นราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน คุณก็เซลลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็บายขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน
Pivot point


ก็เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้ เราลองมาดูตัวอย่างกัน ที่ EUR/USD TF M15

Pivot Point

เราจะเห็นว่า EUR/USD วิ่งขึ้นเป็นเทรนอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งวัน เราเห็นว่าราคาเปิดขึ้นเป็น Gap ขึ้นไปเหนือเส้น Pivot point ราคาวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะปรับระดับลดลงมาใกล้ๆ กับ ระดับ R1 แต่ไม่มาแตะที่เส้น แล้วในที่สุดก็พุ่งทะลุระดับ R2 ขึ้นไป 50 จุด ซึ่งถ้าในกรณีนี้คุณ ได้ตัดสินใจเข้าบาย ตอนที่เห็นราคาวิ่งทะลุเส้น R2 ขึ้นไป คุณก็จะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณรอที่จะให้ราคามาเทสที่เส้น R1 ก่อน คุณก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตัวอย่างราคาไม่ได้กลับลงมาเทส ที่ R1 และ R2 เลย และสังเกตว่าราคาวิ่งไปถึง R3 เลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามถ้าคุณยึดหลักการเข้าออเดอร์แบบก้าวร้าว คุณก็อาจโดนหลอกได้จากการพักตัวครั้งแรกของราคา ถ้าจุด SL ของคุณใกล้เกินไปราคาก็อาจจะวิ่งไปโดนได้ และต่อมาคุณก็อาจเห็นว่าราคามันทะลุมาได้ในที่สุด
หลังจากที่คุณจะเห็นว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านไปแล้ว มันก็จะกลับมาเทสเส้นแนวต้านที่มันเพิ่งผ่านทะลุไปเช่นกัน และสังเกตว่าราคาได้กลับตัวในวันต่อมาโดยปรับตัวลดลงทะลุแนว R3 ตอนนี้ก็เป็นโอกาสในการเปิดเซล เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น R3 (ตามภาพ)
จงไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

ไม่ว่าเราจะใช้เครื่อมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL

Pivot point

สังเกตว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะเซท SL ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วน เป้าหมายราคาหรือ TP ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะเซท SL ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว TP ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้ 



ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://www.babypips.com/school/range-trading-with-pivot-points.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX 

ความจริงเกี่ยวกับการเทรด Forex




ผมเชื่อว่าหลายคนเข้ามาในตลาดแห่งด้วยสายตาที่คิดว่าตลาดแห่งนี้จะมีเงินทองไหลมาเทมา บางคนฝันว่าตัวเองจะได้มีรถสปอร์ตหรูขับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเทรดเดอร์น้อยคนมากที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้จริง ๆ แล้วความเป็นจริงคืออะไรละ?

สิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับการเทรด
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทุนเท่าไหร่ในการอยู่ในตลาดแห่งนี้คุณเอาเงินเข้ามาในตลาดเท่าไหร่คุณก็จะได้ออกไปในจำนวนประมาณนั้นละครับ มันต่างกันมากเลยระหว่างคนที่เข้ามาในตลาดด้วยเงิน 1000$ กับคนที่เอาเข้ามาด้วยจำนวนเงิน 100, 000$ หากเทียบกันแล้วคนที่มีโอกาสจะได้ในชีวิตเทรดเดอร์ชิว ๆ ก็ต้องเป็นคนที่มีทุนมากกว่าใช่ไหมละครับ มันเป็นการคำนวณตัวเลขง่าย ๆ เลย ยิ่งมีเงินในบัญชีมากเท่าไหร่นั่นก็หมายความว่าคน ๆ นั้นก็ไม่ต้องเทรดอะไรมากก็สามารถเทรดไปวัน ๆได้อย่างสบายใจและสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรดจริง ๆ ได้

คุณล้อผมเล่นรึเปล่า?
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนจะมีคำถามทันทีเลยว่า “งั้นก็ออกจากงานที่ทำเลยดิแล้วทุ่มเงินสัก 10000$ มาลงกับ Forex เลย” งั้นลองมาดูตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ
ตัวอย่าง
สมมุติว่าคุณต้องการเงิน 50000$ ต่อปีถึงจะเพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรด
บัญชีของนาย A มี 10000$ ถ้าจะทำ 50000$ จะต้องทำถึง 500% ต่อปี
บัญชีของนาย B มี 200,000$ ถ้าจะทำ 50000$ ทำ 25% ต่อปีก็เพียงพอละ
จากตัวอย่างข้างบนแสดงให้เห็นชัด ๆ เลยครับว่าเทรดเดอร์ เอ ต้องทำให้ได้ตั้ง 500% ถึงจะอยู่รอดได้ทั้งปีในขณะที่เทรดเดอร์ บี ที่มีเงินมากกว่าขอแค่ 25% ของพอร์ตก็อยู่ได้ละ อันนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงหรือการเพิ่ม lot ของวิธีเทรดของแต่ละคนอีกนะครับ แล้วการที่ต้องเทรดมากกว่า 5% ของพอร์ตต่อเดือนถือเป็นความเสี่ยงมาก ๆ บางคนอาจจะพูดว่า “5% ของพอร์ตต่อเดือน นิดเดียวเอง” แต่ 5% รวมกัน 12 เดือนก็เท่ากับ 60% เลยนะครับและถ้าหากคุณเพิ่ม lot อีกละ ความเสี่ยงของคุณอาจจะพุ่งสูงขึ้นถึง 80% ของพอร์ตเลยทีเดียว
ความเพ้อฝันส่งผลอะไรกับบัญชีของเรา?
หลาย ๆ คนคิดวิธีการบริหารการเงินที่สวยหรูมากเช่น 100 orders ก็สามารถรวยได้เลยเป็นต้น พอมีคนถามว่าแล้วถ้าเสียละ? ก็อึ้งกันไปเลยนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนพลาดเพราะลืมคิดไปว่าถ้าเสียจะทำยังไงและสิ่งที่ทำให้แผนอันสวยหรูต้องพังพินาศลงก็คือ 2 สิ่งนี้
ข้อที่ 1: การ Overtrade
ข้อที่ 2: ใส่ lot มากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง
การ overtrade เป็นอะไรที่พบเห็นได้บ่อยไม่ว่าจะเทรดเดอร์มือใหม่มือเก่าที่ยังไม่หลุดออกจากความเพ้อฝันของตัวเอง พวกเขาจะมีความคิดว่ายิ่งเทรดมากก็ยิ่งได้มากแต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลย การที่ยิ่งเทรดมากในตำแหน่งที่ตัวเทรดเดอร์คนนั้น ๆ ไม่ได้เปรียบมีแต่จะทำให้เสียมากขึ้นต่างหาก
การลง lot ที่หนักไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินของคุณหายไปได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์หน้าใหม่บางครั้งเวลาที่ได้เงินมาเยอะ ๆ ในช่วงแรกจะคิดว่าพวกเขาทำได้และใส่ lot หนักกว่าเดิมเพราะอยากรวยไว ๆ และสุดท้ายการเทรดก็จะไม่ต่างอะไรไปจากการพนันในที่สุดและบัญชีของพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องกลายเป็น 0 และเดินออกจากตลาดไปในที่สุด
ความจริงแล้ว “อะไร” ที่จะทำให้เราเป็นเทรดเดอร์ที่แท้จริงได้
ก่อนอื่นเลยหากคุณเคยล้างพอร์ตหรือมีประสบการณ์การเทรดมาแล้วในระดับหนึ่งเมื่อคุณมาถึงตรงนี้แล้วคุณต้องยอมรับความจริงข้างบนให้ได้เสียก่อน จากนั้นความจริงอีกข้อที่คุณต้องเข้าใจคือ เทรดเดอร์แต่ละคนไม่มีทางที่จะเหมือนกัน วิธีการคิด วิธีการเทรด วิธีการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ขับขันย่อมแตกต่างกันออกไปแล้วแต่คน การเรียนรู้ที่จะเทรดแบบ Price Action เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเทรดเดอร์ในการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะเทรดในแบบของคุณและมีการบริหารเงินที่อยู่บนความเป็นจริงจะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในที่สุด
ที่ผมเลือกบทความนี้มาแปลเพราะผมคิดว่าคนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รู้ความจริงอยู่ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร มันโหดร้ายแค่ไหน ไม่มีอะไรในโลกได้มาโดยง่ายครับ ยิ่งเป็นอิสรภาพทางการเงินด้วยแล้วยิ่งเป็นของมีค่ามาก ๆ มันก็ยิ่งยาก มันไม่ผิดที่คุณจะฝันถึงการได้ขับรถสปอร์ตด้วยเงินจาก Forex แต่คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่าตลาดนี้มันมีความเสี่ยงอยู่ จากการคำนวณข้างบนอย่าคิดนะครับว่าอ่านบทความนี้จบแล้วจะขายทุกอย่างเพื่อเอาเงินทั้งหมดมาแล้วทำให้ตัวเองอยู่ได้เพียง 25% ต่อปี คุณยังต้องคิดอีกว่า คุณมีประสบการณ์มากพอไหม คุณเทรดเก่งแล้วรึเปล่า คุณรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วหรือยังและความจริงอีกข้อหนึ่งคือคุณไม่สามารถทำให้ 100$ กลายเป็น 1 ล้านเหรียญได้แต่ 100$ สามารถกลายเป็น 500$ ได้ 500>1000$ 1000>2000 2000>4000 ได้ มันต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปครับเมื่อเงินเยอะขึ้นคุณจะสามารถลง lot ได้มากขึ้นไม่ต้องรีบร้อนขอเพียงคุณมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมรับรองว่าเงินของคุณไม่หนีไปไหนแน่นอนครับ





CREDIT

Source: http://forums.babypips.com/free-forex-trading-systems/42378-forex-price-action-4.html

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

แนวรับแนวต้านที่ดีที่สุด?

นาย Ishtana มาตั้งกระทู้ว่าตัวเค้าหาแนวรับแนวต้านจากการใช้ indicator ที่ช่วยในการคำนวณหาค่า pivot ตัวหนึ่งแต่เค้าเอาไปใส่ในกราฟคู่เงินตัวเดียวกันแต่ต่างโบรกเกอร์ ผลที่ได้คือมันคำนวนออกมาไม่ตรงกันเลยทั้ง 5 โบรกเกอร์แล้วแบบนี้เค้าจะรู้ได้ยังไงว่าโบรกเกอร์ไหนมีแนวรับแนวต้านใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ในความคิดของเค้า เค้าบอกว่าเราในฐานะเทรดเดอร์ควรจะหาแนวรับแนวต้านที่แนวนอนให้เจอเพราะพวกพี่บิ๊กทั้งหลายใช้แนวเหล่านั้น เค้าเดาว่าเหตุผลที่แนวรับแนวต้านขชองแต่ละโบรกเกอร์ไม่น่าเชื่อถือเหมือนในรูปเพราะเทรดเดอร์ที่โตเกียวใช้แนวรับแนวต้านไม่เหมือนกับของคนที่ทางฝั่งอเมริกาใช้รึเปล่า ใครก็ได้ช่วงให้คำตอบกับเขาที
ตัวอย่างกราฟจริงทั้ง 5
คุณ Hatzerim เข้ามาตอบแบบสั้น ๆ ว่า ผมว่ามันดูรุงรังไปนะแค่แนวรับแนวต้านจากสายตาของคุณก็น่าจะเพียงพอแล้ว
คุณ Robertk ตอบว่า หากคุณใช้ Fibonacci แล้วละก็ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไปเพราะมันเหมือนกันหมดทุกโบรกเกอร์ ยกเว้นว่าคุณจะมองสวิงผิดอะนะ และคุณ GnarlyPips ก็เข้ามาเสริมคำตอบของคุณ Robertk ว่า แนวรับแนวต้านบอกอะไรกับคุณ สำหรับผมแนวรับแนวต้านคือบริเวณที่มีความเป็นได้ที่จะสามารถทำกำไร การหาแนวรับแนวต้านสำหรับผมก็จะดูเอาจากการลาก Trendline ใช้จุดสูงสุดจุดต่ำสุดจุดเปิดจุดปิดของแท่งเทียนอะไรประมาณนั้นในการคาดการณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีแนวรับแนวต้านไหนถูกหรอก เพราะมันเยอะมากหากจะวัดจากทุกสวิงยิ่งลงไปใน Time Frame เล็ก ๆ ยิ่งนับไม่ถ้วนใหญ่เลย ยิ่งต่าง Time Frame แนวรับแนวต้านก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น

คุณ Gumrai เข้ามาตอบว่า ถ้าผมเป็นพี่บิ๊ก ๆ ทั้งหลายนะ ผมไม่มาสนใจ daily pivot หรอกภาพที่คุณนำมาแสดงให้พวกเราดูเป็นหลักฐานที่บอกเลยว่า daily pivot มันใช้ไม่ได้ถ้าผมเป็นพี่บิ๊ก ๆ นะ ผมลาก Trendline เอาหาแนวรับแนวต้านจากการสวิงของราคายังง่ายกว่าเยอะเลยที่สำคัญนะคือลักษณะของพฤติกรรมราคาต่างหากที่จะบอกว่าแนวนั้น ๆ แข็งหรือไม่แข็ง
คุณ smikester เข้ามาตอบว่า เรื่องของแนวรับแนวต้านเป็นอะไรที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับการเทรดเลยเพราะมันไม่มีคำตอบที่ตายตัวแน่นอน สำหรับผมแล้วผมเลือกจะเชื่อแนวรับแนวต้านที่เกิดจาก Trendline มากกว่าเพราะอะไร? เพราะ Trendline มันเกิดจากแรงที่ราคากระทำมาในอดีตดังนั้นมันจะสามารถใช้ลากเพื่อดูพฤติกรรมของแรงได้ดีกว่าพวก Horizontal Line 
คุณ จขกท เข้ามาตอบว่า ผมไม่ค่อยอยากเชื่อแนวรับแนวต้านที่ได้เรียน ๆ มาเท่าไหร่เพราะอะไรนะหรอ เพราะว่าเมื่อราคาเจอแนวรับแนวต้านแล้วจะมีความเป็นไปได้ 4 แบบเกิดขึ้น
แบบที่ 1: ทะลุผ่านไปเลย
แบบที่ 2: ดีดกลับมา
แบบที่ 3: ปรับฐาน
แบบที่ 4: ทะลุไปแล้วดีดกลับ
ดูสิครับ เกิดได้ตั้ง 4 แบบเสี่ยงจะตายคุณมีโอกาสที่จะถูก 1 ใน 4 น้อยมาก เหมือนกากบาท ก ข ค ง เลยนี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าแต่ละโบรกเกอร์แสดงราคาไม่เหมือนกันอีกนะ

คุณ FerruFx เข้ามาตอบต่อทันทีเลยว่า นี่ละครับเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องหารูปแบบของราคา (chart pattern) มายืนยันอีกทีเพราะรูปแบบของราคาสามารถบอกความเป็นไปได้ที่จะรอดหรือไม่รอดให้กับคุณได้ ที่การใช้แนวรับแนวต้าน Fibonacci เป็นที่นิยมเพราะเทรดเดอร์ส่วนมากคอยสังเกตพฤติกรรมราคาจากแนวรับแนวต้านเหล่านี้และเทรดไปในทางเดียวกันบริเวณนั้นมันเลยทำให้กราฟสามารถกระดิกไปในทางที่พวกเขาต้องการได้ยังไงละ

ส่วนตัวแล้วผมชอบหาแนวรับแนวต้านจาก Trendline มากกว่าเพราะอย่างที่คุณ smikester บอกมันใช้วัดพฤติกรรมความชันของสวิงได้ดีกว่าถึงแม้ว่าแนวรับแนวต้านจะเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งแต่พฤติกรรมของราคาก็สำคัญไม่แพ้กัน หน้าที่ของเทรดเดอร์คือมองพฤติกรรมของราคาให้ออกบริเวณแนวรับแนวต้านว่าจะไปต่อหรือกลับตัวดังนั้นความชันของราคา ณ บริเวณแนวรับแนวต้านจะเป็นตัวบอกเราได้ว่าราคาจะหลุดไปได้หรือไม่ได้ ดังนั้นสำหรับผมแนวรับแนวต้านที่ดีที่สุดที่ผมนิยามเองคือ แนวรับแนวต้านที่สามารถทำให้พฤติกรรมของราคาเปลี่ยนแปลงได้และส่งผลให้ความชันของราคาหรือสวิงเปลี่ยนแปลงไป” นั่นละคือแนวรับแนวต้านที่ดีที่สุดสำหรับผม


CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=403642

แปลไทย: PipsteP

สภาพแวดล้อมในตลาด

สภาพแวดล้อมในตลาด
เปรียบเทียบระหว่าง ชายคนสองคนที่ไปรบในสงคราม ชายที่โง่จะรีบเปิดศึกโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่มีการวางแผน เหมือนคนที่หิวโหยและรีบกินทุกอย่างที่ขวางหน้าในงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ ส่วนคนฉลาดจะวิเคราะห์สถานการณ์ก่อน เพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้รู้ว่าตนเองควรจะสู้อย่างไร
ในการเทรดก็เหมือนการทำศึกในสงคราม เราควรจะรู้ว่าสภาวะในตลาดเป็นแบบไหนก่อนที่จะเริ่มวางแผนว่าจะเทรดอย่างไรดี เทรดเดอร์บางคนหงุดหงิดและบอกว่า ระบบเทรดที่ใช้ไม่ดี ในความเป็นจริงระบบเทรดที่ใช้บางครั้งมันก็ใช้การไม่ได้ แต่ในบางครั้งมันก็ทำกำไรให้อย่างมากมาย ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใช้ระบบเทรดที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้นๆ
สำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ช่ำชองแล้ว พวกเขาจะพยายามหากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการเทรดสำหรับสภาพแวดล้อมของตลาดในปัจจุบัน เช่น เวลานี้ควรจะใช้ Fibonacci เพื่อหาโซนปรับตัวของราคา (Retracement) หากราคาวิ่งเป็นเทรน หรือว่าราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคา (Rang Holding) แล้วเราควรจะเล่นอย่างไรในสถานการณ์ตลาดที่แตกต่างกัน การที่เรารู้ว่าสภาวะตลาดเป็นเช่นไรทำให้เราสามารถเลือกกลยุทธ์ และระบบเทรดที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้น
ดังนั้นเทรดเดอร์ควรจะมีระบบเทรดของตัวเองมากกว่า 1 ระบบ เพื่อรองรับกับสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะไม่ได้ใช้ระบบเทรดใดระบบหนึ่ง เพราะในตลาด Forex เราจะพบสภาวะตลาดที่ราคาวิ่งในกรอบราคา (Rang) และ วิ่งเป็นเทรน (trending) ในทุกรอบเวลา (Time Frame) และถ้าคุณใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมแล้วก็จะช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือ (Indicators) ที่มีมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่น Fibos และ Trend line จะมีประโยชน์มากในตลาดที่เป็นเทรน ขณะที่ Pivot Point และเส้นแนวรับแนวต้านของ Pivot Point จะใช้งานได้ดีมากเมื่อราคาวิ่งอยู่ในกรอบ
สภาพแวดล้อมของตลาดแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ
  • ตลาดขาขึ้น (Trend Up)
  • ตลาดขาลง (Trend Down)
  • วิ่งในกรอบราคา ( Ranging หรือ Sideway)

ตลาดที่เป็นเทรน (Trending market)
ตลาดที่เป็นเทรน คือ การที่ราคาวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน และแน่นอนว่าอาจจะมีบางช่วงที่ราคาวิ่งสวนทางกับเทรน แต่ถ้าพิจารณาในกรอบราคาที่ใหญ่กว่า ก็จะเห็นว่าการวิ่งสวนทางเหล่านั้นเป็นการปรับตัวของราคา


Trending Market


ปรกติเราจะสังเกตเทรนขาขึ้นได้จาก "จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดใหม่ที่ยกตัวสูงขึ้น (Higher High , Higher Low)" และเทรนขาลงก็จะเป็น "จุดสูงสุดและต่ำสุดใหม่ที่ปรับตัวต่ำลง (Lower High, Lower Lows) "
กลยุทธ์การซื้อขายสำหรับเวลาท่ตลาดเป็นเทรน เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะเลือกเทรดในสกุลเงินหลัก เพราะแนวโน้มของคู่เงินเหล่านี้จะมีสภาพคล่องสูง เพราะสภาพคล่องเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับกลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม สภาพคล่องยิ่งมากก็ยิ่งทำให้มีการเคลื่อนที่ของราคามากขึ้นเท่านั้น

ADX ในตลาดที่เป็นเทรน
ADX คือ Average Directional Index indicator  ในบางโปรแกรมอาจเป็น Average Directional Movement Index indicator แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนหลักการใช้ก็จะเหมือนกัน ADX นี้ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder  เป็น Oscillator พื้นฐานอีกตัวที่จะติดมากับโปรแกรมเทรด (MT4)  ตัวบ่งชี้มีระดับอยู่ระหว่าง 0-100 ใช้เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของแนวโน้ม ไม่เหมือนกับการทำงานของ Stochastic ที่จะบอกเราว่าเมื่อไหร่เทรนเป็นขาขึ้นหรือขาลง แต่ ADX จะบอกเราว่าแนวโน้มในขณะนี้แข็งแรงหรือว่าอ่อนแอ ในหลักการทำงานทั่วไปถ้า ADX อยู่ต่ำกว่าระดับ 20 หมายความว่าแนวโน้มหรือเทรนนั้นๆ กำลังอ่อนแอ แต่ถ้า ADX อยู่เหนือระดับ 50 นั่นหมายถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
ถ้า ADX อยู่เหนือระดับ 25 โดยปรกติแล้วมักจะแสดงให้เห็นว่าราคามีแนวโน้ม หรือราคาอยู่ในแนวโน้มที่แข็งแกร่งอยู่แล้วในขณะนี้ ยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ก็หมายถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ ADX เป็นตัวชี้วัดที่ให้สัญญาณช้ากว่าอย่างอื่น ซึ่งหมายความว่ามันไม่จำเป็นในการใช้ทำนายอนาคต และมันยังเป็นตัวบ่งชี้ที่ไม่มีทิศทางซึ่งหมายความว่ามันจะรายงานออกมาเป็นตัวเลขที่บอกถึงระดับความแข็งแกร่งของแนวโน้มเท่านั้น ลองดูตัวอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลงแม้ว่า ADX มากกว่า 25

ADX in Trending market

Moving Average ในตลาดที่เป็นเทรน
นอกจาก ADX แล้ว เรายังสามารถให้ Simple Moving Average ในการตรวจสอบแนวโน้มของราคาได้อีกด้วย ลองใส่ SMA 7,20 และ 65 เข้าไปในกราฟของคุณ แล้วรอให้เส้น SMA ทั้งสามเส้นวิ่งมารวมกันแล้วกระจายออกจากกัน ถ้า SMA ที่มีค่าน้อย กระจายออกมาอยู่เหนือเส้นที่มีค่ามาก คือ SMA7,20 และ 65 ไล่กันลงมาตามลำดับ นั่นหมายถึงแนวโน้มขาขึ้น
SMA in Uptrend


ในทางกลับกัน ถ้า SMA ที่มีค่าน้อยกลับลงมาอยู่ต่ำกว่าเส้นที่มีค่ามากกว่า คือ SMA 7,20 และ 65 เรียงตัวไล่กันขึ้นไปตามลำดับ นั่นแสดงถึงแนวโน้มขาลง
SMA in Downtrend


Bollinger Band ในตลาดที่เป็นเทรน
แถบของ Bollinger Band ปรกตินั้นจะมีค่าเบี่ยงแบนมาตรฐานตามสูตรอยู่แล้ว แต่วิธีการที่จะใช้มันเพื่อหาแนวโน้มคือ ใส่ Billinger band มีมีค่ามาตรฐาน (Standard deviation 1) และใส่ Bollinger Band อีกอันโดยตั้งค่า Deviation เป็น 2
Sell Zone คือ บริเวณที่อยู่ระหว่าง Band ทั้งสองอัน (DS1 และ SD2) ที่อยู่ด้านล่าง จำไว้ว่า ราคาควรจะต้องปิดอยู่ในระหว่างพื้นที่ตรงนี้จึงจะพิจารณาในการ Sell
และ Buy Zone คือ พื้นที่ระหว่าง Band ทั้งสองอันเหมือนกับ Sell Zone แต่จะอยู่ด้านบน และราคาจะต้องปิดตัวในระหว่างพื้นที่ของทั้งสอง Band นี้ จึงจะพิจารณาว่าเป็น Buy Zone
และราคาในระหว่างพื้นที่ของ Band ที่เซทค่า SD1 นั้นเป็นช่วงที่ราคาเกาะตัวกันเป็น Sideway ราคาจะปิดตัวในระหว่างพื้นที่นี้ เป็นช่วงที่ไม่น่าเล่น

 Bollinger band in trending market


ราคาที่วิ่งในกรอบราคา (Sideway หรือ Ranging Market)
Ranging Market คือ สภาวะที่ราคาวิ่งระหว่างกรอบราคาสูงสุด และต่ำสุด ตรงระดับราคาสูงสุดจะทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และราคาต่ำสุดจะเป็นแนวรับ และราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคานี้เป็น Sideway ไม่สามารถทะลุออกไปนอกกรอบได้ ในกรณีแบบนี้ เราอาจใช้เส้น Horizontal Line มาวางไว้เพื่อดูแนวรับแนวต้านของกรอบราคาได้ง่ายขึ้น

Ranging Market


ADX ใน Ranging Market
ก็เหมือนกับที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า ถ้า ADX อยู่ต่ำกว่าระกับ 25 นั่นก็หมายความว่า แนวโน้มของราคามีความอ่อนแอ และนั่นก็คือ ตลาดที่เป็น Ranging Market หรือ ตลาด Sideway นั่นเอง แต่อย่าลืมว่า ยิ่ง ADX มีค่าน้อยลงเท่าไหร่ ก็หมายถึงตลาดแนวโน้มหรือเทรนยิ่งอ่อนแอมากเท่านั้น

 ADX in ranging market


Bollinger Band ใน Ranging Market
Bollinger Band จะหุบแคบลงเมื่อมีความผันผวนในตลาดน้อย และจะขยายขึ้นเมื่อมีความผันผวนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Bollinger Band เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับกลยุทธ์แบบ Breakout
เมื่อ Bollinger Band หุบแคบลงนั่นหมายถึงตลาดมีความผันผวนต่ำ และราคาน่าที่จะเคลื่นไหวเพียงเล็กน้อยไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ Band เริ่มที่จะขยายกว้างขึ้น ก็หมายถึงความผันผวนที่มีมากขึ้นและราคาจะไม่วิ่งไปในทิศทางเดียวกัน

Bollinger band in ranging market

โดยทั่วไปช่วงราคาจะมีช่วงที่แคบเมื่อเทียบกับ เวลาที่ Band ขยายใหญ่ หรือการใช้เส้น Horizontal Line เป็นแนวรับแนวต้าน อย่างกรณีในภาพตัวอย่าง จะเห็นได้ว่ากรอบราคาแคบมาก
แนวคิดพื้นฐานในการเทรดในตลาดที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบแบบนี้ คือ การซื้อต่ำที่ใกล้กับแนวรับ และปิดทำกำไรเมื่อราคาวิ่งมาที่แนวต้าน และขายในราคาที่สูงให้ระดับกับแนวต้าน และปิดทำกำไรที่ระดับแนวรับ และเครื่องมือที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ เส้น Horizontal Line และ Bollinger Band
นอกจากนี้ การใช้ Oscillators อย่าง Stochastic และ RSI จะช่วยคุณหาและยืนยันจุดกลับตัวของราคาในกรอบราคาได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นการใช้เงื่อนไข Over bought และ Oversold

Ranging Market whit oscillator

Bonus Tip: การเทรดโดยใช้กลยุทธ์แบบ Range-Bound (การกลับตัวในกรอบราคา) นี้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับคู่เงินที่มีสกุลเงิน USD ร่วมอยู่ด้วย คู่เงินที่เป็นที่นิยมเทรดแบบนี้คือ EUR/CHF เพราะอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปและสวิสเซอรืแลนด์มีความใกล้เคียงกันมาก ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของทั้งสองสกุลมีเสถียรภาพมาก จึงเหมาะกับการเทรดโดยใช้กลยุทธ์นี้เป็นอย่างมาก
ข้อสรุป ตลาดมีความหลากหลาย และไม่ว่าตลาดอยู่ในสภาวะไหน มีแนวโน้ม (Trending Market ) หรือว่าราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคาแบบ Sideway (Ranging Market) ก็ตาม คุณก็ควรเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตลาดในขณะนั้นๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามจังหวะของตลาด


ขอบคุณข้มูลจาก 
http://www.babypips.com/school/trendspotting.html
http://www.babypips.com/school/what-is-a-trending-market.html
http://www.babypips.com/school/what-is-a-ranging-market.html
http://www.babypips.com/school/average-directional-index.html

แปลโดย PipsHunter THFX

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ใครใช้กลยุทธ์อะไรในการเทรดกันบ้าง?




คุณ Patrik_Forex เข้ามาตั้งกระทู้บอกว่า เขาเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ที่พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Forex กับการเทรดอยู่
หลังจากที่เขาได้เก็บข้อมูลมาสักพัก เขาก็เริ่มเห็นว่าแต่ละคนมีกลยุทธ์หรือระบบการเทรดที่แตกต่างกันออกไป เขาจึงมาตั้งกระทู้
นี้เพราะอยากได้คำแนะนำดี ๆ ว่าจะมีกลยุทธ์ไหนบ้างที่ดีที่สุดสำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ และ กลยุทธ์ไหนบ้างที่คุณดิดว่าดีที่สุด
สำหรับคุณ 
คุณ FerruFx มือเก๋าประจำบอร์ดก็เข้ามาตอบก่อนคนแรกเลยว่า ก่อนที่คุณจะมองหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด ผมว่าคุณควรเริ่มจากการ
เรียนรู้ที่จะเทรดด้วยตัวเองก่อนนะครับ แล้วประสบการณ์จะเป็นตัวบอกคุณไปหาคำตอบที่คุณกำลังถามอยู่ได้ และความเห็นส่วน
ตัวนะครับ ผมว่าการหาระบบเทรดที่ดีที่สุดที่คุณตามหาจะทำให้คุณไม่ได้ก้าวไปไหนหรือเติบโตขึ้นเลย
หลาย ๆ คนเข้ามาเห็นด้วยกับคุณ FerruFx บางคนก็แนะนำว่า ก่อนจะเริ่มเทรดควรจะเริ่มจากการเทรดบัญชีเดโม่ก่อนนะ
คุณ FerruFx ก็เข้ามาเสริมว่า การเริ่มบัญชีเดโม่ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่แต่การเทรดบัญชีเดโม่จะไม่ช่วยฝึก
เทรดเดอร์ในเรื่องของทักษะการควบคุมอารมณ์ในการเทรด 
คุณ Patrik_Forex ก็เข้ามาขอบคุณคนที่มาตอบกระทู้ของเขา และพูดต่อว่า ผมว่าที่พวกคุณตอบมาก่อนหน้านี้มันอาจจะหลง
ประเด็นไปหน่อยนะครับ ผมไม่ได้ถามว่าผมควรทำอย่างไร ผมแค่อยากจะรู้ว่าใคร ๆ ใช้วิธีอะไรในการเทรดกันบ้างเพื่อที่จะได้เอา
ไปพัฒนาการเทรดของตัวเองในอนาคตเท่านั้นเองครับ
คุณ gomes เข้ามาให้คำตอบว่า ถ้าคุณอยากได้ความรู้เรื่องวิธีการสร้างระบบหรือระบบต่าง ๆ คนอื่นใช้คุณสามารถไปหาระบบ
เทรดดี ๆ ได้ตาม link ที่ผมให้ไป (อยู่ในเว็ปเค้านะครับ) แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ใช้ระบบ แต่ผมเลือกจะใช้กลยุทธ์” แยก
กันให้ออกนะระหว่าง ระบบ กับ กลยุทธ์

ระบบมีพื้นฐานการสร้างมาจากอินดิเคเตอร์ที่กำหนดจุดเข้าจุดออก
กลยุทธ์มีพื้นฐานมาจากราคาอย่างเดียว
ระบบสามารถใช้ได้กับคู่เงินบางคู่หรือตามที่เจ้าของระบบเค้ากำหนดมา
กลยุทธ์สามารถใช้ได้กับทุกคู่ทุกสกุลเงิน
คุณ Money-RX ก็เข้ามาแนะแนวทางเทรดของเค้าว่า อย่างของเค้านะต้องเป็นระบบ Scalping ใน 5 10 15 นาทีเลย เทรด
ทั้งขึ้นทั้งลง เปิดปิดเปิดปิดอยู่อย่างนั้น ก่อนอื่นเลยต้องมองให้ออกก่อนจากแนวโน้มระยะยาวว่ากราฟน่าจะวิ่งไปทางไหนแล้วก็หา
จุดเข้าตอนตลาดกำลังกลับตัว เทรดไม่เกิน 4 ไม้ตั้ง Stop Loss ไม่มากกว่า 5 จุด หากกราฟชน Stop Loss ต้องไม่ปล่อยให้
ความสูญเสียมาครอบงำอารมณ์และตั้งใจเทรดต่อไป อีกอย่างผมไม่ใช้อินดิเคเตอร์ในการเทรดของผมแต่ใช้ Moving
Average บางตัวเท่านั้น Fibonacci บ้างบางโอกาสและที่สำคัญคือตามดูข่าวตลาดเวลา ผมดูกราฟอยู่ทั้งหมด 3 จอ 2 จอ
สำหรับดูกราฟ 1 จอสำหรับดูข่าว สำหรับผมการตามว่าข่าวไหนจะออกบ้างเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับวิธีการเทรดของผม ผมก็ใช้
ประมาณนี้ละ
คุณ allisonmagic เข้ามาให้คำคมหล่อ ๆ ว่า เคยมีคนกล่าวไว้ว่า จงหาวิธีการเทรดที่เข้ากับคุณ เข้ากับนิสัยของคุณ เข้ากับเวลา
การใช้ชีวิตของคุณ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
คุณ WilliamDa การหาคำตอบของคำถามของคุณมันยากนะ มีระบบหรือวิธีการเทรดดี ๆ มากมายบนโลกใบนี้ บางระบบก็เหมาะ
กับคนบางประเภท บางกลยุทธ์ก็อาจจะไม่เหมาะกับคุณเช่นกัน ดังนั้นแทนที่จะตามหาระบบที่ดีที่สุดควรมองหาระบบที่เหมาะสม
ที่สุดดีกว่า
คุณ tads เข้ามาตอบว่า อย่างเขาเนี่ยใช้ moving average ในการดูเทรนโดยเขาเริ่มจากการเทรดโดยบัญชีทดลองเริ่มเรียนรู้
จากการดูการตัดกันของเส้น EMA ผมว่ามันใช้ได้ในการเริ่มศึกษาเรื่องพฤติกรรมของเทรนนะ และสามารถนำไปต่อยอดกับการ
สร้างระบบอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย 

คุณ ReyesWhite ตอบว่า ผมมักจะมองหาจุดเข้าดี ๆ โดยใช้ Trendline นี่ละบางครั้งก็มีใช้ Moving Average ช่วยบ้าง
การลาก Trendline ในกราฟ 4 ชั่วโมงช่วยให้ผมมองเห็นภาพรวมได้เยอะเลยละ ที่สำคัญผมจะรอดูเวลาที่ราคามาชน
Trendline เฝ้าดูว่าราคาทำอย่างไรกับเส้นเหล่านั้น
คุณ johnnycash เข้ามาเสริมว่า จำไว้นะครับว่าสิ่งที่เหมาะกับคนอื่นอาจจะเป็นหายนะสำหรับคุณได้ คุณต้องลองหลาย ๆ อย่าง
หลาย ๆ แนวดู แล้วคุณจะเจอเองว่าอะไรเหมาะกับคุณอันไหนไม่เหมาะกับคุณ จากนั้นก็ค่อยสร้างระบบหรือกลยุทธ์ที่เหมาะกับตัว
คุณเอง พูดง่ายแต่ทำยาก ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาอย่างผมเนี่ยต้องใช้เวลาตั้งสองปีกว่าจะเจอสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

“สิ่งที่ดีที่สุดไม่ได้แปลว่าเหมาะสมที่สุด” ผมว่าคำนี้ใช้ได้ดีกับการเทรดนะครับ ผมว่าการเทรดบางทีก็เหมือนการหาคู่หรือคนรัก
ผมมั่นใจว่าหลาย ๆ คนที่มีแฟนอยู่ คุณไม่ได้เลือกแฟนเพราะว่าเขาเป็นคนที่ดีที่สุด เจ๋งที่สุด เป็นดาวโรงเรียน ดาวคณะ ดาวมหา
ลัย แต่คุณเลือกเพราะเขารับนิสัยคุณได้ เข้าใจคุณ และเหมาะสมกับคุณ การเทรดก็เหมือนกันครับ หลาย ๆ คนที่พึ่งเข้ามาอาจจะ
มีความเชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เก่ง ๆ เทพ ๆ แล้วเขามีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในมือเขา แต่ความจริงอีกข้อที่เรามักจะมองข้ามคือ สิ่งที่ดีที่สุด
สำหรับเทพคนนั้นก็คือสิ่งที่เหมาะสมกับเขา เข้ากับนิสัยของเขา มันจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเป็นเหมือนกับเทรดเดอร์คนนั้นได้ครับ
สิ่งที่เราทำได้คือการสร้างวิธีที่เหมาะกับเราขึ้นมา สิ่งที่เกิดมาเพื่อเรา นั่นจึงจะเป็นการเทรดที่มีความสุขและเหมาะสมที่สุดครับ

Credit http://www.thaiforexschool.com