exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบเทรด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบเทรด แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทดสอบย้อนหลังได้กำไรแล้วควรย้ายไปเทรดเงินจริงดีไหม



บทความนี้เป็นบทความแรกที่อ่าน ๆไปแล้วผมคิดว่าเจ้าของกระทู้เค้ากำลังตอบ 2 คำถามในกระทู้เดียวดังนั้นผมเลยตัดสินใจแบ่งออกเป็น 2 บทความจากกระทู้เดียวเพื่อไม่ให้สับสนต่อการอ่าน ในบทความนี้ จขกท. เข้าจะพูดถึงแนวคิดของเขารวมไปถึงวิธีการเทรดของเขาซึ่งผมจะแยกวิธีการเทรดของเขาออกจากแนวคิดของเขานะครับ ซึ่งในบทความนี่ผมจะพูดถึงเรื่องที่เขาอยากจะเริ่มทดลองระบบของเขาก่อนแล้วกันนะครับ
คุณ aarizahmad เจ้าของกระทู้ถามเล่าว่าเขาพึ่งเริ่มเทรดได้ประมาณ 2 เดือนและได้ทดลองระบบของเขาโดยการเช็คย้อนหลังซึ่งระบบของเขาจะใช้สัญญาณเข้าจากรูปแบบกลืนกิน (Engulfing Bar) ของแท่งเทียนใน Daily Time Frame เป็นสัญญาณเข้า ความเสี่ยงของระบบผมอยู่ที่ 3:1 ซึ่งทดสอบดูแล้ววิธีการเทรดของผมถูก 20 ครั้งผิด 10 ครั้งเมื่อเอาจำนวณครั้งที่ถูกมาคิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วพบว่าระบบผมสามารถทำกำไรได้ถึง 60% เลยทีเดียวและเสียเพลง 10% เท่านั้น จากตัวเลขนี้ผมเลยคิดว่าระบบผมเป็นไปได้ที่จะนำมาเทรดจริง ๆ ผมเลยอยากจะถามเพื่อนร่วมบอร์ดว่า
ข้อที่ 1: ผลที่ได้นี้แม่นยำพอที่จะไปเริ่มเทรดเดโม่หรือเงินจริงหรือยังครับ?
ข้อที่ 2: ความเสี่ยงของเขาต่อการเทรด 1 ครั้งควรจะเป็นเท่าไหร่ดี? 2% หรือ 1% ของเงินทุน?
ข้อที่ 3: ถ้าระบบผมสามารถทำกำไรได้ตามที่ผมคิดแบบนี้ความฝันของผมที่จะได้ขับโรสรอยด์จะสามารถเป็นจริงใน 1 ปีไหม?

คุณ claudia1 เข้ามาตอบว่า ถ้าคุณคิดว่าระบบของคุณสามารถเทรดแล้วมีกำไรได้แน่ ๆ ก็เอาเลย ความเสี่ยง 2% เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ก็อย่าเสี่ยงดีกว่า
คุณ card เข้ามาตอบว่า ตราบเท่าที่คุณยังมีวิธีการบริหารเงินทุนที่เยี่ยมยอดตราบนั้นคุณก็จะสามารถลดความสูญเสียลงได้ ส่วนตัวแล้วผมว่าการทดสอบย้อนหลังเชื่อถือไม่ค่อยได้ถ้าเป็นผมนะ ผมเทรดเงินจริงอย่างเดียวละ ถึงจะเป็นเงินในจำนวนที่น้อยแต่มันก็เป็นเงินจริงถ้าเจอระบบใหม่ผมก็จะเอาเงินจริงในจำนวนน้อย ๆ ไปลงระบบนั้นและทดสอบดู คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเทพอะไรมากตราบเท่าที่คุณมีกลยุทธ์ที่ดี มีระบบการจัดการความเสี่ยงที่ดีก็ไม่มีทางที่ตลาดจะเอาเงินจากคุณไปได้ ดังนั้นผมจึงอยากจะแนะนำว่าให้คุณเริ่มทดลองระบบของคุณด้วยเงินจริงที่ความเสี่ยง 1% ก่อนเมื่อคุณมีความมั่นใจมากขึ้นค่อยอัพขึ้นไปเป็น 1.5% หรือ 2% ก็ว่ากันไป เงินทุนที่ผมแนะนำคือ 1000$ ขึ้นไปเพื่อพิสูจน์ว่าระบบของคุณสามารถทำกำไรได้และเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวคุณเองอีกด้วย หากคุณบอกว่ามีเงินไม่มากถึง 1000$ หรอกก็ลองไปหางานอื่นทำก่อนแล้วเก็บตังค์ให้ถึง 1000$ และที่สำคัญอย่าลืมว่าตลาดแห่งนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่าโลภ อย่าเหลิง อย่าเทรดตามอารมณ์เด็ดขาด ถ้าคุณทำได้รถโรสรอยด์ของคุณก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม

คุณ ghous เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อผลของการทดสอบ backtest เพราะการทดลอง backtest มันจะทำให้เราคิดขเข้างตัวเองและไม่ได้ผลที่เป็นความจริง ตอนที่เทรดจริง ๆ ผมแนะนำว่าต่อจากนี้คุณควรจะลองเทรดเงินจริงและทดสอบระบบคุณแบบจริง ๆ ดีกว่านะ
“รับทราบครับ ผมว่ากำลังจะเริ่มทดสอบระบบวันพรุ่งนี้แล้ว ความจริงแล้วตอนที่ผมทำ backtest ผมใช้วิธีค่อย ๆ กด page up ไปเรื่อย ๆ นะครับและก็กด F12 ค่อย ๆ เลื่อนกราฟด้วย” คุณเจ้าของกระทู้ตอบและตอบต่ออีกว่า ซึ่งการทำอย่างนี้มันทำให้ผมไม่สามารถเห็นกราฟล่วงหน้าก่อนและผมก็จดบันทึกการเทรดของผมลงใน notepad จากนั้นนำผลที่ได้มาตำนวณมาคำนวณเปอร์เซนต์ชนะในแต่ละครั้งและผมก็ซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยนะครับ ถึงแม้จะต้องจดหลายคู่เงินหน่อยแต่ผมว่ามันก็คุ้ม

คุณ M.A.C. Doug เข้ามาตอบในทำนองเดียวกันว่า การทดสอบย้อนหลังเดโม่ไม่สามารถวัดอะไรในการเทรดจริง ๆ ได้ ความจริงระบบคุณแนวคิดคุณก็เป็นวิธีที่ดีนะ ผมหวังว่าคุณจะทำมันได้ดีในการเทรดจริง ๆ ส่วนความฝันของคุณนะ ผมว่าคุณหวังสูงไปหน่อยรึเปล่า ผลจาก backtest มันไม่ได้การันตีความสำเร็จสูงขนาดนั้นหรอกนะครับ เดี๋ยวพอคุณเทรดเงินจริงคุณก็จะเข้าใจเอง
การทำ Backtest ความจริงก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นเพื่อแต่มันเป็นเหมือนกับการสร้างสมมุติฐานขึ้นมาก่อน เหมือนเราหาข้อมูลเบื้องต้นมาก่อนแล้วหลังจากนั้นเราก็ต้องลงมือหาข้อมูลจริง ๆ มายืนยันสมมุติฐานของเรา การเทรดก็ไม่ต่างอะไรกับงานวิจัยเลยที่ผลที่ออกมาอาจจะไม่เป็นไปตามสมมุติฐานก็ได้ ดังนั้นผู้เทรดไม่ควรไปคาดหวังอะไรกับสมมุติฐานมากนัก ไม่ใช่ว่าทำ Backtest แล้วขายทุกอย่างเพื่อเทรดเลยก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะผมเคยหลงอยู่ในวังเวียนแห่ง Backtest มานานถึง 2 ปี เสียเวลาไปตั้ง 2 ปีเพื่อให้ได้รู้ว่ามันไม่ใช่ทุกอย่างในการเทรด สิ่งที่ผู้เทรดควรทำคือเมื่อหาสไตล์การเทรดที่ตัวเองชอบได้แล้ว ก็ลองต่อยอดพัฒนามันไปเรื่อย ๆ พัฒนามันให้ไปจนถึงที่สุดให้ได้ นั่นละครับถึงจะเรียกว่าเป็นการสร้างระบบหรือกลยุทธ์ที่มีไว้เพื่อคุณคนเดียวขึ้นมาอย่างแท้จริง





Credit: http://www.thaiforexschool.com

กลยุทธ์การตั้ง Stop Loss (จุดขาดทุน)

"ทำไมราคาวิ่งมาชน Stop loss (SL) ของเราอีกแล้ว" นี่น่าจะเป็นคำถามที่เทรดเดอร์ถามตัวเองแบบเซ็งๆเป็นประจำเมื่อออเดอร์ของเราโดน SL
ที่มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ตลาดจะทำทุกอย่างที่มันอยากจะทำ เคลื่อนไหวไปในทางที่มันอยากจะไป เทรดเดอร์ต้องเจอกับความท้าทายใหม่ๆทุกวัน ส่วนมาก็จะเป็นในเรื่องของการเมืองทั่วโลก เหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กระทั่งข่าวลือที่เกี่ยวกับธนาคารกลางที่สามารถทำให้ราคาวิ่งไปในทิศทางไหนก็ได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยที่คุณไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นก็หมายความว่า จะต้องมีเทรดเดอร์บางคนที่เปิดออเดอร์ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับราคาตลาด และต้องเสียเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถควบคุมได้ว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น เราสามารถปิดออเดอร์เพื่อตัดการขาดทุนในตอนนั้นเลย หรือว่าคุณจะนั่งรอคอยความหวังว่าราคามันจะกลับมาในที่ที่คุณต้องการ และถ้ามันไม่กลับมาอย่างที่คุณหวังไว้แล้วคุณปล่อยไปอย่างนั้นเรื่อยๆโดยไม่มีการตัดสินใจ พอร์ตของคุณก็อาจจะสะอาดได้ (ล้างพอร์ต)
คำพูดที่ว่า  "Live to trade another day!" น่าจะเป็นคำขวัญของเทรดเดอร์มือใหม่ทุกคน เพราะ ยิ่งคุณอยู่รอดได้นานเท่าไหร่ คุณก็สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น และนั่นก็จะเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จของคุณด้วย
กลยุทธ์การเทรดอีกอย่างที่สำคัญคือการ  "stop losses" ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่เทรดเดอร์ควรจะรู้ไว้เพื่อเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในการเทรด การที่มีการตั้ง SL นี้ นอกจากจะช่วยตัดการขาดทุนของคุณเพื่อให้มีโอกาสในการกู้สถานการณ์แล้ว มันยังช่วยขจัดความวิตกกังวลที่เกิดจากการสูญเสียในการเทรดโดยไม่ต้องวางแผนด้วย และความเครียดที่ลดลงมันก็เป็นผลดีในการเทรดของคุณด้วย
จุด SL ควรจะเป็นจุดที่ "ลบล้างความคิด" ในการเทรดสำหรับออเดอร์นั้นๆของคุณ ดังนั้นเมื่อราคามาถึงจุด SL มันก็น่าจะเป็นสัญญาณว่า "มันถึงเวลาที่ต้องออกจากออเดอร์นี้แล้ว"
การตั้งจะ SL นั้นมี 4 วิธี ที่เราสามารถเลือกใช้ได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน หรือเลือกแล้วแต่ความถนัดของเรา
1. หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน
2. หยุดตามรูปแบบของกราฟ
3. หยุดตามความผันผวน
4. หยุดตามเวลา


1. หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน
การตั้ง SL แบบนี้เป็นการตั้ง SL แบบพื้นฐานที่สุด โดยใช้การกำหนดความเสี่ยงจากสัดส่วนของเงินทุนที่อยู่ในบัญชี อย่างเช่นว่า เราเต็มใจที่จะเสี่ยงขาดทุนได้ที่ 2% ต่อการเทรดในแต่ละครั้ง แต่ว่าเทรดเดอร์ทุกคนจะยอมรับความเสี่ยได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะรับความเสี่ยงได้ถึง 10% ในขณะที่บางคนอาจจะยอมเสี่ยงได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น
และในการตั้ง SL คุณควรจะตั้งตามสภาวะของตลาด หรือตามกฎของระบบเทรดของคุณ ไม่ใช่ว่าตั้งตามจำนวนเงินที่คุณจะยอมสูญเสียได้
สับสนมั้ยคะ :) งั้นเรามาดูตัวอย่างกัน
นายแดง มีบัญชีมินิ ที่มีเงินอยู่ $500 และ ขนาด Lot size ที่เขาสามารถเทรดได้คือ 10k ( ในบัญชีมินิ 10k เท่ากับการเทรดที่ จุดละ $1) แดงต้องการที่จะเทรด GBP/USD และเขาเห็นว่าราคาวิ่งอยู่แถวๆแนวต้านที่ระดับ 1.5620 เขาจึงต้องการที่จะเซล และตามกฎการลงทุนของเขาคือ เขาจะไม่เสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนในการเทรดแต่ละครั้ง และสำหรับการเทรดที่ขนาด 10k ของ GBP/USD แต่ละจุดมีค่า $1 และ 2% ของเงินในบัญชีแดงเท่ากับ $10 ดังแดงก็จะตั้ง SL ได้มากที่สุดที่ 10 จุด ดังนั้นแดงจะต้องตั้งจุด SL ของเขาไว้ที่ 1.5630

หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน

แต่ว่า GBP/USD มีการเคลื่อนไหวทีมากกว่า 100 จุดต่อวัน ราคาจึงอาจจะวิ่งมาชนจุด SL ของแดงได้อย่างง่ายดาย เพราะตำแหน่ง SL นั้นจำกัดด้วยการตั้งค่าความเสี่ยงจากเงินในบัญชีของเขา และเขาตัง SL ด้วยโดยยึดตามจำนวนเงินที่เขาสามารถสูญเสียได้ แทนที่จะกำหนดตามเงื่อนไขจากการเคลื่อนไหวของ GBP/USD

หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน

และในที่สุด ราคาก็วิ่งมาชน SL ของแดง เพราะว่าจุด SL ของเขาที่วางไว้น้อยเกินไป และนอกเหนือจากนั้นคือ เขาเสียโอกาสที่จะเก็บมากกว่า 100 จุดด้วย
จากตัวอย่างนี้คุณได้เห็นถึงอันตรายจากการตั้ง SL จากการใช้สัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน ที่บังคับให้เทรดเดอร์ต้องตั้งจุด SL ในระดับราคาที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดและอย่างในกรณีนี้ จุด SL ก็อยุ่ใกล้กับจุดเปิดออเดอร์มาก และเป็นการตั้ง SL ที่ไม่ได้ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคร่วมด้วยเลย (เห็นว่าใกล้แนวต้านก็ใส่เลย ไม่ได้วิเคราะห์อย่างอื่นร่วมเลย)
คุณรู้อยู่แล้วว่า คุณควรจะตั้ง SL ในระดับที่ราคาสามารถจะกลับตัวมาในทิศทางที่คุณคาดคิดไว้โดยไม่ชน SL ของคุณ แต่ในกรณีนี้ราคามันวิ่งไปชน SL เข้าแล้ว จึงหมดโอกาสที่จะทำกำไรได้ และ วิธีแก้ปัญหาสำหรับแดงก็คือ หาโบรคเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตร์การเทรดและเงินทุนของเขา
ในกรณีของแดง เขาควรแก้ไขโดยการหาโบรคเกอร์ที่เขาสามารถกำหนดขนาดการซื้อขายที่เล็กลง หรือแม้แต่สามารถกำหนดขนาดเองได้ อย่างเช่น สามารถเทรดที่ขนาด 1k ในคู่เงิน GBP/USD ได้ ซึ่งแต่ละจุด จะมีค่าเท่ากับ $0.10 ซึ่งจะทำให้แดงสามารถตั้งจุด SL ได้ตามเงื่อนไขความเสี่ยงของเขาได้อย่างสบายๆ แดงจะสามารถตั้งจุด SL สำหรับการเทรด GBP/USD ได้ถึง 100 จุด ในความเสี่ยงที่ 2% ของเงินในบัญชีของเขา และตอนนี้เขาก็สามารถตั้ง SL ให้เหมาะสมกับสภาวะของตลาด รวมทั้งเป็นไปตามกฎของระบบการซื้อขาย ตามแนวรับแนวต้านแล้ว


2. หยุดตามรูปแบบของกราฟ
วิธีการหาจุด SL อีกวิธหนึ่งที่เหมาะสมมากกว่าวิธีแรกคือ ตั้งตามรูปแบบของกราฟ เป็นการตั้ง SL โดยยึดตามสิ่งที่ที่ตลาดบอกเราด้วยรูปแบบของตัวมันเอง
เราสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาได้ ในบางครั้งราคาก็ดูเหมือนไม่สามารถที่จะวิ่งทะลุผ่านแนวรับแนวต้านนั้นๆ และก็มีบ่อยครั้งที่ราคาวิ่งผ่านแนวรับแนวต้านไปได้ในที่สุดหลังจากวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในกรอบแนวรับแนวต้านนั้นมาระยะหนึ่ง
การตั้งจุด SL ให้เหนือหรือต่ำกว่าระดับแนวรับแนวต้านนั้นก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในกรณีที่ราคาไม่ Break ระดับแนวรับแนวต้าน แต่ถ้าราคาสามารถ break กรอบราคานั้น ก็จะทำให้เทรดเดอร์อื่นๆเห่เข้ามาเล่นด้วยเมื่อเห็นการทะลุของราคา (Breakout) และเทรดเดอร์เหล่านั้นอาจจะทำให้ราคาวิ่งไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับออเดอร์ของคุณ(ที่เล่นอยู่ในกรอบราคา) ได้ และอย่างที่คุณทราวว่าเมื่อเวลาพักตัวอยู่ในกรอบราคานั่นหมายถึงการสะสมพลัง ซึ่งเมื่อราคาเกิดการ Breakout แล้วก็มีแนวโน้มมากที่ราคาอาจวิ่งพุ่งเป็นเทรนไปในทิศทางนั้นๆ  ต่อไปเรามาดูตัวอย่างการตั้ง SL อีกอย่างหนึ่งเมื่อเกิดการ Breakout ของราคา
จากตัวอย่างเป็นการตั้ง SL โดยยึดตามแนวรับแนวต้าน

หยุดตามรูปแบบของกราฟ

ตามภาพตัวอย่างเราเห็นได้ว่าราคามีการซื้อขายกันอยู่เหนือเส้นแนวรับ (สีดำ) และเมื่อราคาวิ่งทะลุผ่านแนวต้านด้านบน (สีแดง) ไปได้คุณก็คิดว่ามันการ Breakout ที่สวยงาม และคุณตัดสินใจที่จะซื้อตามแนวโน้มนั้น แต่ก่อนอื่นคุณต้องตั้งคำถามก่อนว่า ตรงไหนที่คุณจะตั้ง SL ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคาดคิดไว้ และเงือนไขอะไรที่จะบอกคุณได้ว่า ความคิดของคุณในการเข้าซื้อครั้งนี้ไม่ถูกต้อง

หยุดตามรูปแบบของกราฟ

ในกรณีนี้ การตั้ง SL ที่สมเหตุสมผมมากที่สุดคือ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับ (สำดำ) และเส้นเทรนไลน์ (สีแดง) และถ้าราคาวิ่งผ่านเส้นเทรนไลน์นี้ลงมาได้ ก็หมายความว่า มีแรงซื้อไม่พอและตอนนี้ผู้ขายเป็นฝ่ายควบคุมตลาด ดังนั้นความคิดของคุณในการเปิดออเดอร์ซื้อในครั้งนี้จึงเป็นความผิดพลาด และถึงเวลาที่คุณควรจะออกจากออเดอร์ของคุณและยอมรับการสูญเสีย คุณจะเห็นราคาวิ่งในลักษณะนี้ได้บ่อยมากในคู่เงิน EUR/USD







Credit:http://www.thaiforexschool.com

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Quantitative Qualitative Estimation (QQE)

Quantitative Qualitative Estimation (QQE) เป็นเครื่องมือ ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จัก QQE indicator ใช้วัดค่าความผันผวน volatile ตามคาบการแกว่ง โดยใช้โมเดล RSI และ ATR เข้ามาทำงานร่วมกัน 





แนวคิดการทำงาน
สร้างค่า smoothed Relative Strength Index (RSI 14) จาก Moving average ตาม period ที่กำหนด เพื่อเปรียบเทียบกับ ค่า ATR(14) โดยมี trailing stop lines ทั้ง 2 เส้นคือ
- fast trailing stop สร้างจาก ATR smoothed ที่คำนวณจาก wilders function [wilders()] * 2.618
- slow trailing stop สร้างจาก ATR smoothed ที่คำนวณจาก wilders function [wilders()] * 4.236

การแปลความหมาย
QQE แสดงค่า 2 เส้นคือ fast และ slow ร่วมกับการพิจารณาระดับ level ที่สำคัญในการบอก นัยสำคัญของระดับ คือ level 50 ตัวบ่งบอกการเปลี่ยนทิศของแนวโน้ม

การให้สัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับ
1. ดู cross over การตัดของเส้นทึบ fast(สีฟ้า) และเส้นประ slow (สีเหลือง)โดย เส้นทึบค่า fast trailing stop และเส้นประ คือค่า slow trailing stop 

ถ้าเส้นทึบ fast ตัดขึ้น หมายถึงการ ยกตัวของระดับราคา ถ้าเส้น slow ตัดลงหมายถึงการย่อตัวของระดับราคา


2. ดู level เนื่องจากแนวคิดของ RSI คือการเทียบ rate of change ของการแกว่งตัว ในคาบเวลาที่กำหนด แล้วนำมาสเกลแบบเปอร์เซนต์  ระดับที่มี นัยยะสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้ม จากทิศขึ้น เป็นลง หรือ ทิศลงเป็นขึ้น คือ ระดับที่ 50 ซึ่งเป็นตัวบ่งบอก ยืนยันการเกิดแนวโน้มที่ชัดเจนและคงตัว 

สัญญาณซื้อ
-ที่นิยมใช้กันคือ รอดูค่า เส้นทึบ fast ตัดขึ้นเส้นประ slow (บอกการกลับตัว) และเส้นทึบ fast ยืนเหนือเส้น level line ที่ 50 

สัญญาณการขาย
-  ที่นิยมใช้กันคือ รอดูค่า เส้นทึบ fast ตัดลงเส้นประ slow และเส้นทึบ fast ลงต่ำใต้เส้น level line ที่ 50 

- กรณีแกว่งตัวแคบ หรือ sideway trend สามารถเลือกใช้เฉพาะการตัดกันของเส้นเพื่อบอกสัญญาณซื้อขายได้


Download indicator
http://codebase.mql4.com/2887


ข้อตกลงเบื้องต้น
 การนำเครื่องมือไปใช้ ความแม่นยำ ต้องทำการทดสอบกับระบบท่านก่อนเสมอ ก่อนนำไปใช้ซื้อขายจริงการเผยแพร่ เพื่อให้ความรู้ทางวิชาการและนำเสนอแนวคิดการวิเคราะห์ ไม่มีเจตนาชี้นำการลงทุน ระดมทุน หรือจำหน่ายเครื่องมือเชิงพาณิชย์การปรับตั้งค่า ควรศึกษารายละเอียด parameter ให้เข้าใจ ก่อนปรับแต่งเพิ่มเติม ความถูกต้องของสัญญาณ และเครื่องมือเป็นไปตามที่โปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนา อ้างอิง และเผยแพร่ใน mt4 codebase ทางBlog นี้เป็นเพียงผู้เผยแพร่ต่อไม่มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายของเครื่องมือ กรณีผู้ใช้นำไปใช้งาน

การติดตั้ง Indicator

การเทรด CFD , Gold , forex และอื่นๆในตลาดต่างประเทศเราจะสามารถ เทรดผ่านโปรแกรมเทรดมาตรฐานแบบ Metatrader (MT4,MT5) ซึ่งเป็นแพตฟอร์มเปิดที่ได้รับความนิยมและใช้กันเป็นสากล ทำให้มีกลุ่มผู้ใช้และนักพัฒนามากมาย สร้างเครื่องมือวิเคราะห์ราคาสินค้าประเภทเทคนิคอล และมีการสร้าง algorithm สำหรับระบบเทรดอัตโนมัติ(Expert Advice) ให้เราได้นำมาทดลองใช้และศึกษา ในการพัฒนาระบบเทรดของเรา 


วันนี้มาลองดูวิธีติดตั้ง Indicator ประเภทพิเศษเพิ่่มเติมจากเครื่องมือพื้นฐานที่มากับโปรแกรม 

1. ดาวน์โหลด indicator จากเว็บที่เผยแพร่ 
โดยทั่วไป indicator จะเป็นไฟล์ประเภท .mt4 หรือ .mq4


2. เลือกไปที่
C:\Program Files\MetaTrader - exness\experts\indicators
กรณีไม่ได้ใช้ exness ชื่อของโฟล์เดอร์ก็เปลี่ยนไปตาม โบรกเกอร์ของท่าน

3. copy ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาใส่ลงใน ไดเรกทอรี่ด้านบน


4. เปิดโปรแกรม Mt4 ไปที่ แถบ Toolsbox >> Costom indicators เลือก indicator ที่ท่านติดตั้ง แล้ว ลากเข้าไปวางในกราฟ หรือ Click ขวา >> Attach to a chart



เมื่อติดตั้งสำเร็จ ได้เครื่องมือ indicator ดังภาพ





วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไหนใครดู Fibonacci ที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง?



คุณ gspajon ตั้งกระทู้ถามว่า เค้าอยากรู้ว่าคนที่นี่ใช้ Fibonacci กันบ้างรึเปล่าและถ้าใช้มักจะดูที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง และ ทำไมถึงดูที่ตำแหน่งนั้น นอกจากนี้แล้วยังถามอีกว่า คุณทุ่มความเสี่ยงของคุณทั้งหมดลงที่ตำแหน่งนั้นเลยรึเปล่า
คุณ GnarlyPips เข้ามาตอบแบบเป็นสำนวณเปรียบเปรยระหว่างการเทรดกับพืชว่า พืชไม่ได้โตตาม Fibonacci ถึงแม้ว่า Fibonacci สามารถอธิบายได้ในเรื่องของพืช มันก็เหมือนกับที่ Fibonacci สามารถคำนวณความเป็นไปได้ของแนวรับแนวต้านแต่ก็ไม่ได้สมารถกำหนดได้ว่ากราฟจะต้องวิ่งไปถึงตรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้แล้วจะกลับตัว โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ใช้Fibonacci หรอกยกเว้นว่าราคาจะไปเจอแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ๆ เข้าก็อาจจะวัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราวส่วนมากก็ดูที่ 61.8% นั่นละ
มีคนเข้ามาตอบว่าเขาดู Fibonacci ที่ 50% และก็มีคนมาตอบว่า ความจริงแล้วแนว 50% ไม่ได้มีติด Fibonacci มาตั้งแต่แรกแต่มันมาจากทฤษฏีดาวต่างหาก (Dow Theory) 
จขกท. เข้ามาตอบว่าตัวเขาเคยลองจดบันทึกราคาดูเวลาที่มันปรับฐานเขาพบว่า
38.2% มีความเป็นไปได้ 4% ต่อครั้ง
50.0% มีความเป็นไปได้ 35% ต่อครั้ง
61.8% มีความเป็นไปได้ 25% ต่อครั้ง
78.6% มีความเป็นไปได้ 12% ต่อครั้ง
นอกจากนี้แล้วโอกาสที่การปรับฐานจะล้มเหลว (หมายถึงการที่ราคาสามารถไปถึง 100% ได้) มีถึง 28% ต่อครั้งเมื่อเอาค่าทั้งหมดมารวมกันแล้วแปลว่ามีความเป็นไปได้ถึง 70% ที่ราคาจะปรับฐานที่บริเวณปรับฐานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากแนวเหล่านี้เอาไม่อยู่มีความหมายว่าราคาอาจจะเปลี่ยนเทรนหรืออย่างน้อยก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ sideways จุดประสงค์ที่ผมสร้างกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่ใช้ Fibonacci จริง ๆ และทำกำไรจากการใช้ Fibonacci ว่ามีแนวคิดอย่างไรเรื่องตำแหน่งของการปรับฐานเพื่อที่ผมจะได้สามารถระบุแนวที่ราคาน่าจะปรับฐานได้อย่างชัดเจน ดังนั้นคำถามของเขาควรจะเป็นอะไรที่สามารถส่งผลให้แนวปรับฐานของ Fibonacci มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นว่าสามารถกลับตัวได้จากแนวปรับฐานเหล่านี้”
คุณ roakley เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วเขาว่าแนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นแนวที่คำนวนมาแล้วว่าน่าจะเป็นแนวที่มันนัยสำคัญไม่ด้อยไปกว่าแนวรับแนวต้านหรือ Trendline เลย จากประสบการณ์ 4 ปีที่ผมเทรดมาผมว่าที่เราสามารถทำได้ก็เพียงเลือกแนวปรับฐานที่ดูแล้วเป็นไปได้ที่จะเป็นไปตามที่เราคิดและเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเราและการบริหารเงินทุนของเรา
คุณ Pips2Take ตอบว่าผมชอบเข้าที่แนวปรับฐาน 50% นะเพราะถ้าต่ำกว่า 50% ก็หมายถึงสัญญาณที่บอกว่าเทรนอ่อนแรงแล้วละ
คุณ venzen เข้ามาตอบว่า ผมสนใจในเรื่องของการประยุกต์ Fibonacci เข้ากับ Price Action และค้นพบว่า Price Action มักจะมีพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญกับแนวปรับฐานของ Fibonacci อยู่เสมอแต่หลัง ๆ มานี่ผมได้ประยุกต์มันเข้าไปกับ Elliott Wave ด้วยและพบว่า
ข้อที่ 1: wave 2 จะต้องปรับฐานไม่เกิน 61.8% ของ wave 1
ข้อที่ 2: wave 4 จะต้องปรับฐานไม่ต่ำกว่า 38.2% ของ wave 3
ข้อที่ 3: จุดจบของ wave 4 สามารถเป็นได้ทั้ง 38.2% และ 61.8%
รูปนี้เป็นรูปจริง ๆ ของคุณ venzen ครับ


บทความนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีวิธีการเลือกแนวปรับฐานของ Fibonacci ที่ต่างกันซึ่งแตกต่างไปตามระบบหรือกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคน แนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นเพียงทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาแล้วคาดว่าราคาน่าจะปรับฐานบริเวณนั้นสิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมของราคาที่กระทำกับแนวปรับฐานของ Fibonacci จะเป็นตัวตัดสินว่าแนวนั้นจะเอาอยู่หรือไม่และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไหวพริบในการแก้ไขปัญหาหากราคาสามารถหลุดแนวปรับฐานของ Fibonacci ได้ เราจะทำยังไง แก้เกมยังไง นี่ต่างหากละครับที่สำคัญ






CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=434324

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

อย่างที่เรารู้กันดีว่า คุณสมบัติพื้นฐานที่ควรจะมีอย่างหนึ่งของระบบเทรดที่ดี คือ ใช้ง่าย ดูง่าย ไม่ซับซ้อน ในบทความก่อนหน้าเราได้แนะนำให้ท่านได้รู้จักกับหลักการทำงานและเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการวิเคราะห์กราฟด้วย EMA200 กันไปแล้ว ในบทนี้เราก็มาแนะนำการสร้างระบบเทรดแบบง่ายๆ ด้วย EMA200 กับเครื่องมือพื้นฐานที่มีมากับโปรแกรมเทรดทั่วไป

เทรดด้วย EMA200 กับ MACD
ถ้าพูดถึง MACD คงไม่มีเทรดเดอร์คนไหนที่ไม่รู้จัก MACD เป็นเครื่องมือที่คลาสสิคตลอดกาล เป็นที่นิยมกันมากไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์รุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ กลักการทำงานโดยทั่วไปของ MACD สามารถเข้าไปดูได้ที่บทความเรื่อง MACD ในส่วนนี้เราจะใช้เครื่องมือ 2 อย่างคือ EMA200 และ MACD เซทค่าพื้นฐานคือ 12,26,9
รูปแบบการเทรดแบบแรก คือ การเทรดเมื่ออยู่ในเทรนที่ชัดเจน  จากภาพตัวอย่าง EMA200 บอกเราว่าราคาอยู่ในเทรนขาลง แล้วเราใช้สัญญาณจาก MACD เพื่อระบุจุดเข้า- ออก ออเดอร์ของเรา พิจารณาจากภาพตัวอย่างต่อไปนี้

สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

ตามตัวอย่างเป็นราคาอยู่ในเทรนขาลง เราจะเข้าเซลอย่างเดียว (เทรดตามเทรน) และจะเข้าเมื่อ Histoream ของ MACD ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับของเส้น MA หรือ เราอาจจะรอให้ Histogram ลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ Zero Line ก็ได้ ซึ่งนั่นจะเป็นการยืนยันว่าลงแน่ๆแล้ว แต่โดยส่วนตัวแล้วจะไม่รอค่ะ จะเข้าตั้งแต่จังหวะแรกตามภาพ และเมื่อมีการยืนยันก็จะเปิดออเดอร์ซ้ำเข้าไปอีกค่ะ แต่เทรดเดอร์บางคนที่เคร่งครัดมากๆ ก็จะรอให้มีการยืนยันก่อนจึงค่อยเข้า และการออกจากออเดอร์ เราจะออกเมื่อ Histogram ของ MACD ปรับระดับขึ้นไปอยู่เหนือเส้น MA เป็นการออกแบบเซฟกำไรค่ะ จะเข้าออเดอร์ใหม่เมื่อมีสัญญาณรอบใหม่ ส่วนในการเทรดเมื่อเป็นเทรนขาขึ้นก็ใช้หลักการเทรดอย่างเดียวกัน ลองพิจารณาภาพตัวอย่างค่ะ

สร้างระบบเทรดตามเทรนง่ายๆด้วย EMA200

เมื่อราคาเป็น Sideway ราคาจะวิ่งคอลเคลียอยู่กับเส้น EMA 200 ที่แทบจะไม่มีความชันเลย และ Histogram ของ MACD ก็แคบ และน้อยมาก ดังนั้นเราจะรอ ให้ ราคาตัดผ่านเส้น EMA200 อย่างชัดเจน และ Histogram ของ MACD มีขนาดกว้างขึ้น และอยู่สูงกว่าเส้น MA (ในกรณีที่เป็นเทรนขาขึ้นตามภาพตัวอย่าง)

เทรดด้วย EMA200 กับ MACD

ลักษณะของเทรนที่อ่อนแอ นอกจากจะสังเกตได้จากความชันของ EMA200 แล้ว เรายังสามารถดูสัญญาณยืนยันความอ่อนแอของเทรนได้จาก MACD ด้วย ในภาพตัวอย่าง เป็นการยืนยันเทรนที่อ่อนแอด้วยสัญญาณ Divergence ของ MACD เป็นการเตือนให้เราเตรียมตัวออกจากออเดอร์บาย และมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนเทรนในเร็วๆนี้

Divergence

แต่นอกจาก Divergence จะเตือนเราว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว ในบางครั้งก็อาจจะเป็นแค่สัญญาณการพักตัวของเทรนที่อ่อนแอ ก่อนที่จะมีแรงไปต่อในทิศทางเดิม ดังนั้นเราก็ควรจะมีการวางแผนรับมือที่ดีเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR
Parabolic SAR เป็นเครื่องมือพื้นฐานอีกตัวหนึ่ง หลักการทำงานโดยทั่วไปคือบอกแนวโน้มและจุดที่จะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้ ด้วยจุดไข่ปลาเล็กๆที่เรียงกัน ถ้าจุดไข่ปลาอยู่ด้านบนจะแสดงถึงแนวโน้มขาลง และถ้าสุดไข่ปลาอยู่ด้านล่างก็แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น จุดไข่ปลานี้จะเรียงต่อกันไปตามโมเมนตัมของราคาเหมือนเป็นแนวรับแนวต้านธรรมชาติของราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น SAR จะเป็นจุดไข่ปลาที่เรียงตัวต่อกันอยู่ใต้แนวแท่งเทียน และเมื่อราคามีการกลับตัวลงมาต่ำกว่าระดับของจุดไข่ปลา จุดไข่ปลาก็จะไปปราหฎอยู่ที่เหนือแท่งเทียนแท่งต่อไปแทน นั่นก็จะเป็นสัญญาณบอกว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลงแล้ว ให้เราออกจากออเดอร์บาย แล้วเข้าเซลแทน

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR เราก็จะยึด EMA200 เป็นตัวบอกเทรนหลัก และเข้าออเดอร์ด้วยสัญญาณจาก SAR ดังตัวอย่างตามภาพ

การเทรดด้วย EMA200 และ Parabolic SAR

ในตัวอย่างราคาอยู่เหนือ EMA200 เป็นเทรนขาขึ้น เราจึงจะเข้าออเดอร์บายอย่างเดียว การเข้าออเดอร์เราก็ดูสัญญาณ SAR เมื่อเริ่มมีจุดไข่ปลาขึ้นที่ใต้แท่งเทียนเราก็เข้าบาย และออกจากออเดอร์เมื่อมีจุดไข่ปลาของ SAR เกิดขึ้นที่เหนือแท่งเทียน
ระบบการเทรดง่ายๆ 2 ระบบนี้ เป็นตัวอย่างการสร้างระบบโดยการใช้ EMA200 เป็นมาเป็นตัวบอกแนวโน้มของราคา แล้วใช้เครื่องมืออีกตัวมาช่วยในการบอกจุดเข้า-ออก ซึ่งเราอาจจะไม่ใช้เป็น MACD หรือ Parabolic SAR แต่อาจใช้เป็นเครื่องมืออื่นแทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล ในการสร้างระบบเทรดของเราเองนั้น ก่อนอื่นต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าตัวคุณต้องการมองหาอะไรจากกราฟ แล้วเครื่องมือไหนที่จะช่วยตอบสนองความต้องการของคุณได้ หลังจากนั้นจึงทดลองและศึกษาเครื่องมือนั้นๆให้เข้าใจหลักการทำงานของมันจนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่านี้ระบบเทรดง่ายๆของคุณก็อาจกลายเป็นระบบเทรดที่ทำกำไรได้ไม่แพ้ระบบเทรดเทพๆที่ขายกันในราคาหลักร้อยเหรียญดอลลาร์ได้เหมือนกันค่ะ
หวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครหลายๆคนที่กำลังค้นหาระบบเทรดของตัวเองอยู่ จำไว้ว่า ระบบเทรดที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะหรือยุ่งยาก ทำให้มันง่ายเข้าไว้ ยิ่งง่ายเท่าไหร่ก็จะช่วยให้การตัดสินใจในการเทรดของคุณง่ายขึ้น ความผิดพลาดที่เกิดก็จะน้อยลง (เพราะไม่ต้องคิดเยอะ)

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รูปแบบแท่งเทียนใช้กับ Time Frame ไหนดีที่สุด?



วันนี้เราลองเปลี่ยนเว็ปดูบ้างไปที่โรงเรียนสอนเทรดอย่าง Babypips ดู คุณ gimrie1 เข้ามาตั้งกระทู้ว่า เขาพึ่งศึกษาเรื่องของแท่งเทียนจบและได้ความรู้มาว่ารูปแบบไหนเป็นอะไร อันไหนบอกว่ากลับตัวอันไหนบอกว่าพักตัว แต่ผมสงสัยว่าใช้ Time Frame ไหนดีจึงจะเหมาะสมที่สุด 1 นาที 5 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง ที่ผมถามเพราะผมมงงว่า ตอนนี้ดู 1 นาทีอยู่มันบอกว่ากลับตัวแล้วแต่พอไปดู 30 นาทีกลับยังไม่มีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เหมือน 1 นาทีเลย ผมจึงมาตั้งกระทู้นี้เพื่อขอคำแนะนำครับ
คุณ perryfx แสดงความคิดเห็นของเขาว่า สำหรับผมเนี่ยถ้าแท่งเทียนที่เกิดใน  Time Frame ที่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงลงไปไม่น่าเชื่อถือนะสำหรับผม มันมีสัญญาณหลอกมากเกินไป บางครั้งก็ใช่บางครั้งก็ไม่ใช่ ในฐานะที่เราเป็นเทรดเดอร์มือใหม่เหมือนกันผมแนะนำว่าเราควรจะฝึกดูแท่งเทียนใน Time Frame สูง ๆ ไปก่อนดีกว่า
คุณ fxsrikanth เข้ามาพูดตรง ๆ เลยว่า รูปแบบแท่งเทียนสามารถใช้ได้จริงและเชื่อถือได้ถ้ารูปแบบเหล่านั้นมันเกิดบริเวณที่เป็นแนวรับแนวต้านใน Time Frame สูง ๆ อย่างเช่น 1 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ความจริงแล้วต่อให้ใช้ใน Time Frame ที่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงก็สามารถใช้ได้อยู่ดี ความจริงแล้วในเว็ปบอร์ดของเราก็มีกระทู้ดี ๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่มากมายนะ ลองหาอ่านดูสิ
คุณ gimrie1 เข้ามาถามกลับคุณ fxsrikanth ว่า สมมุติว่าเค้าเทรดใน Time Frame 1 ชั่วโมงแล้วเกิดรูปแบบกลับตัวเกิดขึ้น เค้าจำเป็นจะต้องนั่งรอจนกว่ามันจะปิดแท่งก่อนรึเปล่า? แล้วพอเกิดเสร็จปุ๊ปจะต้องรอแท่งเทียนยืนยันอีก ตีไปเลยว่าอย่างงั้นก็ต้องรอ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ แล้วถ้าเกิดเป็นรูปแบบต่อเนื่องเช่นรูปแบบ 3 ทหารเสือ (Three White Soldiers) เค้าไม่ต้องเสียเวลารอถึง 3 ชั่วโมงเลยหรอ? หรือผมสามารถไปวิเคราะห์อย่างอื่นในระหว่างที่รอ 3 ชั่วโมงนั่น สรุปสั้น ๆ เลยว่าคำถามที่ผมอยากจะถามต่อก็คือ “หากวิเคราะห์รูปแบบแท่งเทียนใน Time Frame ที่สูงกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ผมจำเป็นต้องรอแงเยนยืนยันอื่น ๆ ด้วยรึเปล่า?” 

คุณ LiquidGenius เข้ามาตอบคำถามข้างบนก่อนเลยว่า หากคุณเป็นคนที่เทรดแท่งเทียนแบบเพียว ๆ ไม่ดูอย่างอื่นเลยแล้วถามว่าตัวเองต้องนั่งรอไหมคำตอบคือ ใช่ ครับ คุณจำเป็นจะต้องนั่งรอหากคุณจะเทรดแบบนั้น อย่างไรก็ตามคุณไม่จำเป็นต้องนั่งรอเพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าอีก 3 ชมถึงจะเกิดรูปแบบนี้สมบูรณ์คุณก็สามารถไปทำอย่างอื่นระหว่างนั้นได้ ส่วนมากแล้วเทรดเดอร์จะใช้ Time Frame 1 ชั่วโมงกับ 1 ชั่วโมงในการวิเคราะห์มากกว่าเทรดเพราะมันเชื่อถือได้หากจะดูว่าราคาเป็นเทรนรึเปล่า ผมขอบอกอะไรไว้อย่างหนึ่งแล้วกัน รูปแบบแท่งเทียนไว้ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตามมันไม่ได้มีมนต์วิเศษอะไรที่จะสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ในทันที รูปแบบแท่งเทียนที่เราเห็นมันเกิดจากพฤติกรรมของนักลงทุน ณ ขณะนั้นที่ส่งผลออกมาเป็นรูปแบบของราคาทั้งสิ้น ในความเห็นของผมรูปแบบกลัวตัวอย่าง Engulfing หรือ Dark-Cloud Cover และรูปแบบกลับตัวอื่น ๆ บอกกับผมว่าตลาดเข้าสู่ภาวะ Indecision หรือไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะไปทางไหนต่อดี นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมบางครั้งเกิดรูปแบบกลับตัวแล้วราคายังไปต่อในทางเดิมแทนที่จะกลับตัว ดังนั้นหน้าที่ของผู้เทรดก็คือคอยสังเกตพฤติกรรมของราคาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอสัญญาณกลับตัวที่ยืนยันอีกครั้งนั่นเอง

คุณ mastergunner99 เข้ามาตอบว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่ารูปแบบแท่งเทียนเกิดแล้วมันจะไปทางไหน แต่ประเด็นมันอยู่ที่เมื่อเกิดแล้วตัวผู้เทรดเองคิดอย่างไร มีมุมมองอย่างไร วิเคราะห์อย่างไรต่างหาก เพราะรูปแบบมันก็เป็นแค่รูปแบบ
คุณ andrehughes เข้ามาเสริมนิดหน่อยว่า ที่หลาย ๆ คนเข้ามาตอบก่อนหน้านี้ก็ได้พูดไปแล้วว่าควรทำอย่างไรแต่ส่วนมากมักจะพูดถึง Time Frame สูง ๆ ขึ้นไปมากกว่าซึ่งส่วนตัวผมมองว่ารูปแบบแท่งเทียนใน Time Frame สูง ๆ มันเป็นข้อมูลที่เก็บมาในเชิงสถิติเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามรูปแบบ หัวไหล่ (Head and Shoulder) หรือ รูปแบบ stars ทั้งหลายที่เกิดใน 4 ชั่วโมงก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสการกลับตัวจะมีสูงถึง 90% เลยมันก็ไม่ใช่ คุณจะต้องใช้เรื่องอื่น ๆ เข้ามาช่วยวิเคราะห์ด้วยเช่น ข่าว Fibonacci แนวรับแนวต้าน เป็นต้น
คุณ Loong แสดงความเห็นว่า คุณต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่ารูปแบบแท่งเทียนถูกสร้างมาสำหรับ daily Time Frame ตั้งแต่แรกดังนั้นการใช้มันใน daily จึงเป็นที่ ๆ เหมาะที่สุดสำหรับรูปแบบแท่งเทียน แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่ามันจะใช้ใน Time Frame ที่ต่ำกว่า daily ไม่ได้ เพียงแต่คุณอาจจะต้องเลือกเฉพาะสัญญาณที่ดีที่สุดหากคุณจะเทรดใน Time Frame เล็ก ๆ แน่นอนว่าต่าง Time Frame ก็ต่างเทรนด้วยเช่นกันใน 5 นาทีอาจจะเห็นเป็นเทรนขึ้นแต่ 1 ชั่วโมงอาจจะบอกว่าเป็นเทรนลง และที่สำคัญที่สุดหากคุณเทรดใน Time Frame เล็ก ๆ แล้วเข้าตรงบริเวณจุดสูงสุดของสวิงหรือจุดต่ำสุดของสวิง คุณก็ต้องระวังแนวนั้นได้วยเพราะมันจะเป็นแนวที่เทรดเดอร์ที่เทรดใน Time Frame สูง ๆ รออยู่เหมือนกันแต่เค้าอาจจะคิดไม่เหมือนกับคุณ สัญญาณใน Time Frame ที่สูงกว่าย่อมเข้มแข็งและน่าเชื่อถือว่า Time Frame ที่ต่ำกว่าต้องระวังข้อนี้ไว้ด้วย
เมื่อก่อนตอนผมเทรดใหม่ ๆ ก็เคยตั้งคำถามนี้เหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าตัวเองควรเลือกเทรดกราฟช่วงไหนดี แต่พอมาถึงตอนนี้ก็พอจะเริ่มตอบคำถามได้บ้างแล้ว ในความเห็นของผมยิ่ง Time Frame สูงเท่าไหร่รูปแบบแท่งเทียนนั้นก็จะยิ่งส่งผลในระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น หากคุณเลือกที่จะเชื่อใน 5 นาทีมันอาจจะไว้ใจได้เพียงแค่สวิง ๆ หนึ่งเท่านั้น ดังนั้นคำตอบสำหรับเรื่องนี้อยู่ที่ตัวคุณเองว่าถนัดแบบไหน ถือสั้น ถือยาว ถ้าคุณเป็นคนทำงานดูรูปแบบ daily แล้วเทรดเอาก็ได้ครับง่ายดีด้วย แต่ถ้าคุณมีเวลาอยู่กับกราฟทั้งวันก็สามารถเทรดใน 5 นาทีดูได้ 

รูปแบบแท่งเทียนที่ได้เรียนรู้มา มันเชื่อถือได้และใช้เป็นจุดตัดสินใจได้ แต่มันก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างไม่ใช่ว่าเกิด Shooting Star แล้วจะลงทันที มันก็อาจจะมีปรับฐานหรือสวิงอยู่บ้างเพราะอะไร เพราะทุกคนเค้าก็คิดเหมือนคุณนั่นละครับว่า Shooting Star มาเราต้องเซล แล้วคนที่ buy อยู่ละ เขาก็ต้องสู้เพื่อให้ราคาขึ้นต่อซึ่งมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สิ่งสำคัญมันอยู่ที่เวลาที่คุณเข้าออเดอร์ไปแล้ว คุณมีแผนสองรึเปล่า คุณจะคัทลอสตรงไหน Stop Loss คุณอยู่ที่ไหน เมื่อคุณตัดสินใจเข้าออเดอร์ไปแล้วไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามที่เหลือมันจะเป็นเรื่องของ Money Management ละครับดังนั้นผู้เทรดควรจะมี Money Management ที่เหมาะสมกับอุปนิสัยการเทรดของตัวเองจึงจะเป็นอะไรที่ลงตัวกับการเทรดที่สุดครับ


Credit http://www.thaiforexschool.com

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อัตราดอกเบี้ยสหราชอาณาจักร - ข้อมูลปัจจุบันและประวัติย้อนหลัง

ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษมีแนวโน้มที่จะปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานและขนาดของโปรแกรม QE ของการเปลี่ยนแปลงในที่ประชุมกรกฎาคมของตนในวันพฤหัสบดีที่ แม้จะมีอัตราเงินเฟ้อ CPI กลับมาโคจรขึ้นในเดือนพฤษภาคมและมองไปข้างหน้าตัวชี้วัดโดยทั่วไปดีขึ้นนักวิเคราะห์คาดธนาคารกลางที่จะผลักดันสำหรับการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจพื้นฐาน ผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่มาร์คมวลจะต้องประทับตราอำนาจของเขาในธนาคารผ่านยกเครื่องรุนแรงของโครงสร้างที่มีอยู่และอาจนำคำแนะนำไปข้างหน้าในอัตรา แต่ตัดสินใจใด ๆ ดังกล่าวมีลักษณะที่ไม่น่าจะก่อนที่จะประชุมเดือนสิงหาคมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ภาพรวมประวัติศาสตร์ของอัตราดอกเบี้ยในสหราชอาณาจักร:
สหราชอาณาจักร--อัตราดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ย BOE ผลกระทบต่อตลาดการตัดสินใจ 
อัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อตลาดสหราชอาณาจักร

วิธีการที่จะส่งผลกระทบต่อ ปอนด์:
ถ้าธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเป็นสงครามเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศและเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็ถือว่าโดยทั่วไปจะเป็นบวกหรือบวก GBP เพราะระยะสั้นอัตราดอกเบี้ยปัจจัยหลักในการประเมินค่าสกุลเงิน ตรงกันข้ามถ้าธนาคารกลางมีมุมมอง dovish เศรษฐกิจและตัดสินใจที่จะตัดอัตราดอกเบี้ยหรือเก็บมันไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจะเห็นเป็นเชิงลบหรือหยาบคายสำหรับสกุลเงิน เมื่อ BoE ตัดสินใจที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็จะเริ่มขายหลักทรัพย์รัฐบาลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ สถาบันการเงินเหล่านี้ใช้ GBP จ่ายสำหรับหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการและมูลค่าของสกุลเงิน ตรงกันข้าม BOE ซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาลจากองค์กรการเงินเมื่อมันตัดสินใจที่จะลดอัตราดอกเบี้ย นี้นำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นของอุปทานของ GBP ทำให้ค่าของสเตอร์ลิงอ่อนค่าลง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย:
ธนาคารของคณะกรรมการนโยบายการเงินของอังกฤษตรงกับเดือนละครั้งเป็นเวลาสองวันในความพยายามที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ระดับร้อยละ 2 โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยฐาน คณะกรรมการนโยบายการเงินถูกสร้างขึ้นจากสมาชิกต่อไปนี้:
  • ผู้ว่าราชการจังหวัด (ปัจจุบันทำสัญลักษณ์ว่ามวล)
  • รองผู้ว่าราชการ
  • หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร
  • กรรมการบริหารของตลาด
  • 4 คนภายนอกได้รับการแต่งตั้งโดยสหราชอาณาจักรเสนาบดีกระทรวงการคลัง
คณะกรรมการนโยบายการเงินลงคะแนนเสียงในการที่จะกำหนดอัตราการกู้ยืมข้ามคืนและคะแนนโหวตของแต่ละบุคคลมีการเผยแพร่สองสัปดาห์ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินนาที แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการทางการเงินจะถูกปล่อยออกถ้าอัตราดอกเบี้ยหรือการสั่งซื้อสินทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยก็มักจะคาดว่าจะดีผู้ค้าอย่างใกล้ชิดตามคำชี้แจงให้คณะกรรมการนโยบายการเงินซึ่งแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Basic Course Forex

นี่คือ Basic พื้นฐาน ของการวิเคราะห์กราฟในตลาด Forex นะครับ



นี่คือตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟของ Web welove Forex ต้องขอบคุณวิดีโอมากๆที่ทำให้มือใหม่อย่างพวกเราได้ทำกำไรกับแบบง่ายๆ ไม่ต้องคอยศึกษาเอง.... อิอิ

ต่อไปคือการใช้เครื่องมือพื้นฐาน การใช้ Macd 




ขอบคุณ สำหรับ VDO ดีๆ แบบนี้ คัฟ

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การตั้ง SL-TP

บทนี้มาดูการตั้ง SL - TP กัน sl คือจุดตัดขาดทุน tp คือ จุดปิดเก็บกำไร ตามภาพครับ

คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

1. ใส่ตัวเลขราคาที่ต้องการตัดขาดทุน ลงในช่อง Stop Loss 
2. ใส่ตัวเลขราคาที่ต้องการปิดทำกำไร ลงในช่อง Take Profit

ระยะห่างส่วนต่าง ก็นับจากราคาที่เข้าเทรดอ่ะครับ ลองทำดูบ่อยๆ จะเข้าใจเองครับ

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โพยข้อสอบ กับการหาคำตอบให้กับการลงทุน

โพยข้อสอบ มีค่ามากที่สุดก็ตอนที่เรายังไม่รู้ว่าข้อสอบจะออกอะไร และมันจะดูมีความน่าเชื่อถือมากหากคนที่นำโพยข้อสอบมาให้เราดู เขาเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
เปรียบได้กับตลาดหุ้น ปัจจุบันนี้เกินกว่าครึ่งของนักลงทุนรายย่อยในตลาด ไม่ได้อยากอ่านหนังสือเพื่อจะสอบให้ผ่าน แต่พยายามหาคนนำโพยที่มีความน่าเชื่อถือ และท่องโพยนั้นเข้าไปสอบอีกที
วิธีการนี้ได้ผลหรือเปล่า?
นั้นเป็นคำถามที่ผมก็ถามตัวเอง และโยนให้นักลงทุนได้คิดมาตลอด แต่ก็รู้นะครับว่ามันก็คงจะเหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า “สอนให้คนตกปลา ดีกว่าจับปลาไปให้เขากิน” ถ้ามีใครจับปลาให้เรา เราก็แค่รอดไปอีกหนึ่งมื้อ แต่ถ้าเราได้วิชาจับปลา อย่างน้อยก็การันตีได้แน่ๆว่า คงได้กินมากกว่า 1 มื้อแน่นอน แต่ถ้าคิดไปลึกกว่านี้อีกนิด หากอาจารย์สอนศิษย์ทุกคนให้จับปลากันเป็นหมดทั้งหมู่บ้าน ซักวันหนึ่งปลาก็คงจับได้ยากขึ้น เพราะคนตกปลามีจำนวนเพิ่มขึ้น (Demand เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ในขณะที่ Supply มีแนวโน้มลดลงรวดเร็ว) นั้นเป็นสาเหตุที่อาจารย์เลือกศิษย์ที่ตัวเองไว้ใจ นั้นเป็นสาเหตุที่คนทำกำไรจากตลาดหุ้นได้มากมายถึงไม่ยอมบอกเราง่ายๆว่าลงทุนยังไง ไม่อย่างนั้น Abnormal Return ก็จะกลายเป็น Normal Return ในบัดดล จะหาเซียนว่าหายากแล้ว แต่จะให้เซียนถ่ายทอดเคล็ดวิชา นั้นถือว่ายากยิ่งกว่า
ลองมาย้อนกลับไปเรื่องโพยข้อสอบกันอีกหน่อย ผมถามกลับว่า คนนำโพยเขาแม่นตลอดไหม? คนนำโพยเขาจะให้หุ้นเราไปตลอดหรือเปล่า? ถ้าหากโพยเริ่มผิด ข้อผิดพลาดเดียวที่เรารู้ก็คือ เราเลือกคนนำโพยผิด … ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เราพัฒนาความสามารถในการอยู่รอดในตลาดหุ้นได้เลย จริงไหมครับ? อย่างนี้ต้องปรับวิธีการบริหารคนนำโพยซักหน่อย ลองใหม่ๆ ถ้าเราพอจะให้ผลประโยชน์กับคนนำโพยได้ เขาก็จะมีแรงจูงใจในการบอกเราไปเรื่อยๆ อ่ะ!! ชักเข้าท่าแหะ วิธีนี้ ^^ (ทดไว้ในใจก่อนนะ แล้วค่อยกลับมาคิดต่อ) แต่อยู่ดีๆถ้ามีใครเดินดุ้มๆมาให้หวยเราทันที สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ อย่างเชื่อทั้งหมดที่เขาบอก ต้องคิดไว้ก่อนว่า เขาคงมีผลประโยชน์อะไรบางอย่างจากการมาบอกเรา ซึ่งเหตุผลแบบตรงๆก็คือ เขาอยากให้มีใครซักหลายๆคนดันราคาให้ขึ้นต่อไป (เพราะซื้อไว้เต็มปอดแล้วววว) หรือในทางอ้อม ก็บอกเราเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เผื่อในครั้งต่อๆไปจะได้มีคนมาเชื่อมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น กล้ามากขึ้น และก็กลับไปที่เหตุผลแบบตรงๆในข้อแรกครับ พอบอกหวยปุ๊บ ราคาขึ้นปั๊บ แม่นยังกับตาเห็น เพราะทุกคนเชื่อไปแล้วว่าคนคนนี้คือเซียน บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อจะหลบหลู่เซียนหุ้นท่านใดนะครับ หากมวลชนเชื่อจริง คำพูดมีน้ำหนักและมีเหตุผลเพียงพอ คนผู้นั้นก็สมควรแก่การเป็นผู้นำโพยข้อสอบมาให้เรา หุหุ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดพัฒนาตัวเองในการเลือกหุ้นลงทุน ก็ต้องเลือกพัฒนาทักษะในการคัดกรองให้ได้ว่าใครคือเซียนแท้ ใครคือเซียนเทียม ซึ่งผมว่า ก็คงดูไม่ยากหรอกถ้าเราสังเกตจุดเล็กๆน้อยๆให้ออก
ข้อแรก เขาสามารถทำเงินได้จากการลงทุนในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องระวังไว้ก่อน ปัญหาคือ มันยากมากที่จะรู้ว่าเขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนจริงหรือเปล่า นอกเสียจากยอมเปิดตัวผ่านสื่อ มากางพอร์ตให้เราดู หรือรู้จักกันเป็นการส่วนตัว
ข้อสอง คนนำโพยที่ดี จะไม่เอามาให้เราแค่โพยข้อสอบ แต่จะมาพร้อมเหตุผลที่ดูดี และมีความน่าเชื่อถือ ถ้าเหตุผลของเขามันดูขัดๆกับความรู้สึกของเรา ก็ต้องระมัดระวังครับ
ข้อสาม ดูความถี่ของการให้หวย อันนี้สำคัญ เพราะเซียนหุ้นส่วนใหญ่ ไม่ซื้อขายบ่อยเกินไป ไม่เลือกซื้อหุ้นสะเปะสะปะเกินไป แต่เขาจะมีความมั่นใจในหุ้นที่วิเคราะห์มาดีแล้ว ไม่ใช่วันนี้บอกอย่าง พรุ่งนี้บอกอย่าง แล้วมาอ้างว่าตลาดไม่เอื้ออำนวย อันนี้เซียนเทียมแน่นอน
ข้อสี่ ยอมรับผิด ถ้ารู้ว่าตัวเองผิด ไม่อ้างลม ไม่อ้างฝน แค่ยอมรับว่าตัวเองผิด แบบนี้สิ นักลงทุนตัวจริง สำหรับผม ถึงแม้คนที่ยอมรับผิดคนนี้จะไม่ใช่เซียนหุ้น แต่ผมให้ความนับถือครับ เพราะสำหรับผม สัจจะ สำคัญมากในการคบหาใครซักคนเป็นเพื่อน ยิ่งจะเป็นคนที่เรากำลังจะเดินตามเนี่ย ยิ่งโคตะระสำคัญเลย
ตอนนี้นึกได้สี่ข้อ แต่ผมก็เชื่อว่า น่าจะมีข้อสังเกตอื่นๆอีกหลายอย่าง ที่ทำให้เรารู้ว่าใครเป็นเซียนแท้ ใครเป็นเซียนเทียม อ๋อออ สิ่งสุดท้ายก็คือ Track Record ที่ยาวนาน เปรียบไปก็เหมือนการเลือกกองทุนหุ้นเพื่อลงทุนซักกองนะครับ ถ้ามันเป็นกองทุนที่เพิ่ง IPO ยังไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเลย ถึงแม้นโยบายการลงทุนจะดูดีเลิศหรูปานใด ผมก็ไม่สบายใจที่จะลงทุนนักหรอก เซียนแท้ จะอยู่ในตลาดมายาวนานพอ ผ่านวงจรเศรษฐกิจมาครบทุกรูปแบบ ถ้าเจอแบบนี้นะ อย่าให้หลุดมือเชียว เอามาเป็นคนนำโพยให้จงได้ ฮาๆๆ
สุดท้ายจริงๆล่ะ ถ้าเราพอจะให้ผลประโยชน์กับคนนำโพยได้ เราก็ควรทำครับ วีธีการตอบแทนคน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จำไว้ๆ แต่การตอบแทนในรูปแบบอื่นนั้นมีมากมาย คำขอบคุณ การให้ Credit เล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็เป็นสิ่งมีค่านะครับ ถ้ารู้แน่ๆว่าเราไม่เก่งเลือกหุ้น เลือกทีไรเลือกผิดทุกที ซื้อเล่นเก็งกำไรทีไร ได้ถือว่าเป็น Value Investor ทุกที (เพราะติดดอย Cut Loss ไม่เป็น T_T) งั้นก็เปลี่ยนแนวตัวเองมาเก่งในการเลือกคนนำโพยแทนดีกว่า ผมยอมรับครับว่าไม่ง่าย แต่ชีวิตเราก็ไม่เคยมีอะไรได้มาง่ายๆอยู่แล้ว ถูกไหม มันอยู่ที่ใครถนัดอย่างไหนมากกว่ากันต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน สิ่งหนึ่งที่ต้องมาควบคู่กับความสำเร็จก็คือ ความพยายาม
และจำไว้ว่า “มันเป็นเรื่องที่โง่มาก หากเราหวังผลลัพท์ที่ต่างจากเดิม แต่เรายังคงทำสิ่งเดิมๆ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

Credit http://www.iammrmessenger.com

พื้นฐานดี แต่เทคนิคห่วย VS. เทคนิคสวย แต่ห่วยคุณภาพ

อยู่ในตลาดมาซักระยะ คุณจะสามารถแบ่งประเภทของหุ้นได้หลากหลาย แล้วแต่ว่าจะแบ่งแบบไหน
แบบหนึ่งที่ผมแบ่งได้ ก็คือ การแบ่งตามคุณภาพ
คุณภาพของอะไร?
ผมดู 2 มุมครับ
คุณภาพของพื้นฐาน และคุณภาพทางเทคนิค ซึ่งเมื่อแบ่งออกมาแล้ว ก็ได้หุ้น 4 ประเภทดังนี้

จากภาพ ในฐานะที่ผู้อ่านก็เป็นนักลงทุนเหมือนกันกับผม คุณจะเลือกหุ้นที่อยู่ในกล่องไหน?
คำตอบที่ทุกคนตอบก็คือ ถ้าเลือกได้ ก็ขอเลือกกล่องสีเขียว นั้นก็คือ พื้นฐานดี + กราฟสวย นั้นเอง
พื้นฐานดี ดียังไง กราฟสวย สวยยังไง ไม่ขอเอ่ยถึงในบทความตอนนี้นะครับ เพราะนิยามของคำว่าดีแต่ละคนอาจจะมีแตกต่างในรายละเอียด เอาเป็นว่า พื้นานดี กราฟสวย ในสายตาของแต่ละคนก็แล้วกัน
กล่องที่ไม่มีใครเลือกลงทุนแน่ๆหากวิเคราะห์หุ้นตัวนั้นแล้ว ก็คือ กล่องสีแดง หรือ พื้นฐานห่วย + กราฟไม่สวย อันนี้ก็เห็นตรงกันนะ
หากคุณลองแบ่งหุ้น แบ่งกองทุน หรือ หลักทรัพย์อะไรก็แล้วแต่ตามคุณภาพของพื้นฐานและกราฟเทคนิค หุ้นจะตกอยู่ใน 4 ประเภทนี้ไม่นี้ไปไหน และถ้าเจอกล่องสีเขียว คุณก็จะกด Favorite หรือเอาไว้ใน Watchlist ทันที บางทีก็เคาะซื้อเลยด้วยซ้ำ
แต่ในโลกความเป็นจริง เวลาเรานั่งวิเคราะห์ไปเรื่อยๆ หุ้นที่จะตกอยู่ในกล่องสีเขียว มักจะไม่ค่อยมี สาเหตุเพราะ ถ้าหุ้นมันดีจริง มันต้องมีคนซื้อไปหมดแล้ว จริงม๊ะ? ยกเว้นหุ้นที่มีการเปลี่ยนปัจจัยบางอย่างอย่างฉับพลัน ยกตัวอย่างเช่น ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแล้วชนะคดี หรือ กำไรสุทธิโตกว่าที่คาด 50% อะไรประมาณเนี่ย หุ้นจำพวกนี้อาจสามารถขึ้นได้หลายๆเด้ง ซึ่งมันก็มีไม่เยอะอีกนั้นหล่ะ
แล้วหุ้นอะไรที่เราเจอบ่อยๆ?
คำตอบ 
หุ้นที่อยู่ในกล่องสีส้ม และกล่องสีฟ้า นั้นเอง
ในภาวะที่ตลาดขาขึ้นเป็นระยะเวลายาวนาน ปรับฐานทีไรก็ย่อตัวไม่แรง ราคาไม่ถูกจนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานซักที เราจะหาหุ้นที่กำไรดีและราคายังถูกแทบไม่เจอ กลับเจอแต่หุ้นที่ไม่สมประกอบ พื้นฐานดีสุดๆ แต่ราคานิ่งไม่ไปไหน (กราฟบอกว่ายังไม่ขึ้น) เจอแบบนี้ซื้อไป ก็กลัวไม่วิ่งตามคนอื่น หรือ กราฟสวยเว่อร์ แต่หันไปเจองบ แล้วอยากสงบดีกว่า เจอแบบนี้ ซื้อไปก็กลัวโดนแรงขายออกมาอีก เปรียบได้เหมือนกับช่วงนี้นะครับ ที่ระดับดัชนีตรง 1,200 จุด ไม่ต้องใครนักวิเคราะห์มาบอก เราก็รู้ว่า ตรงนี้ มันไม่ถูกแล้ว
แล้วถ้าอยากถือหุ้นเข้าพอร์ตละ เลือกอันไหน?
นี่คือประเด็นของหัวข้อนี้
ถ้าเราต้องตัดสินใจลงทุนหุ้นพิการ (ดีไม่ครบ 2 อย่าง) เราจะเอาพิการทางไหน พิการทาง Fundamental หรือ พิการทาง Technical
คำตอบที่ถูกต้องคือ ……. ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องครับ อ้าววววววว
นักลงทุนระยะยาว รับความเสี่ยงได้สูง ไม่มีเวลาในการติดตามตลาด คนเหล่านี้ เขาเหมาะกับการซื้อหุ้นปัจจัยพื้นฐาน โดยไม่ต้องไปสนว่า ตอนนี้กราฟจะสวยไม่สวย เพราะเขาเชื่อว่ายังไงในอนาคตอันไกลมันต้องวิ่งไปอยู่ดี
นักลงทุนระยะสั้น ผู้รับความเสี่ยงได้สูง มีเวลาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด เขาก็อาจเหมาะกับหุ้นกราฟสวย ไม่สนใจพื้นฐาน สาเหตุก็เพราะ เขาเล่นสั้น ไม่ได้จะรอให้งบออกค่อยขายซะหน่อย ได้กำไรปั๊บ เดี๋ยวก็ขายออกแล้ว ดังนั้น ปัจจัยพืันฐานสำหรับเขาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่า
แต่ก็มีนักลงทุนอีกแบบ
เขาคิดว่า ถ้าหุ้นตัวนั้น มันไม่ได้อยู่ในกล่องสีเขียว หัวเด็ดตีนขาดฉันก็จะไม่ซื้อ นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะเลือกรอเวลาอย่างใจเย็น และคอยหาจังหวะที่ คุณภาพทั้ง 2 มุม เข้าเงื่อนไขอย่างที่ตั้งไว้ เขาอาจจะพลาดโอกาสการเข้าซื้อ ถ้าหุ้นมันไม่ปรับตัวลงมาอย่างที่มองไว้ แต่เขาก็ยอมรับได้ ไม่คิดเสียดายทีหลัง
จากตัวอย่างนักลงทุนทั้ง 3 ประเภท ลองสำรวจดูนะครับ คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน?
เมื่อคุณรู้ตัว คำถามที่ว่า  พื้นฐานดี แต่เทคนิคห่วย VS. เทคนิคสวย แต่ห่วยคุณภาพ เลือกอันไหนดี? ก็จะไม่มีให้คาใจ
ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือว่าเป็นนักลงทุน สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ก็คือ “รู้จักตัวเอง” เพราะถ้าคุณไม่รู้จักตัวเอง คุณก็จะเที่ยวแสวงหาสิ่งที่ทำให้คุณพอใจเพียงอย่างเดียว โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งที่พอใจ มันไม่ได้หมายความว่ามันจะเหมาะกับคุณ แต่ถ้าเราเจอสิ่งที่เหมาะกับจริต นิสัยเรา มันจะเหมาะกับเราไปตลอด เพราะนิสัยมันเป็นเรื่องแก้ยากที่สุด เปลี่ยนยากที่สุด คุณว่าจริงไหม


Credit http://www.iammrmessenger.com

กฎข้อที่หนึ่ง จงอย่าขาดทุน

Warren Buffett ได้ตั้งกฎการลงทุนไว้เป็นเหมือนลายแทงให้พวกเราเดินตาม กฎที่ว่านั้น ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน
กฎข้อที่หนึ่ง จงอย่าขาดทุน
กฎข้อที่สอง อย่าลืมกฎข้อแรก
หลักการของ Warren Buffett แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคือ ปกป้องเงินต้นของคุณให้ได้ เพราะเมื่อปกป้องมันไว้ได้ คุณก็จะมีเงินไว้คอยหาหุ้น หาสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสทำกำไรต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อคุณอยู่ในตลาดหุ้นได้นานขึ้น มีชีวิตรอดในตลาดยืนยาวขึ้น ก็เท่ากับคุณจะเจอโอกาสในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหมายถึง กำไรที่จะได้มาในที่สุด
ในมุมของการลงทุน กูรูหลายๆท่านมองว่า มันเป็นเรื่องของ โอกาส กับการใช้มันให้เกิดประโยชน์ ยิ่งอยู่ในตลาดได้นานพอ เราก็จะเห็นโอกาสมากขึ้น เมื่อเห็นโอกาสมากๆพอ เราจะรู้ว่า โอกาสไหนควรเสี่ยง โอกาสไหนไม่ควรเสี่ยง ดังนั้น จงอย่าขาดทุน
จะเห็นว่า ด้วยกฎอันนี้ ความหมายของมันลึกซึ้งมากนะครับ แต่เพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้น ผมขอยกตัวอย่างการขาดทุนจากการลงทุน และโอกาสในการทำกำไรกลับคืนมา ให้เราได้เห็นกันว่า เวลาขาดทุน สิ่งที่ตามมาคืออะไร
จากตัวอย่างข้างต้น จากเงินต้น 100 บาท ถ้าคุณขาดทุน 10% เหลือเงินลงทุน 90 บาท ด้วยเงิน 90 บาท หากอยากได้ทุนคืน คุณต้องทำผลตอบแทนให้ได้ 11%
นั้นหมายความว่า ขาดทุนเท่าไหร่ ต้องใช้แรงกลับไปยืน ณ จุดเดิม มากขึ้นกว่าตอนขาดทุน
คราวนี้ลองดู ณ ระดับขาดทุนที่ 50% คุณต้องพยายามทำผลตอบแทนให้ได้ 100% ถึงจะได้เงินต้นคืน เท่ากับ ใช้แรงถึงสองเท่าทีเดียว เห็นหรือยังครับ ความน่ากลัวของการปล่อยให้หุ้นขาดทุนมันติดอยู่ในพอร์ต
จากประวัติผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ถึง 20% ต่อปี ดังนั้น แค่นี้ก็พอจะคิดเป็นกลยุทธ์การลงทุนได้ว่า หากจะตัดขาดทุน (Cut Loss) เพื่อไม่ให้ความเสียหายมันบานปลาย ก็ไม่ควรวางจุดตัดขาดทุนต่ำกว่า 20% ไม่เช่นนั้นโอกาสการคืนทุนก็จะยากตามไปด้วย
จะเห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะนักเทคนิคคอลเท่านั้นที่มีจุดตัดขาดทุน แต่ VI ทั้งหลายที่มีแนวคิดซื้อและถือยาว ก็ต้องคิดเผื่อกลยุทธ์ Cut Loss ไว้ด้วยในกรณีที่ท่านเลือกหุ้นผิดตัวหรือผิดจังหวะ ความเชื่อที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุนนั้น เป็นความเชื่อที่เหมือนเชื้อไวรัสซึ่งจะแพร่กระจายไปทำลายพอร์ตการลงทุนที่คุณสร้างมาอย่างดี  หลายครั้งเลยครับที่ได้คุญกับนักลงทุนด้วยกัน พอร์ตมีหุ้นอยู่วิบกว่าตัวกำไรดีๆทั้งนั้น แต่โดยรวมกลับขาดทุน สาเหตุก็เกิดจากการกอดหุ้นเน่าที่ขาดทุนหนักๆไว้ในพอร์ตแค่ตัวเดียว เห็นอย่างนี้ เราก็ควรตั้งกฎให้กับการลงทุนของเราใหม่นะครับ ผมขอเปลี่ยนกฎของปู่ Buffett เล็กน้อย เพราะกฎแก อาจจะโหดไป (สำหรับผม) ที่บอกว่า จงอย่าขาดทุน เพราะผมลงทุนเองมา ขาดทุนก็บ่อย แต่ไม่ยอมให้ขาดทุนหนัก
ดังนั้น ขอใช้กฎว่า “จงอย่าขาดทุนหนัก” แทนก็แล้วกัน :)

credit http://www.iammrmessenger.com