exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่นหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่นหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เล่นหุ้นออนไลน์ มือใหม่โปรดคลิ๊ก


คุณพร้อมหรือยัง?


"การสร้างรายได้จากโลกออนไลน์ในปัจจุบันนี้ มีมากมายหลายรูปแบบ ผ่านธุรกิจต่างๆรวมไปถึงการลงทุนในตลาด Forex หรือตลาดซื้อขายสกุลเงินระหว่างประเทศซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้คุณได้อย่างมหาศาล"

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเล่นหุ้นแต่มีทุนไม่เพียงพอหรือมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการเล่นหุ้นอยู่แล้วก็ลองอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการเทรด Forex ดูครับ เพราะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจการเทรด Forex จะคล้าย ๆ กับการเล่นหุ้นแต่ Forex จะมีสะภาพคล่องสูงกว่ามาก กร๊าฟวิ่งขึ้น-ลงเร็วและยังสามารถเล่นได้ทั้งกร๊าฟขาขึ้นและขาลง จากสภาพคล่องสูงนี่เองที่ทำให้เทรดได้หรือเสียเร็ว เงินลงทุนก็เริ่มต้นเพียง $1 เท่านั้น

Forex คืออะไร?

Forex (FOReign Exchange market) คือ ตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่ซื้อ-ขายกันในตลาดนี้คือเงินตราสกุลต่างๆ (การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในการซื้อ-ขายเงินตราเหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบการจับคู่แลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, USD/CAD, GBP/JPY เป็นต้น 

ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน โดยก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายนั้น ตลาด Forex จะมีผู้เล่นเพียงบางกลุ่มเท่านั้น เช่น ธนาคาร กองทุน ผู้นำเข้า และส่งออก แต่เมื่อมีอินเตอร์เน็ตก็เริ่มมีการพัฒนาระบบเทรดบนอินเตอร์เน็ต และเริ่มมีโบรกเกอร์ที่ให้บริการสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจให้สามารถเริ่มต้นเทรดได้ด้วยทุนเพียง $1 เท่านั้น จึงทำให้การลงทุนในตลาดแห่งนี้แพร่หลายไปทั่วโลก





(FOREIGN EXCHANGE MARKET)


ตลาด Forex คือ ตลาดกลางสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลก ที่รู้จักในชื่อของ FOREX , Forex , Retail Forex , FX , Spot FX หรือ Spot
ตลาด Forex นั้นเป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก และกระจายอยู่ทั่วโลก ได้แก่ นิวยอร์ค ลอนดอน ญี่ปุ่น ยุโรป และ ออสเตรเลีย การที่มีตลาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละพื้นที่มีเวลาเหลื่อมกัน ทำให้เสมือนว่าตลาด Forex นั้นเปิด และมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในประเทศไทยแล้ว ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 ของเช้าวันจันทร์ จนถึง ตี 4 เช้าวันเสาร์ หรือก็คือ 24 ชม ยกเว้นวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ นั้นเอง ปัจจุบันตลาด Forex นั้นมีมูลค่าการซื้อขายต่อวัน สูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน


ผลตอบแทนกับการลงทุนในตลาด FOREX




  • ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาด Forex นั้นสูงมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น หรือการลงทุนในกองทุน สำหรับผู้ติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน อาจสงสัยว่าการลงทุนในตลาด Forex ซึ่งซื้อขายเงินตราสกุลเงินต่าง ๆ จะให้ผลตอบแทนสูงได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละวันอัตราการเปลี่ยนแปลงราคาของสกุลเงินต่าง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงน้อยมาก (ไม่ถึง 1%)





  • สิ่งที่ทำให้ตลาด Forex ให้ผลตอบแทนสูง นั่นคือ "ระบบ Leverage" ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุน สามารถลงทุนและทำกำไรได้เหมือนมีทุนเป็นร้อยเท่าจากทุนจริงที่มีอยู่ และสามารถเลือกทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และขาลง ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับการลงทุนใน Gold Future, TFEX หรือ SET50 Future เพียงแต่ว่า สัดส่วน Leverage นั้นสูงกว่ามาก





  • หลายคนอาจสงสัยว่า.. "ผลตอบแทนสูง นั้นสูงขนาดไหน ?" เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดได้บ่อย
    แต่สำหรับตลาด Forex การทำกำไรนั้น เป็นเรื่องปกติ และธรรมดามาก จะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนนั้นสูงมาก แต่ในทางกลับกันก็เป็นการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงมาก (High Risk = High Return)
    มี 100 ก็หมด 100 ได้ไม่ยาก ในเวลาอันสั้นเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่สนใจ และอยากลองลงทุนในตลาด Forex ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน


  • ความน่าสนใจของตลาด Forex
    - เงินลงทุนต่ำเริ่มต้นเพียง $1
    - ตลาด online ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 24 ชั่วโมง 
    - สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง 
    - ค่าดำเนินการต่ำโบรกเกอร์เก็บค่า spreed เริ่มต้นเพียง 2 pips ต่อเทรดเท่านั้น (คู่ EUR/USD) 
    - สามารถทดลองเทรดได้เสมือนจริงโดยใช้ virtual money (เงินปลอม) บนระบบจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    - หากคุณศึกษาหาความรู้จนเกิดความชำนาญก็สามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้ 
    - เป็นงานออนไลน์แห่งทุกปีและทุกยุคสมัยตลอดไป ใช้เวลาอยู่กับคอมพร้อมสนุกไปกับมัน
    - ต่างจากงานออนไลน์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องโปรโมทสื่อ หรือชวนคนใดๆ เพราะนี้ไม่ใช่ธุรกิจ MLM เพราะเราเทรด Forex มันได้มากกว่าธุรกิจชวนคนที่ไ้ด้ค่าคอม วันๆหนึ่งเราเทรด 3 ชั่วโมงกำไร 100 ดอล(3พันบาท) มันเป็นอะไรที่ได้เงินง่ายมากๆ แค่ไม่กี่นาทีเราก็สร้างรายได้แล้ว เพราะตลาดนี้มันทำกำไรได้เร็วที่สุดในโลก 


    ลงทุนใน Forex ได้เงินจริงหรือเปล่า?
    เล่น Forex แล้วได้เงินจริงหรือเปล่า ผมขอตอบว่า...ได้จริงและเสียจริงครับ อยู่ที่ว่าคุณทำได้หรือเปล่า คุณต้องขยันศึกษาหาความรู้ หาเทคนิคในการทำกำไร มีหลายคนฝึกฝนจนสามารถยึดการเทรด Forex เป็นอาชีพหลักได้ ความสำเร็จดังกล่าวอยู่ที่การฝึกฝนครับ ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ การที่จะเก่งได้นั้นก็ต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝน การเล่น Forex จะคล้ายๆ การเล่นหุ้น แต่เป็นการซื้อขายค่าเงินระหว่างคู่เงินแทน เป็นการเก็งกำไรจากค่าเงิน ตลาดเงินจะคล่องตัวกว่าตลาดหุ้นมาก ส่วนตลาดหุ้นเค้าจะเน้นกิจการดี ปันผลเยี่ยม แต่ยังไงๆก็สู้ตลาดเงินไม่ได้อยู่ดีเพราะวันๆหนึ่งเราสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า 10% - 100%++ ต่อวันได้เลย แต่หุ้นไม่สามารถทำได้ ถึงทำได้ก็น้อย ถ้าเล่นแบบปั่นผล ก็จะมีไตรมาสล่ะ 20% 3 เดือนจ่ายที ซึ่งเป็นไรที่ช้ามาก สมมุติคุณลงไป 1 แสน บาทในการเล่นหุ้นหรือถือหุ้นบริษัทหนึ้งที่ให้ปั่นผล 20%ต่อไตรมาส พอ 3 เดือนปุ๊ป คุณก็จะได้ 2 หมื่น เทียบกับการเล่นค่าเงิน วันหนึ้งคุณทำกำไรจาก 1 แสน เป็น 1แสน 2 หมื่นบาท นั้นหมายถึงคุณทำกำไร 20% ต่อวันแล้ว ถ้าคิดเป็น 3 เดือนล่ะจะซักเท่าไหร่?เดือนหนึ่งเทรดได้ 20 วัน ก็เอา 20 วัน*3 เดือน = 60 วัน คุณเทรดได้กำไร 20%ต่อวันลองคูณดูมันจะซักเท่าไหร่ 20,000 * 60 = 1,200,000 บาท ภายใน 3 เดือน ซึ้งเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆกับการเล่น Forex โบรกเกอร์ที่ให้บริการเทรด Forex ส่วนใหญ่แล้วจะมีเงินปลอมให้ทดลองเทรด (Demo Account) จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยเล่นด้วยเงินจริง การตั้งใจศึกษาและฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้

    เวลาทำการของตลาด
    ตลาด Forex นั้นมีหลายแห่งในโลก มีเวลาการเปิดปิดที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ตั้งแต่เช้าวันจันทร์เวลาตี 4 จนถึงเช้าวันเสาร์เวลาตี 4 (ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งตลาดต่างๆ มีเวลาเปิด-ปิดดังนี้ 

    ตลาดประเทศเวลาทำการ
    ชื่อย่อชื่อเต็มเวลาเปิดเวลาปิด
    AUDAustralian DollarAustralia5.0013.00
    JPYJapanese YenJapan7.0014.00
    CHFSwiss FrancSwitzerland13.0021.00
    EUREuroEuropean Monetary Union13.0021.00
    GBPBritish PoundGreat Britain14.0022.00
    USDUS DollarUnited States19.003.00

    เริ่มต้น forex อย่างไร
    ก่อนอื่นก็ต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเทรดก่อนนะครับ
    - คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง จะเป็น PC หรือ Notebook ก็แล้วแต่สะดวกครับ
    - อินเตอร์เน็ต ควรเป็นแบบไฮสปีดหรือหากต่อผ่านมือถือก็ได้เช่นกันครับ
    เมื่ออุปกรณ์ในการเทรดพร้อมก็มาเตรียมตัวเพื่อเทรดกันครับ (ไม่มีคอมPCก็ร้านเน็ตครับ...จบเลย...ง่ายดี)
    - ศึกษาและฝึกฝน ผมแนะนำให้เล่นด้วย Demo Account(คือบัญชีทดลองเล่น โดยมีเงินจำลอง 1 แสนดอลล่า) จนกว่าคุณจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าเสีย จากนั้นค่อยเริ่มเล่นด้วยเงินจริง การเล่นด้วย Demo Account นี้ทุกอย่างคือของจริง ยกเว้นการเล่นได้หรือเสีย จะไม่ได้และไม่เสียจริง เพราะเป็นเงินที่ใช้ทดลองเล่น มือใหม่ควรศึกษาการเทรด ก่อนเทรดด้วยเงินจริง อย่างน้อยก็ควรมองเทรนของตลาดให้ออกก่อน

    ขั้นตอนการเปิดบัญชีโปรดคลิ๊ก

    วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556



    ผ่านแบงค์ Online ในประเทศไทย Ex. ผ่าน SCB (แบงค์ไทยพานิชย์)

    Log in เข้าระบบ

    ไปที่เมนู เพิ่มเงิน ใส่จำนวนเงิน หน่วยเป็น บาท
    แล้วเลือกประเภท เป็นการชำระเงินผ่านธนาคารออนไลน์ในประเทศไทย 
    แล้วคลิ๊ก "ทำการฝากเงิน"


    มาที่หน้าต่างนี้ คลิ๊กเมนู " ยืนยันการชำระเงิน"


    จากนั้นมาหน้า การชำระเงินผ่านแบงค์ออนไลน์ ..เจ้าของเวป พ่วงกับ บัญชี ออนไลน์ ของ SCB
    บรรทัดแรก ใส่หมายเลข บัตรประชาชน เพิ่มเข้าไป บรรทัดอื่นๆ มีอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่เพิ่มเข้าไป
    แล้วคลิ๊กปุ่ม "ยอมรับและดำเนินการต่อ"


    ขึ้นหน้านี้มาเพื่อให้เราตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้องไหม..ถ้าถูกต้องคลิ๊กปุ่ม "ดำเนินการต่อ"

    ระบบกำลังดำเนินการ "กรุณาอย่าคลิ๊ก Back หรือ Refresh"


    มาหน้า login บัญชี SCB Online ให้ใส่ user และ password ของ SCB ของเราแล้วกดปุ่ม Sumbit

    ** จะขึ้นหน้าต่างประมวลผลข้อมูล ห้ามปิดหน้าจอเด็ดขาด

    ถ้าสมัคร Deposit ผ่าน Online Bank thailand ครั้งแรก
    จะต้องยืนยันตัวตนก่อน ..เมื่อขึ้นหน้านี้มาก็คลิ๊กปุ่ม OK 

    แล้วจะมี SMS  OTP จาก scb ส่งมา ...
    ให้เอาตัวเลขตรงนั้นมาใส่ ในช่อง your OTP.... แล้วคลิ๊กปุ่ม OK



    ก็จะขึ้นหน้า ว่า ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย แล้ว ก็กดปุ่ม OK
    ขึ้นหน้านี้เพื่อแสดงให้เราทราบว่า เราทำรายการชำระเงิน 500 บาท  .. ก็ กดปุ่ม  SUBMIT
    หน้านี้ ให้กดปุ่ม  PAY
    รอเวปประมวลผลการทำงาน (ห้าม กดปิดเด็ดขาด)
    ทำรายการเสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม "กลับไปที่ร้านค้า"

    พอมาหน้านี้จะรอให้มันกลับไปเวป EXness เอง หรือ กดปุ่มสิ้นสุดทำรายการก็ได้ค่ะ

    ก็จะกลับมาหน้าเวป Exness บัญชีเรา  จะขึ้นคำว่า Payment successfully completed. 
    (ทำการ deposit หรือเพิ่มเงินในบัญชี เสร็จสิ้นค่ะ)

    ลองคลิ๊กเมนู main หรือ หลัก  ก็จะเห็นยอดเงินเรามีในบัญชี 16.48 Usd
    (เพราะ เราเอาเงินเพิ่มเข้าไป 500บาท ..คิดตามเรทค่าเงินบาทปัจจุบัน)

    วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    RSI VS Stochastic




    ที่ Babypips นาย Proximus มาตั้งกระทู้ถามเรื่อง RSI กับ Stochastic เขาบอกว่าเขาได้ทดลองใช้ Stochastic มาระยะหนึ่งแล้วสำหรับเขาแล้วมันได้ผลมาก ๆ เลยผมเทรดได้ตั้ง 7 ใน 10 ครั้งแนะ แต่ผมก็ได้ยินมาว่ามีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่คล้าย ๆ กันนั่นคือ RSI แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ลองใช้มันสักที นอกจากนี้ผมยังเห็นว่ากรอบ over ของ RSI มันต่างจาก Stochastic แค่ 10 เอง Stochastic ใช้ 80 20 แต่ RSI ใช้ 70 30 ผมไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยทำให้ RSI มันวิ่งสมูธขึ้นหรือทำให้สัญญาณกลับตัวมันช้าลงกันแน่ ผมเลยมาตั้งกระทู้นี้เพราะอยากได้ข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ 2 ตัวนี้ว่าอันไหนดีกว่ากันอันไหนแม่นกว่ากันเพราะมันทั้งคู่ใกล้เคียงกันมาก ระหว่างให้สัญญาณที่เร็วแต่มีโฮกาสหลอกบ่อย กับ วิ่งช้าลงสักหน่อยแต่มั่นใจมากขึ้น อันไหนดีกว่ากันครับ
    คุณ TheDayTrader เข้ามาตอบว่า ทั้ง Stochastic และ RSI เป็น Indicator ประเภทเดียวกันคือใช้วัดการแกว่งของราคาเหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะต่างกันเพียงนิดเดียวก็ตามแต่มันก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กันอยู่ผมแนะนำให้เลือกใช้เพียงตัวเดียวพอ แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจก็ลองใช้ทั้งคู่ไปก่อนก็ได้แล้วดูว่าตัวไหนเหมาะกับวิธีเทรดของคุณมากที่สุด พยายามปรับมันให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณแต่อย่าลืมว่าการตั้งค่าของอินดิเคเตอร์พวกนี้มันจะเปลี่ยนไปตามการเลือก Time Frame ที่เทรดด้วยหากเปลี่ยน Time Frame ที่ดูกราฟก็อาจจะต้องปรับค่ามันใหม่ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้ Stochastic ตั้งค่าไว้ที่ 8 3 3 ที่สุดแต่ถ้าคถณอยากได้ Stochastic กับ RSI รวมกันแล้วละก็ผมแนะนำ อินดิเคเตอร์ที่ชื่อ DT Oscillator นะ

    คุณ GRIX FX ตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมชอบ Stochastic มากกว่านะเพราะมันเห็นภาพเวลาที่อินดิเคเตอร์ขึ้นไปชนเส้นได้ดีกว่า RSI ทำให้ผมสามารถกะ divergence ได้ดีกว่า
    คุณ จขกท. หลังจากหายไปสักพักก็เข้ามาตอบว่า ดูเหมือนว่าคนใส่วนใหญ่ในกระทู้จะชอบ Stochastic มากกว่านะแล้วถ้าผมตั้งค่าเป็น 15 3 3 ละ มันจะทำให้ Stochastic สมูธขึ้นไหมและช่วยลดการ false breakout ได้มากขึ้นรึเปล่า
    คุณ TheDayTrader เจ้าเก่าก็เข้ามาตอบว่า คำตอบของคำถามข้อนี้ของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดที่คุณใช้และ Time Frame ที่คุณเทรด ลองใช้วิธีนี้ดูสิครับ เอา Horizontal Line มาร์คจุด swing high, low ไว้หลังจากนั้นก็ลองปรับค่าของ สโต ของคุณให้มันใกล้เคียงกับจุดสวิงเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะจุดสวิงเหล่านี้มันจะหลายเป็นเหมือน Overbought/Oversold ไปอัตโนมัติเลยเมื่อเส้นใน สโต มันตัดกันตรง Overbought/Oversold มันก็จะหลายเป็นสัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือไปโดยอัตโนมัติ
    จขกท. ก็กลับมาตอบว่า ผมเห็นด้วยครับแต่ใน Time Frame เล็ก ๆ อาจจะต้องใช้ค่า 8 3 3 เพราะยิ่ง Time Frame เล็กเท่าไหร่ ความมั่วขงอินดิเคเตอร์ก็จะเพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนว่าผมคงจะต้องตั้งค่า สโต ใน 1 ชั่วโมงและดูใน 15 นาทีไปด้วยหากเป็นไปตามที่คิด 15 นาทีน่าจะช่วยบอกสัญญาณกลับตัวให้กับ 1 ชั่วโมงได้ดังนั้นมันจึงจำเป้นมากที่จะต้องมองกราฟมากกว่า 1 Time Frame ขึ้นไป
    นาย TheDayTrader ตอบว่า ใช่ครับการเทรดของผมก็อาศัยการดู Time Frame หลาย ๆ ตัวดูพร้อมกันเหมือนกันเช่นผมดู daily 4H 1H 15M ทุกการวิเคราะห์จะต้องตรงกันและจะเข้าเทรดใน TF 15 นาที
    นาย wizard56 เข้ามาตอบว่า ความเห็นส่วนตัวนะครับผมว่า Stochastic จะวิ่งเร็วกว่า RSI เวลาที่ราคาเริ่มมีการเคลื่อนตัวแต่นั่นก็ทำให้ สโต มีข้อเสียคือมักจะให้สัญญาณหลอกบ่อย ๆ แต่ RSI ถึงจะช้าไปหน่อยแต่จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือกว่าดังนั้นผมเลยชอบ stochastic มากกว่าครับ

    เป็นเรื่องที่ถกถึยงกันมานานเหมือนกันเรื่องหนึ่งระหว่าง Stochastic กับ RSI ว่าอะไรดีกว่ากัน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า RSI ดีกว่าแต่พักหลัง ๆ มานี่ผมว่าแล้วแต่สไตล์การเทรดและกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคนมากกว่า ใครที่ชอบ scalp ผมก็แนะนำว่า Stochastic จะเป็นคำตอบที่ดีกว่าแต่ใครที่ชอบเทรดเป็นวัน ๆไปหรือเก็บเป็นสวิงไปการใช้ RSI ก็น่าจะเหมาะกว่าสำหรับเทรดเดอร์คนนั้นการเอาอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator หรือวัดการแกว่งไปปรับค่าในมันสมูธขึ้นเพื่อลดสัญญาณหลอกของมันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากจะทำให้การอ่านค่าที่ปกติก็ช้ากว่าราคาอยู่แล้วมันช้าลงไปอีก และ การเอามันไปปรับให้เร็วขึ้นเพื่อหาสัญญาณเข้าที่ทันกราฟละก็ไม่มีทางเป็นไปได้ครับเพราะอินดิเคเตอร์คำนวณออกมาจากกราฟดังนั้นกราฟต้องวิ่งก่อนมันถึงจะคำนวณได้ครับ สรุปคือค่ามาตรฐานที่เค้าให้มาตั้งแต่แรกนั้นดีที่สุดแล้วครับ ส่วนตัวแล้วผมว่า Stochastic จะเหมาะกับ TF 1 นาที – 15 นาที เท่านั้นมันไม่เหมาะที่จะนำไปวิเคราะห์เทรนที่เป็นภาพใหญ่ ๆ วิ่งช้า ๆ อันนั้นเนี่ยถ้าใช้เป็น RSI หรือ MACD ไปเลยจะให้ผลที่ดีกว่าเพราะ Day Trader อย่างเรา ๆ คงจะไม่หาจังหวะเข้าจาก Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง Daily ใช่ไหมครับ





    CREDIT
    Source: http://forums.babypips.com/forextown/55282-rsi-vs-stochastic.html
    แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

    วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    Pivot Point


    เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ท่านรู้จัก คือ Pivot Point เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ เราอาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้ แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ
    เจ้า Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในระยะสั้น สามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคา รวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย
    ตัวอย่างหน้าตาของ Pivot point
    Pivot point

    การคำนวณหา Pivot point
    การคำนวณ ระดับของ Pivot point และเส้นแนวรับ - แนวต้าน จะถูกคำนวณจากราคา  ราคาสูงสุด(H) , ราคาต่ำสุด(L) และ ราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้านี้ และตั้งแต่ที่ตลาด Forex มีการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดตลาดนิวยอร์ก คือ 04:00 EST เป็นเวลาปิดของตลาด
    การคำนวณหา Pivot Point มีดังต่อไปนี้
    Pivot point (PP) = (High + Low + Close) / 3

    แนวรับแนวต้านที่ใช้ร่วมกัน จะถูกคำนวณหาจากค่าของจุด Pivot point ที่ได้อีกทีหนึ่ง
    แนวต้านที่ 1 (R1) = (2 x PP) - Low
    แนวรับที่ 1 (S1) = (2 x PP) - High

    แนวต้านที่ 2  (R2) = PP + (High - Low)
    แนวรับที่ 2   (S2) = PP - (High - Low)

    แนวต้านที่ 3  (R3) = High + 2(PP - Low)
    แนวรับที่ 3 (S3) = Low - 2(High - PP)

    นี่คือหลักในหารคำนวณ แต่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณเหล่านี้เลย เพราะมีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณหาทุกอย่างให้คุณอย่างเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ Indicator ที่คุณสามารถนำมาใส่ในกราฟแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง และในบางโปรแกรมยังให้รายละเอียดมากกว่าการคำนวณด้านบนด้วยซ้ำ คือมีการเพิ่มจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นกึ่งกลางที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเหมือนกับเส้นหลัก แต่ก็แค่มีเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังตัวอย่างในภาพ

    Pivot Point


    การใช้งาน Pivot Point
    การใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ
    เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP และ SL ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็บาย ต่ำกว่า Pivot point ก็เซล ตามไป SL แค่เหนือน หรือต่ำกว่า จุด Pivot point ง่ายมั้ยคะ !!
    ส่วนถ้าคุณเห็นราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน คุณก็เซลลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็บายขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน
    Pivot point


    ก็เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้ เราลองมาดูตัวอย่างกัน ที่ EUR/USD TF M15

    Pivot Point

    เราจะเห็นว่า EUR/USD วิ่งขึ้นเป็นเทรนอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งวัน เราเห็นว่าราคาเปิดขึ้นเป็น Gap ขึ้นไปเหนือเส้น Pivot point ราคาวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะปรับระดับลดลงมาใกล้ๆ กับ ระดับ R1 แต่ไม่มาแตะที่เส้น แล้วในที่สุดก็พุ่งทะลุระดับ R2 ขึ้นไป 50 จุด ซึ่งถ้าในกรณีนี้คุณ ได้ตัดสินใจเข้าบาย ตอนที่เห็นราคาวิ่งทะลุเส้น R2 ขึ้นไป คุณก็จะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณรอที่จะให้ราคามาเทสที่เส้น R1 ก่อน คุณก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตัวอย่างราคาไม่ได้กลับลงมาเทส ที่ R1 และ R2 เลย และสังเกตว่าราคาวิ่งไปถึง R3 เลยด้วยซ้ำ
    อย่างไรก็ตามถ้าคุณยึดหลักการเข้าออเดอร์แบบก้าวร้าว คุณก็อาจโดนหลอกได้จากการพักตัวครั้งแรกของราคา ถ้าจุด SL ของคุณใกล้เกินไปราคาก็อาจจะวิ่งไปโดนได้ และต่อมาคุณก็อาจเห็นว่าราคามันทะลุมาได้ในที่สุด
    หลังจากที่คุณจะเห็นว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านไปแล้ว มันก็จะกลับมาเทสเส้นแนวต้านที่มันเพิ่งผ่านทะลุไปเช่นกัน และสังเกตว่าราคาได้กลับตัวในวันต่อมาโดยปรับตัวลดลงทะลุแนว R3 ตอนนี้ก็เป็นโอกาสในการเปิดเซล เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น R3 (ตามภาพ)
    จงไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

    ไม่ว่าเราจะใช้เครื่อมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL

    Pivot point

    สังเกตว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะเซท SL ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วน เป้าหมายราคาหรือ TP ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะเซท SL ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว TP ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้ 



    ขอบคุณข้อมูลจาก 
    http://www.babypips.com/school/range-trading-with-pivot-points.html
    แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX 

    ความจริงเกี่ยวกับการเทรด Forex




    ผมเชื่อว่าหลายคนเข้ามาในตลาดแห่งด้วยสายตาที่คิดว่าตลาดแห่งนี้จะมีเงินทองไหลมาเทมา บางคนฝันว่าตัวเองจะได้มีรถสปอร์ตหรูขับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเทรดเดอร์น้อยคนมากที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้จริง ๆ แล้วความเป็นจริงคืออะไรละ?

    สิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับการเทรด
    มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทุนเท่าไหร่ในการอยู่ในตลาดแห่งนี้คุณเอาเงินเข้ามาในตลาดเท่าไหร่คุณก็จะได้ออกไปในจำนวนประมาณนั้นละครับ มันต่างกันมากเลยระหว่างคนที่เข้ามาในตลาดด้วยเงิน 1000$ กับคนที่เอาเข้ามาด้วยจำนวนเงิน 100, 000$ หากเทียบกันแล้วคนที่มีโอกาสจะได้ในชีวิตเทรดเดอร์ชิว ๆ ก็ต้องเป็นคนที่มีทุนมากกว่าใช่ไหมละครับ มันเป็นการคำนวณตัวเลขง่าย ๆ เลย ยิ่งมีเงินในบัญชีมากเท่าไหร่นั่นก็หมายความว่าคน ๆ นั้นก็ไม่ต้องเทรดอะไรมากก็สามารถเทรดไปวัน ๆได้อย่างสบายใจและสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรดจริง ๆ ได้

    คุณล้อผมเล่นรึเปล่า?
    เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนจะมีคำถามทันทีเลยว่า “งั้นก็ออกจากงานที่ทำเลยดิแล้วทุ่มเงินสัก 10000$ มาลงกับ Forex เลย” งั้นลองมาดูตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ
    ตัวอย่าง
    สมมุติว่าคุณต้องการเงิน 50000$ ต่อปีถึงจะเพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรด
    บัญชีของนาย A มี 10000$ ถ้าจะทำ 50000$ จะต้องทำถึง 500% ต่อปี
    บัญชีของนาย B มี 200,000$ ถ้าจะทำ 50000$ ทำ 25% ต่อปีก็เพียงพอละ
    จากตัวอย่างข้างบนแสดงให้เห็นชัด ๆ เลยครับว่าเทรดเดอร์ เอ ต้องทำให้ได้ตั้ง 500% ถึงจะอยู่รอดได้ทั้งปีในขณะที่เทรดเดอร์ บี ที่มีเงินมากกว่าขอแค่ 25% ของพอร์ตก็อยู่ได้ละ อันนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงหรือการเพิ่ม lot ของวิธีเทรดของแต่ละคนอีกนะครับ แล้วการที่ต้องเทรดมากกว่า 5% ของพอร์ตต่อเดือนถือเป็นความเสี่ยงมาก ๆ บางคนอาจจะพูดว่า “5% ของพอร์ตต่อเดือน นิดเดียวเอง” แต่ 5% รวมกัน 12 เดือนก็เท่ากับ 60% เลยนะครับและถ้าหากคุณเพิ่ม lot อีกละ ความเสี่ยงของคุณอาจจะพุ่งสูงขึ้นถึง 80% ของพอร์ตเลยทีเดียว
    ความเพ้อฝันส่งผลอะไรกับบัญชีของเรา?
    หลาย ๆ คนคิดวิธีการบริหารการเงินที่สวยหรูมากเช่น 100 orders ก็สามารถรวยได้เลยเป็นต้น พอมีคนถามว่าแล้วถ้าเสียละ? ก็อึ้งกันไปเลยนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนพลาดเพราะลืมคิดไปว่าถ้าเสียจะทำยังไงและสิ่งที่ทำให้แผนอันสวยหรูต้องพังพินาศลงก็คือ 2 สิ่งนี้
    ข้อที่ 1: การ Overtrade
    ข้อที่ 2: ใส่ lot มากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง
    การ overtrade เป็นอะไรที่พบเห็นได้บ่อยไม่ว่าจะเทรดเดอร์มือใหม่มือเก่าที่ยังไม่หลุดออกจากความเพ้อฝันของตัวเอง พวกเขาจะมีความคิดว่ายิ่งเทรดมากก็ยิ่งได้มากแต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลย การที่ยิ่งเทรดมากในตำแหน่งที่ตัวเทรดเดอร์คนนั้น ๆ ไม่ได้เปรียบมีแต่จะทำให้เสียมากขึ้นต่างหาก
    การลง lot ที่หนักไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินของคุณหายไปได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์หน้าใหม่บางครั้งเวลาที่ได้เงินมาเยอะ ๆ ในช่วงแรกจะคิดว่าพวกเขาทำได้และใส่ lot หนักกว่าเดิมเพราะอยากรวยไว ๆ และสุดท้ายการเทรดก็จะไม่ต่างอะไรไปจากการพนันในที่สุดและบัญชีของพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องกลายเป็น 0 และเดินออกจากตลาดไปในที่สุด
    ความจริงแล้ว “อะไร” ที่จะทำให้เราเป็นเทรดเดอร์ที่แท้จริงได้
    ก่อนอื่นเลยหากคุณเคยล้างพอร์ตหรือมีประสบการณ์การเทรดมาแล้วในระดับหนึ่งเมื่อคุณมาถึงตรงนี้แล้วคุณต้องยอมรับความจริงข้างบนให้ได้เสียก่อน จากนั้นความจริงอีกข้อที่คุณต้องเข้าใจคือ เทรดเดอร์แต่ละคนไม่มีทางที่จะเหมือนกัน วิธีการคิด วิธีการเทรด วิธีการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ขับขันย่อมแตกต่างกันออกไปแล้วแต่คน การเรียนรู้ที่จะเทรดแบบ Price Action เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเทรดเดอร์ในการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะเทรดในแบบของคุณและมีการบริหารเงินที่อยู่บนความเป็นจริงจะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในที่สุด
    ที่ผมเลือกบทความนี้มาแปลเพราะผมคิดว่าคนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รู้ความจริงอยู่ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร มันโหดร้ายแค่ไหน ไม่มีอะไรในโลกได้มาโดยง่ายครับ ยิ่งเป็นอิสรภาพทางการเงินด้วยแล้วยิ่งเป็นของมีค่ามาก ๆ มันก็ยิ่งยาก มันไม่ผิดที่คุณจะฝันถึงการได้ขับรถสปอร์ตด้วยเงินจาก Forex แต่คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่าตลาดนี้มันมีความเสี่ยงอยู่ จากการคำนวณข้างบนอย่าคิดนะครับว่าอ่านบทความนี้จบแล้วจะขายทุกอย่างเพื่อเอาเงินทั้งหมดมาแล้วทำให้ตัวเองอยู่ได้เพียง 25% ต่อปี คุณยังต้องคิดอีกว่า คุณมีประสบการณ์มากพอไหม คุณเทรดเก่งแล้วรึเปล่า คุณรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วหรือยังและความจริงอีกข้อหนึ่งคือคุณไม่สามารถทำให้ 100$ กลายเป็น 1 ล้านเหรียญได้แต่ 100$ สามารถกลายเป็น 500$ ได้ 500>1000$ 1000>2000 2000>4000 ได้ มันต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปครับเมื่อเงินเยอะขึ้นคุณจะสามารถลง lot ได้มากขึ้นไม่ต้องรีบร้อนขอเพียงคุณมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมรับรองว่าเงินของคุณไม่หนีไปไหนแน่นอนครับ





    CREDIT

    Source: http://forums.babypips.com/free-forex-trading-systems/42378-forex-price-action-4.html

    แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

    แนวรับแนวต้านที่ดีที่สุด?

    นาย Ishtana มาตั้งกระทู้ว่าตัวเค้าหาแนวรับแนวต้านจากการใช้ indicator ที่ช่วยในการคำนวณหาค่า pivot ตัวหนึ่งแต่เค้าเอาไปใส่ในกราฟคู่เงินตัวเดียวกันแต่ต่างโบรกเกอร์ ผลที่ได้คือมันคำนวนออกมาไม่ตรงกันเลยทั้ง 5 โบรกเกอร์แล้วแบบนี้เค้าจะรู้ได้ยังไงว่าโบรกเกอร์ไหนมีแนวรับแนวต้านใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ในความคิดของเค้า เค้าบอกว่าเราในฐานะเทรดเดอร์ควรจะหาแนวรับแนวต้านที่แนวนอนให้เจอเพราะพวกพี่บิ๊กทั้งหลายใช้แนวเหล่านั้น เค้าเดาว่าเหตุผลที่แนวรับแนวต้านขชองแต่ละโบรกเกอร์ไม่น่าเชื่อถือเหมือนในรูปเพราะเทรดเดอร์ที่โตเกียวใช้แนวรับแนวต้านไม่เหมือนกับของคนที่ทางฝั่งอเมริกาใช้รึเปล่า ใครก็ได้ช่วงให้คำตอบกับเขาที
    ตัวอย่างกราฟจริงทั้ง 5
    คุณ Hatzerim เข้ามาตอบแบบสั้น ๆ ว่า ผมว่ามันดูรุงรังไปนะแค่แนวรับแนวต้านจากสายตาของคุณก็น่าจะเพียงพอแล้ว
    คุณ Robertk ตอบว่า หากคุณใช้ Fibonacci แล้วละก็ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไปเพราะมันเหมือนกันหมดทุกโบรกเกอร์ ยกเว้นว่าคุณจะมองสวิงผิดอะนะ และคุณ GnarlyPips ก็เข้ามาเสริมคำตอบของคุณ Robertk ว่า แนวรับแนวต้านบอกอะไรกับคุณ สำหรับผมแนวรับแนวต้านคือบริเวณที่มีความเป็นได้ที่จะสามารถทำกำไร การหาแนวรับแนวต้านสำหรับผมก็จะดูเอาจากการลาก Trendline ใช้จุดสูงสุดจุดต่ำสุดจุดเปิดจุดปิดของแท่งเทียนอะไรประมาณนั้นในการคาดการณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีแนวรับแนวต้านไหนถูกหรอก เพราะมันเยอะมากหากจะวัดจากทุกสวิงยิ่งลงไปใน Time Frame เล็ก ๆ ยิ่งนับไม่ถ้วนใหญ่เลย ยิ่งต่าง Time Frame แนวรับแนวต้านก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น

    คุณ Gumrai เข้ามาตอบว่า ถ้าผมเป็นพี่บิ๊ก ๆ ทั้งหลายนะ ผมไม่มาสนใจ daily pivot หรอกภาพที่คุณนำมาแสดงให้พวกเราดูเป็นหลักฐานที่บอกเลยว่า daily pivot มันใช้ไม่ได้ถ้าผมเป็นพี่บิ๊ก ๆ นะ ผมลาก Trendline เอาหาแนวรับแนวต้านจากการสวิงของราคายังง่ายกว่าเยอะเลยที่สำคัญนะคือลักษณะของพฤติกรรมราคาต่างหากที่จะบอกว่าแนวนั้น ๆ แข็งหรือไม่แข็ง
    คุณ smikester เข้ามาตอบว่า เรื่องของแนวรับแนวต้านเป็นอะไรที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับการเทรดเลยเพราะมันไม่มีคำตอบที่ตายตัวแน่นอน สำหรับผมแล้วผมเลือกจะเชื่อแนวรับแนวต้านที่เกิดจาก Trendline มากกว่าเพราะอะไร? เพราะ Trendline มันเกิดจากแรงที่ราคากระทำมาในอดีตดังนั้นมันจะสามารถใช้ลากเพื่อดูพฤติกรรมของแรงได้ดีกว่าพวก Horizontal Line 
    คุณ จขกท เข้ามาตอบว่า ผมไม่ค่อยอยากเชื่อแนวรับแนวต้านที่ได้เรียน ๆ มาเท่าไหร่เพราะอะไรนะหรอ เพราะว่าเมื่อราคาเจอแนวรับแนวต้านแล้วจะมีความเป็นไปได้ 4 แบบเกิดขึ้น
    แบบที่ 1: ทะลุผ่านไปเลย
    แบบที่ 2: ดีดกลับมา
    แบบที่ 3: ปรับฐาน
    แบบที่ 4: ทะลุไปแล้วดีดกลับ
    ดูสิครับ เกิดได้ตั้ง 4 แบบเสี่ยงจะตายคุณมีโอกาสที่จะถูก 1 ใน 4 น้อยมาก เหมือนกากบาท ก ข ค ง เลยนี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าแต่ละโบรกเกอร์แสดงราคาไม่เหมือนกันอีกนะ

    คุณ FerruFx เข้ามาตอบต่อทันทีเลยว่า นี่ละครับเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องหารูปแบบของราคา (chart pattern) มายืนยันอีกทีเพราะรูปแบบของราคาสามารถบอกความเป็นไปได้ที่จะรอดหรือไม่รอดให้กับคุณได้ ที่การใช้แนวรับแนวต้าน Fibonacci เป็นที่นิยมเพราะเทรดเดอร์ส่วนมากคอยสังเกตพฤติกรรมราคาจากแนวรับแนวต้านเหล่านี้และเทรดไปในทางเดียวกันบริเวณนั้นมันเลยทำให้กราฟสามารถกระดิกไปในทางที่พวกเขาต้องการได้ยังไงละ

    ส่วนตัวแล้วผมชอบหาแนวรับแนวต้านจาก Trendline มากกว่าเพราะอย่างที่คุณ smikester บอกมันใช้วัดพฤติกรรมความชันของสวิงได้ดีกว่าถึงแม้ว่าแนวรับแนวต้านจะเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งแต่พฤติกรรมของราคาก็สำคัญไม่แพ้กัน หน้าที่ของเทรดเดอร์คือมองพฤติกรรมของราคาให้ออกบริเวณแนวรับแนวต้านว่าจะไปต่อหรือกลับตัวดังนั้นความชันของราคา ณ บริเวณแนวรับแนวต้านจะเป็นตัวบอกเราได้ว่าราคาจะหลุดไปได้หรือไม่ได้ ดังนั้นสำหรับผมแนวรับแนวต้านที่ดีที่สุดที่ผมนิยามเองคือ แนวรับแนวต้านที่สามารถทำให้พฤติกรรมของราคาเปลี่ยนแปลงได้และส่งผลให้ความชันของราคาหรือสวิงเปลี่ยนแปลงไป” นั่นละคือแนวรับแนวต้านที่ดีที่สุดสำหรับผม


    CREDIT

    Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=403642

    แปลไทย: PipsteP