exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การวิเคราะห์ข่าว ภาค 2

การมองภาพกว้าง ภาพรวมของตลาดก่อนเทรด เพื่อวิเคราะห์ ทิศทางตลาด รวมไปถึงการกำหนดกลยุทธ์การเทรด กรณีที่เกิด event ต่างๆ  ระดับความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้ จะนิยมเล่นเก็งกำไร ก่อนตัวเลขจะประกาศ บางสายเรียกว่า Event Trade ครับ มันจะสอดคล้องกับ เทรนด์ราคา ของค่าเงิน หรือดัชนีต่างประเทศ บ่งบอกคุณภาพของแนวโน้ม และการอยู่ตัวของแนวโน้ม ได้อีกด้วย


โดยผมขอแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักๆดังต่อไปนี้

การแถลงตัวเลขเศรษฐกิจ 
-PMI (กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม, การขยายตัวของเศรษฐกิจ)
- GDP 
- Non farm Payrolls  (เกี่ยวกับอัตราว่างงาน)
- Unemployment Rate (เกี่ยวกับอัตราว่างงาน)
- Retail sales Indicator(อสังหาริมทรัพย์)
- Housing stats(อสังหาริมทรัพย์)
- CPI ( Consumer Price index ) 
- อัตราเงินเฟ้อ

โดยตัวเลขต่างดูได้จาก www.investing.com


ปฏิทินเศรษฐกิจ 
Event ต่างๆเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในรอบสัปดาห์ พวกการประชุมของผู้นำชาติ ผู้นำธนาคารกลาง
www. forexfactory.com



ข่าว 
-Reuters, The Wall Street Journal, Bloomberg, MarketWatch.com

Market Sentimental 
อารมณ์ตลาด โลภ กลัว หมี กระทิง ดูกราฟ timeframe Day แล้วเทียบกับแนวโน้มใหญ่ EMA20 วัน , ดูกราฟ VIX
http://www.bloomberg.com/quote/VIX:IND


Fundflow
ปกติดูการไหลของเงินจากตลาดหนึ่งไปตลาดหนึ่ง เช่น ทองคำ ไปค่าเงินดอลลาร์ หรือไป ตลาดหุ้น เป็นตัว

ตัวอย่างจากภาพ แสดง ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก รอบสัปดาห์ หรือรอบวัน ก็สามารถกำหนดได้ พบว่าเงินไหล ไปภูมิภาคไหน ตลาดประเทศไหนมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการแกว่งของกระแสเงินมากน้อย




อีกภาพ เป็นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เราเลือกสกุลได้ ในภาพผมวิเคราะห์ USD เป็นหลัก จากภาพ จะเห็นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา Thai bath แข็ง +0.12 ขณะที่ EUR -2.02 % การมองภาพใหญ่ออก จะทำให้เราวางกลยุทธ์การเล่นได้ชัดมากขึ้นครับ


เข้าไปดูข้อมูลได้ที่
http://markets.ft.com/research/Markets/Overview



ปล. ผมไม่ได้ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ แต่ละข้อมูล , ความสัมพันธ์ ทั้งหมด มีโอกาสจะมาแจงให้เพื่อนๆฝังทีละตัว ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เรื่องเปิดเสรีในไทยเกี่ยวกับ Forex

1. สิ่งที่เราเทรดอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียง future ชนิดนึง เราไม่ได้ทำการซื้อขาย เปลี่ยนมือค่าเงินจริงๆ ฉะนั้นข้อห้ามที่ว่า ห้ามบุคคลธรรมดาซื้อขายแลกเปลี่ยน เงินตราจึงเป็นคนละประเด็นบุคคล ธรรมดาทั่วไปย่อมมีเสรีภาพในการเลือกลงทุนอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือต่างประเทศ แต่ที่เราเลือกเทรด Forex ที่ต่างประเทศ มากกว่าเลือกเปิดบัญชี เทรด future ที่บ้านเรานั้น ก็เนื่องด้วยเงินลงทุนที่น้อยนิด เทียบกันไม่ได้เลย กับการเปิดบัญชี future ที่บ้านเราฉะนั้นการเปิดบัญชี Forex จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายใดๆ สามารถทำได้ และไม่มีข้อห้าม เพราะถือเป็นการลงทุน และการหารายได้ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการไปซื้อหุ้นที่ต่างประเทศ เช่น ซื้อหุ้นที่อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น

2. การเทรด Forex ส่วนใหญ่ก็ล้วนอาศัยปัจจัยทางด้านเทคนิคมากกว่า ผมจึงเห็นแย้งกับบางท่าน ที่ว่าเปิด Forex ในไทย แล้วทำให้เกิดการพัฒนาด้านองค์ความรู้ในการเทรด ปัจจุบันไม่ว่าการเทรดหุ้น ทอง หรือสัญญา future ก็ล้วนใช้เทคนิคมาอธิบายความเป็นไปทั้งสิ้น มีพื้นฐานการเรียนรู้เหมือนกัน และอีกอย่างบทวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพื้นฐาน หรืิอ เทคนิคดีๆ เกี่ยวกับ Forex ก็ล้วนหาอ่านได้ตามเวบต่างประเทศมากมาย และสถาบันที่เปิดสอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ด้านเทคนิคก็มีมากมายอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อไปเรียนก็สามารถนำมาใช้ได้ทุกตลาด ไม่ต่างกัน

3. ผู้เทรด Forex ในไทย ล้วนเป็นนักลงทุนรายย่อย กว่า 80% มีทุนในการเปิดบัญชีไม่เกิน 50,000 บาท ฉะนั้นหากมีการเปิดเสรีในไทย นักลงทุนรายย่อยกลุ่มนี้ก็คงไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก เพราะว่าในอนาคตเมื่อเปิดเสรีค่าคอม โบรกเกอร์จะหันไปดึกนักลงทุนรายใหญ่ๆ ส่วนรายย่อยนั้นไร้ความสำคัญ และไม่คุ้มต่อต้นทุนของโบรกเกอร์ผู้ให้บริการเท่าใดนั้น อีกประการ คือ การที่เราเปิดบัญชี Forex ที่ต่างประเทศ ค่าคอมถูกมาก หรือ บางโบรกแทบไม่มีเลย แน่นอนหาก ไทย มีการอนุญาตให้เปิดอนุญาตให้โบรกเกอร์มีบริการซื้อขาย Forex ค่าคอมย่อมสูงกว่าหลายเท่าตัว

4. สิ่งที่นักเทรด Forex ควรทำความเข้าใจคือ ประเด็นการเสียภาษีเมื่อมีรายได้จากการลงทุนมากกว่า นั้นคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่า กำไรจากการเทรด ถือเป็นรายได้ ฉะนั้นเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็ย่อมต้องเสียภาษีด้วย แต่ประเด็นก็คือว่า ส่วนใหญ่มักจะขาดทุน หรือว่า เมื่อได้กำไรมา ก็ไม่ถึงเกณฑ์ภาษีที่กำหนด ฉะนั้นเรื่องภาษีจึงตกไป

ฉะนั้นให้ทุกคน สบายใจได้เลยว่า การที่ท่านนั่งหลังขดหลังแข็ง เฝ้าหน้าจอทำการเทรด ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ไม่ต่างอะไรจากการไปซื้อหุ้นที่ต่างประเทศ และหากมีการเปิดเสรี forex ในไทยจริงๆ มีโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเกี่ยวกับการซื้อขาย forex ในไทยจริงๆ ก็คาดว่าหลายท่านก็คงไม่เลือกใช้บริการอยู่ดี เหตุเพราะ มีค่าคอมมิชั่นสูง จำนวนทุนในการเปิดบัญชีสูง และที่สำคัญ วอลุ่มน้อยมาก นั้นเอง (ขนาด future เปิดมานานแล้ว วอลุ่ม Bid offer ยังโชว์ไม่ถึง 100 สัญญา) และประเด็นสุดท้าย ไม่ว่าจะในประเทศที่เจริญแล้ว หรือว่ายังไม่เจริญ ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจะทำให้มีการเทรดเป็นอาชีพมากขึ้น แต่อย่างใด ตลาดหุ้นเปิดมากว่า 30 ปี ก็ยังมี แมงเม่าเหมือนเดิม มีคนที่สำเร็จ 10% และ คนที่ล้มเหลว 90% เหมือนเดิม

ฉะนั้นเราสามารถ เลือกเองได้ว่าจะเลือกเทรดเป็นอาชีพ หรือ เลือกล้มเหลวได้ด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศเราจะอนุญาตให้มีหรือไม่มี เพราะสุดท้าย จะอนุญาต หรือ ไม่อนุญาต คนที่ประสบความสำเร็จ ก็ยังอยุ่ในกลุ่ม 10% เหมือนเดิม

สิ่งที่สำคัญ เทรดเดอร์ตีความ อาชีพเทรดเดอร์ว่าอย่างไร เพื่อปากท้องวันต่อวัน? หรือ เพื่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เรามีตัวอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพในตลาดหุ้นมากมายให้ศึกษา แน่นอนเขาไม่ได้หวังกำไร เพื่อปากท้องวันต่อวัน

หรือหวังให้ประทั่งชีวิตเดือนๆไป เมื่อเขามีเป้าหมาย มีจุดหมาย เขาย่อมรู้ดีกว่า จะเทรดอย่างไรให้ไปถึง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Emerging Market

Emerging Market คืออะไร? คงต้องปูพื้นเริ่มจากคำถามนี้ก่อน
Emerging Market หรือ EM คือ ระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ หรือ ก่อนหน้าเรียกว่า ตลาดกำลังพัฒนา ซึ่งตรงกันข้ามกับ ตลาดพัฒนาแล้ว หรือ Developed Market (DM)
แบ่ง EM กับ DM ยังไง?
1. ดูที่รายได้ประชาชาติ (GNI –Gross National Income per capita) ถ้าเป็น DM จะแบ่งคร่าวๆที่รายได้ USD 10,066 ต่อหัวขึ้นไป หรือ ปีละ 312,000 บาท (เดือนละ 26,000 บาท) ต่ำกว่านั้น เป็นประเทศเกิดใหม่ ปัจจุบัน ไทยอยู่ที่ USD 5,400 หรือ 167,400 บาท ตกเดือนละ 13,950 บาท ต่างกับเกณฑ์ของ DM เกือบ 2 เท่า ฉะนั้นเราเป็น EM นะครับ
2. ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ และระดับการศึกษาเฉลี่ยของคนในประเทศ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชากร
3. ผลผลิตทางอุตสาหกรรมและการเกษตร
กลุ่มประเทศ Emerging Market นั้น ถูกนักวิเคราะห์และนักลงทุนแบ่งออกตามภูมิภาค 3 โซนด้วยกัน
1. เอเชีย มีประเทศ  ไทย, เกาหลีใต้, จีน, อินเดีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน
2. ละตินอเมริกา มีประเทศ อาร์เจนตินา, บราซิ, ชิลี, โคลัมเบีย, เม็กซิโก, เปรู  และ เวนาซูเอลา
3. ยุโรปตะวันออก และตวันออกกลาง มีประเทศ สาธารณรัฐเชก, ฮังการี, โปแลนด์, รัสเซีย, อิสราเอล, จอร์แดน, โมร็อคโค, อียิปต์, แอฟริกาใต้ และ ตุรกี

ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งหมดที่กล่าวมา มีประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ และถูกจับตาว่าจะเป้นตัวขัยเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกอยู่ 4 ประเทศด้วยกัน นั้นคือ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย และ จีน โดยใช้ชื่อย่อว่า BRIC นั้นเอง
จุดเด่นของเศรษฐกิจประเทศในตลาดเกิดใหม่คืออะไร?
ประเทศเหล่านี้ มีอัตราการเติบโตทาง GDP ที่สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้ว อย่างตอนนี้ อเมริกาขยายตัวได้ราวๆ 2% ต้นๆ ส่วนยุโรปนั้น GDP Growth กำลังจะติดลบให้เห็น แต่ประเทศใน EM สามารถโชว์การเติบโตได้ที่ 3% ขึ้นไป นี่คือจุดเด่นข้อสอง
จุดเด่นอีกข้อคือ มีปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาประเทศได้ดีกว่า นั้นคือ มีหนี้สาธารณะในระดับต่ำ ในขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ไม่เหมือนอย่างกลุ่ม Euro Zone ที่ Debt to GDP สูงกว่า 70-80% บางแห่งอย่างกรีซนั้นสูงถึง 120%
เศรษฐกิจของ Emerging Market ได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของสหรัฐฯ และปัญหาหนี้ของยุโรปไหม?
สำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศดังกล่าวเยอะๆ ย่อมเจอปัญหานี้เป็นธรรมดา นั้นเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมช่วง 2 ปีที่ผ่านมา EM โดยรวมถึงดูสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้ค่อนข้างน้อย
แต่สำหรับกลุ่มประเทศที่ปรับกลยุทธ์และหันมาจริงจังกับการเติบโตภายในประเทศมากขึ้น ก็จะโดนผลกระทบจะโลกน้อยลง หรือแทบไม่มีผล ดูได้จากเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นของไทยในปีนี้ ซึ่งยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุน โดยหากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย (SET Index) สร้างผลตอบแทนได้เป็นอับดับ 3 ของโลก ที่ 30.68% เป็นรองแค่ ตุรกี และฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองประเทศนั้น เป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใมห่ (Emerging Market) เหมือนกัน
อนาคตข้างหน้า จะเป็นอย่างไร?
ระยะสั้นๆแล้ว เงินเฟ้อของกลุ่ม EM จะทยอยลดลง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีกระสุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในกรณีที่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐและยุโรปมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงทำให้ดูยังพอรับมือได้ แต่ในระยะยาว เมื่อกระตุ้นได้ดี เศรษฐกิจโตขึ้น เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นปัญหากดดันอีกครั้ง จากการที่เงินทุนไหลเข้า และนักลงทุนต่างชาติพยายามนำเงินมาลงทุน แทนที่จะกอดเงินอยู่ในบ้านตัวเองที่อเมริกาหรือยุโรป ดังนั้น ประเทศที่ดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษบกิจที่ถูกต้อง เน้นส่งเสริมการลงทุน และการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก จะดูดีกว่า และปลอดภัยกว่า ในแง่ของการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเมื่อมองในมุมนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่น่าสนใจ ก็อยู่ใน “เอเชีย” แทบทั้งหมด
ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีหากมีข้อมูล และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้นะครับ

Credit http://www.iammrmessenger.com

หนี้ยุโรป

ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยูโร แต่มันก็เป้นเพียงเรื่องซับซ้อนที่น่ารำคาญ!!!!



อยากดูภาพให้ชัดกว่านี้ คลิ๊ก ดูแล้วเอาไปอ่านและแปลเองเลยนะคัฟ

นิวยอร์กไทม์สได้แสดงแผนภูมินี้ เพื่อจะช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์คนทั่วไปได้ให้เข้าใจทั้งหมดของกระแสศักยภาพของวิกฤตหนี้ยูโร

สิ่งที่หายไปคือความเสี่ยงของระบบธนาคารสหรัฐวิกฤตในรูปแบบของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงของหนี้สาธารณะโดยสถาบันการศึกษาสหรัฐอเมริกาคือ "ค่อนข้าง"

หลายคนสงสัย ปัญหาหนี้ยุโรปจะอยู่กับเราอีกนานไหม จะกระทบกับไทยเราแค่ไหน
ความเห็นส่วนตัวผมเอง ก็บอกเลยว่า ทางออกที่เป็นไปได้มีสองทางคือ 1. เจ็บยาว 2. เจ็บแรง ขึ้นอยู่กับว่า จะเลือกเจ็บแบบไหน แต่ครั้นจะหาทางออกที่ทำให้ทุกคนไม่เจ็บ มาถึงตรงนี้ ผมว่าสายไปเสียแล้ว
มีภาพๆหนึ่งให้ดูครับ ถือเป็นภาพที่ดูยากหน่อย แต่หากลองเข้าไปพิจารณาแต่ละประเด็น มันได้อธิบายไว้หมดแล้วว่า ปัญหาหนี้ของยุโรปคราวนี้ ผลกระทบของมัน อาจรุนแรงกว่าวิกฤตเมื่อปี 2007 หลายเท่านัก แถมช่วงเวลาก็ห่างจากวิกฤตเดิมไม่นาน เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นกันดี เมื่อภาคเอกชนยังอ่อนแอ ภาครัฐก็เหลือเครื่องมือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มาก แบบนี้แล้ว ในระยะยาว เหนื่อยกันแน่นอน
จากรูป (แนะนำให้กดคลิ๊กดูภาพขยายครับ) คุณจะทราบทันทีว่า แต่ละประเทศก็เป็นเจ้าหนี้กันและลูกหนี้กันคร่อมกันไปมา และไม่ใช่แค่ในยูโรโซนเท่านั้น จะเห็นว่า สหรัฐอเมริกา กับ ญี่ปุ่น ก็มีเอี่ยวในมหกรรมครั้งนี้ ยังไม่รวมถึงตัวเลขการถือครองตราสารหนี้ในยุโรปของจีน ซึ่งจากข้อมูลยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นตัวเลขเท่าไหร่ แต่รับรองว่าไม่น้อยครับ
ถ้าเอาเฉพาะตอนกรีซขอรับเงินช่วยเหลือ ตอนนั้นจะเห็นว่า ตลาดหุ้นอเมริกาอาจกังวลบ้าง แต่พอตัวเลขเศรษฐกิจและประกาศงบบริษัทของอเมริกาออกมายังดี ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบจากรีซนั้น อเมริกาไม่ได้แคร์มากมาย ซึ่งในภาพนี้ ก็ย้ำให้ชัดขึ้นไปอีกว่า เป็นเพราะ เศรษฐกิจของกรีซนั้นเล็ก และอเมริกามีส่วนได้ส่วนเสียกับกรีซน้อยมากๆ แต่ลองดูสเปนกับอเมริกานะครับ ผลกระทบเยอะกว่ากรีซแน่นอน หากสเปนเป็นอะไรไป เพราะอเมริกาก็เป็นเจ้าหนี้ของสเปนโดยตรง (ยังไม่นับพวกสถาบันการเงินที่ไปลงทุนในนั้นอีก)
มาดูที่จีน ภาพนี้ อาจไม่บอกหมดว่ามันจะลามมาที่จีนยังไง แต่หากดูตัวเลขส่งออกของจีน จะพบว่า ตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเขาก็คือ กลุ่มยูโรโซน รองลงมาก็คือ อเมริกา
ดังนั้น การหดตัวใน GDP ของกลุ่ม PIIGS ย่อมหมายถึง การส่งออกที่ต้องชะลอตัวแน่นอน และยิ่งกรีซออกมายอมรับว่า เหมือนตัวเองจะเข้า Great Depression และสเปนก็ค่อนข้างชัวร์ว่า GDP จะติดลบในปีนี้ อิตาลี ก็ไม่น่าจะรอด ไอ้แบบนี้ จะหวังให้หุ้นจีนวิ่งแรงๆใน 1-2 ปีข้างหน้า คงต้องพักไว้ก่อนละครับ
คำถามสุดท้าย จะกระทบกับไทยไหม?
คำตอบคือ ตลาดส่งออกหลักของเราก็คือจีน ถ้าจีนชะลอตัว ภาคการส่งออกของเราก็ต้องชะลอตัวด้วย รวมทั้งสัดส่วนการส่งออกไปที่ยุโรปก็เช่นเดียวกัน
นั้นเป็นสาเหตุที่เราเห็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ พยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตรึงราคาสินค้า อนุมัติโครงการ Mega Project ก็เพื่อให้ GDP โดยรวม ไม่ทรุดลงเพราะภาคการส่งออกมากเกินไป
ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ ตลาดรับรู้ไปหมดแล้วนะครับ แต่ความกังวลยังไม่หมดไป เพราะข่าวร้ายใหม่ๆ ก็มีมาให้อ่านอยู่ทุกวัน เมื่อตลาดเป็นแบบนี้ กลยุทธ์การลงทุนของเรา ก็คงต้องกระจายความเสี่ยงไว้ เลือกลงทุนในหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีๆไว้ จะถือสะเปะสะปะไปเรื่อยๆเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้แล้วนะครับ ตลาดมันเปลี่ยนไปแล้ว และท่าทางจะเปลี่ยนไปตลอดเลย :)
Credit http://www.iammrmessenger.com

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การลด QE มีผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

มาตรการ QE3 และ QE4 ในวงเงินรวมกัน $85,000 million ต่อเดือน

ปฏิเสธไม่ได้เลย ปัจจัยหลักๆที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกผันผวนในช่วที่ผ่านมา มันก็เป็นเพราะเรื่องการคาดการณ์ QE นี่ล่ะครับ

ลองย้อนกลับไปดูกัน นับตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค. จนถึงเมื่อวานนี้ ตลาดไหนลงแรงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก จะเห็นว่า มีเพียง Nikkei ของญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ติดกลุ่ม ทั้งๆที่อยู่ใน Developed market ส่วนนอกนั้น ตระกูล Emerging Market (ตลาดเกิดใหม่) ทั้งหมดเลย




คราวนี้ ถ้ากลับมาถามว่า QE การมี หรือ ไม่มี มันกระทบกับสินทรัพย์ใดบ้าง ทุกคนก็คงรู้กันว่า มันกระทบกับ ทั้งตราสารหนี้ และหุ้น ทั่วโลก แต่ที่สำคัญ และกระทบโดยตรง การเกิดขึ้นของ QE ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น กระทบกับค่าเงิน US Dollar โดยตรง



จากรูปด้านบน จะเห็นว่า ทุกครั้งที่ Fed ส่งสัญญาณจะออกมาตรการ QE มากระตุ้น จะฉุดให้ Dollar Index ร่วงลงมา (อ่อนค่า) ในทุกครั้ง แต่ระดับของการอ่อนค่า ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนในตลาด ณ ตอนนั้น ที่มองว่า QE แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพขนาดไหน และเมื่อดูเข้าไปที่การเคลื่อนไหวของ Dollar Index หลังการทำ QE จะเห้นได้เลยว่า เงินค่า USD อ่อนค่าในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับ QE1 และ QE2 ซึ่งนักวิเคราะห์ในตอนนั้นก็บอกว่า มันดื้อยาไปแล้ว แต่เฮียเบอร์นันเก้ก็ยืนยันว่าได้ผลนะ

มาวันนี้ เริ่มมีการพูดถึงการยกเลิก QE3 และ 4 เมื่อคาดว่าจะไม่มีเงินอัดเข้ามาในระบบในระยะสั้น ค่าเงิน USD ก็แข็งค่า และตามมาด้วยการเทขายสินทรัพย์ต่างๆอย่างที่เราเห็นๆกัน

แล้วเศรษฐกิจอเมริกามันดีขึ้นจริงหรอ??
ไปดูรูปข้อมูลเศรษฐกิจอเมริกากัน ที่ดีก็คือ ตัวเลขการจ้างงาน ส่วนภาคการผลิตยังทรงๆ ในขณะที่ GDP Growth ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหา โตได้อ่อนๆอย่างที่ Fed ต้องการ และนั้นจึงเป็นที่มา ที่ทำให้เฮียเบน กล้าพูดออกสื่อให้นักข่าวและนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า QE มันต้องถอนนน!!



แล้วเขาจะถอนไหม??
ก็นั่นหล่ะครับ ที่ตลาดกังวล และเดากันไปต่างๆนานาๆ เอาเป็นว่า เราไปดูผลกระทบกันดีกว่า ว่า ที่เขาคาดกันว่าจะถอน แล้วมันมีผลยังไงบ้าง นอกจากกับ USD

1. ตลาดพันธบัตร
จาก Research ของ MBKET 

จะเห็นว่า Bond Yield เด้งขึ้นกันหมด ทั้งไทย อเมริกา และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ เป็นเพราะตลาดคาดกันว่า ถ้าไม่มี QE ก็แปลว่า Demand มาซื้อพันธบัตรก็จะลดลง เลยเป็นที่มาให้กองทุน Bond Fund อย่าง Templeton World Bond หรือ Aberdeen Emergning Opportunities Bond หรือ PIMCO Emerging Local ร่วงไปก่อนหน้าในช่วงเดือน พ.ค. และ

2. ตลาดหุ้น
รูปแรกข้างบนบอกไปแล้วนะครับว่าลงกันแรง คราวนี้ คำถามคือ ทำไมตลาดพวกนี้ถึงลงแรงกว่าที่อื่น และทำไมไทย ฟิลิปปินส์ถึงลงแรงกว่าตลาดอื่นในเอเชีย อันนี้เป็นเรื่องการใช้ Valuation ที่เปลี่ยนไป



ต้องยอมรับก่อนนะครับว่า QE เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้ต่างชาติเร่งขนเงินมาลงทุนในต่างประเทศ และด้วยสภาพคล่องที่เยอะเนี่ย มันก็ดันให้ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา วิ่งเร็วกว่า Valuation ที่เป็นจริง ยิ่งภาพอะไรที่เคยวาดไว้สวยๆ มันดูจะไม่มาเร็วอย่างที่คิด มันก็ทำให้ตลาดหุ้นบางตลาด เทรดที่ PE แพงกว่าคนอื่น รวมทั้งหุ้นไทย ซึ่งขึ้นไปเทรดที่ PE S.D. +2 ทีเดียว ดังนั้นต่างชาติรอบนี้จึงเทขายหุ้นไทยลงมาเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อน

3. ทอง
ดูจะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับการเทขายของต่างชาติในรอบนี้ แต่นึกดูดีๆ ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงเทขายทองในช่วงเดือน เม.ย. จริงๆ มันก็เรื่อง QE นี่หล่ะครับ เพราะที่ทองขึ้นมาตั้งแต่ Subprime Crisis นั้น Theme หลักๆก็คือ เงินอัดฉีดที่ทำให้ USD อ่อน
... ก็ในเมื่อ QE อาจจะถูกถอน และเศรษฐกิจอเมริกามันอาจจะฟื้นจริงๆ แล้วจะไปอยู่ในทองกันทำไม นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดเขาก็คิดแบบนี้



หลายคน พอเห็นการเคลื่อนไหวของ Fund Flow ที่รุนแรงแบบนี้ ก็อาจพาลคิดไปว่า ขนาดแค่คาดการณ์ว่าจะยกเลิก QE ยังผันผวนขนาดนี้ แล้วยกเลิกจริงๆ มันไม่เป็น Crisis ของโลกเลยหรอ??

เท่าที่ผมเห็นมา Crisis มักจะเกิดจากไม่ภาคอสังหาฯ ก็ระบบการเงิน นะครับ ไม่เคยเห็นว่าจะเกิดจากแบงก์ชาติถอน QE
ผมมองในมุมนี้ การที่เฮียเบน พูดออกมาตอนเดือน พ.ค. ว่ามีโอกาสลดปริมาณวงเงิน QE ก็เพื่อหยั่งให้ตลาดรับรู้ และลองเชิงดูก่อน ถ้ารู้ว่า ถอด QE แล้วตลาดพัง เขาคงไม่ทำ แต่การทำให้ตลาดรับรู้ไปเรื่อยๆ ความตกใจของตลาดน่าจะลดลง

ประเด็นคือ แล้วมันจะเขย่าแบบนี้อีกนานไหม ชาวหุ้นหวั่นไหว งั้นไปดูภาพนี้ 


ทุกๆปี มันจะมีช่วง Grand Sale นะครับ ปีนี้อาจจะหนักกว่าปี 2011 ที่มีเรื่อง Debt Ceiling แต่หากตั้งสติกันดีๆ ครั้งนี้ก็เหมือนครั้งนั้นตรงที่ "มันไม่ได้กระทบอะไรกับปัจจัยพื้นฐานบ้านเราเลย มันเป็นเรื่องฝรั่งทำกำไร ก็เท่านั้น" แต่ประเด็นคือ เราไม่รู้ว่า เขาจะขายเท่าไหร่ และทำไมต้องรีบขายเยอะขนาดนี้มากกว่า

แล้วไม่คิดว่า จะขายไปแล้วไปเลยหรอ??
ผมไม่คิดว่าจะไปเลย และถึงไปเลย มันก็ยังมีฝรั่งกลุ่มที่ชอบหุ้นไทยอยู่ในโลกอีกเยอะครับ ดูรูปด้านล่าง


จะเห็นว่า เงินที่ไหลกลับอเมริกา ไม่ได้เข้าไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เพราะ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นทุกช่วงอายุ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนเงินที่ออกจากกองทุนในเอเชีย ก็ออกมาอยู่ในรูปของเงินสด

เห็นแบบนี้ก็เดาไปก่อนครับว่า เขาขายออกมาก่อนเพื่อลดความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปลงทุนอะไร เลยถือเป็นพวกเงินสด หรือใกล้เคียงเงินสดไว้ เมื่อไหร่เขาสบายใจ มั่นใจ เด๋วก็น่าจะกลับมา

แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่??
อันนี้ล่ะปัญหา เพราะว่า
1. ความไม่ชัดเจนต่อประเด็นการถอน QE ยังคงมีอยู่ 
2. เขาอาจจะไม่ได้ Bullish ในหุ้นไทยเหมือนเก่าแล้ว 
3. ถ้ามีตลาดหุ้นที่อื่นที่ดูดีกว่าไทย เงินก็อาจจะไหลไปอยู่ตรงนั้นแทน

แต่เราคนไทย เราต้องมั่นใจในศักยภาพครับ !! (ฮึกเหิมม๊ะ)

สรุปคือ ตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลกยังจะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง ฝ่ายที่คาดว่า QE จะยกเลิกปีนี้ กับฝ่ายที่คิดว่า QE จะไปยกเลิกปีหน้า เถียงกันไปเถียงกันมา จนกว่า Fed จะประกาศอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บิลล์ เกตส์

บิลล์ เกตส์


ประวัติของ บิลล์ เกตส์ โดยย่อเกิด 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955 อายุ 43 สัญชาติอเมริกัน สถานะแต่งงาน ลูก 2 สถานศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีเงิน 9 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐในประวัติ บิลล์ เกตส์นั้น เขาได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเลคไซด์ อันเป็นโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในเมืองซีแอทเทิล ที่นั่นเองที่เขาได้พัฒนาทักษะในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับเครื่องมินิ คอมพิวเตอร์ของโรงเรียน เพื่อให้ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม บิลล์ เกตส์ กับ พอล อัลเลน เพื่อนสนิท ได้แอบย่องเข้าไปในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันทั้งคู่ ถูกจับได้แต่ก็ได้เจรจาตกลงกับเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนได้ใช้ฟรี ต่อมาบิลล์ เกตส์ได้ เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ต้องพักการเรียนไปโดยไม่จบการศึกษา เพื่อที่จะได้เริ่มประกอบอาชีพทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ที่ฮาร์วาร์ด เขามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับสตีฟ บาลเมอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมห้องในหอพักระหว่างที่เป็นนักศึกษาปี 1Bill Gate เรียนไม่จบ จริง แต่คนจบปริญญาเป็นหมื่นเป็นลูกจ้างเขา เริ่มเขียนโปรแกรมตอนอายุ 13 และเมื่อเขียน MS Windows ได้ขณะข้ามพรมแดนจาก canada จนท ศุลกากรถามว่า มีทรัพย์สินเท่าไร บิล เกตส์ ที่ถือแผ่นดิส 5 นิ้ว 720 kb มาเป็นปึกก็บอกว่า นี่มีค่า 50 ล้านเหรียญ จนท คิดว่าคุยกะคนเพี้ยนเลยปล่อยไปโดยไม่คิดตังค์แม้แต่แดงเดียว เมื่อร่วมงานกะ paul allen จนตั้ง microsoft
สัดส่วนหุ้นคือ60 / 40 = gates / allen แต่ allen ไม่ชอบนั่งบริหาร ชอบคอมพ์มากเลยขายหุ้นที่ตนทีอยู่ทั้งหมดและให้เกตบริหารแทน ( The Road Ahead กะ Business @ speed of thought by Bill Gates )ไปแล้ว

บิล เกตส์ มีหลัก 6 ประการในการทำงาน
1. จับตลาดที่มีช่องทางเยอะแต่มีคู่แข่งน้อย
2. เข้าไปให้เร็ว เข้าไปให้ใหญ่
3. สร้างสิทธิบัตรคุ้มครอง
4. คุ้มครองสิทธิ์ดังกล่าวโดยทุกวิธีทางที่ทำได้
5. มุ่งกำไรสูงสุด
6. ให้ของที่ลูกค้าไม่อยากปฏิเสธ แต่เบื้องหลังของโครงสร้างที่ประสบความสำเร็จนั้นคือนโยบายเกี่ยวกับคนทำงาน
ที่ในประวัติ บิลล์ เกตส์ นั้น เขาติดอันดับหนึ่ง จากการจัดอันดับ "ฟอร์บ 400" ระหว่างปี ค.ศ. 1993-2005 และติดอันดับหนึ่งในการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของนิตยสารฟอร์บ ในปี ค.ศ. 1996 และระหว่างปี ค.ศ. 1998-2005 ซึ่งจากการจัดอันดับดังกล่าว สรุปได้ว่าทรัพย์สินสุทธิของเขามีมูลค่าดังต่อไปนี้

- ค.ศ. 1998 - 51.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 1999 - 90.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2000 - 60.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2001 - 58.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2002 - 52.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2003 - 40.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2004 - 46.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2005 - 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
- ค.ศ. 2006 - 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก

Credit http://www.thaiforexschool.com

การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยงขนาดไหน

การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยงขนาดไหน?


การลงทุนในทองคำมี ความเสี่ยงขนาดไหน  ทุกคนรู้อยู่แล้วมาทองคำเป็นสิ่งที่มีความผันผวน แม้จะเล็กน้อย ก็มีความผันผวนทำให้การลงทุนนั้น ไม่ชัดเจนว่าจะได้กำไรจากทองคำ100% ดังนั้น การยอมรับความเสี่ยงในระดับหนึ่งจะทำให้ผู้ที่ลงทุนในทองคำนั้นอุ่นใจ และ การกล้าจะถือกำไรยาวๆ เมื่อทองคำกำลังขึ้น พร้อมๆกับข่าว หรือ พร้อมที่จะตัดใจขาย เมื่อทองคำไม่ ขึ้นต่อแล้ว และเมื่อไรจะรู้ว่าทองคำขึ้นจนหมดแรงหรือลงจนสุดแรงแล้ว ก็ต้องดูข่าว พร้อมๆกับการวิเคราะห์ในแนวทางของตัวเอง ว่า มั่นใจได้สักแค่ไหน หากมั่นใจแล้ว การลงทุนในทองคำก็เปรียบเสมือนการเล่นหมากฮอท หากเดินถูก ก็กินเขา หากเดิน ผิด ศัตรูก็จะกินเรา เหมือนกับตลาดทองคำ มีได้ ก็ต้องมีเสีย ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดก็คือ 50/50 สำหรับทองคำ แต่หากใครที่ได้ เล่นทองคำและพอรู้จักทางจับทางได้แล้ว ก็จะลดความเสี่ยง และ รู้ว่าควรเล่นยังไงกับทองคำ ทุกวันนี้เศรษฐกิจทางการเมืองหรือประเทศไม่ค่อยดีทองคำก็จะวิ่งไปเรื่อยๆ ตามราคาที่เหมาะสมของตัวมันเอง และ หาก วันไหนคนไม่มั่นใจในการลงทุนกับเงินตรา วันนั้น ก็จะเป็นวันของทองคำจะกลายเป็นกระทิงดุต่อไป



ภาวะเงินเฟ้อและภาวะเงินฝืด

ภาวะเงินเฟ้อและภาวะเงินฝืด


ภาวะเงินเฟ้อและภาวะเงินฝืด
ความหมายของภาวะการเงิน คือภาวการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเงินซึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ นั้นคือเมื่อเศรษฐกิจมีการปรับตัวหรือขยายตัวไม่ว่าจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลง จะส่งผลกระทบต่อประชาชน หน่วยธุรกิจ และภาครัฐโดยตรง ดังนั้นภาวะการเงินของประเทศต่างๆจึงบอกเราได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆกำลังเป็นเช่นไร  
       
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation rate)
     ภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง อัตราการเพิ่มขึ้นราคาสินค้าและบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือเกิดอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เปรียบเทียบระหว่างช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งเราจะเห็นได้จาก ราคาสินค้าโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่นราคา อมยิ้ม 1 อัน เคยซื้อได้ด้วยราคา 10 บาทในปี 2000 แต่ในปี 2013 ราคาอมยิ้ม 1 แท่งนั้นมีราคา 15 บาท หมายความว่า เงินเฟ้อทำให้"มูลค่าของเงินลดลง" จึงซื้อของได้ในราคาที่แพงขึ้น การวัดอัตราเงินเฟ้อเราจะวัดด้วยด้วยดัชนีราคาผู้ผลิต (producer price index: PPI) หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (consumer price index: CPI) หรือ GDP deflator แต่โดยทั่วไป 

"ดัชนีราคาผู้บริโภค:CPI" เป็นตัวชี้หลักในการวัดภาวะเงินเฟ้อ
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าอัตราเงินเฟ้อมีสาเหตุหลักจากการเติบโตของความไม่สมดุลของปริมาณเงินในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเหตุผลอื่น ๆ รวมถึงความสมดุลในความต้องการสินค้าหรือบริการ และการจัดหาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้นๆ ถ้าความต้องการมีการกว่าสินค้าหรือบริการ ราคาก็จะแพงขึ้นเช่นกัน

มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ 
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในปริมาณของเงินในระบบเศรษฐกิจจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้า ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากแรงกดดันในทางเศรษฐกิจ สาเหตุหรือแรงกดดันที่นำไปสู่การเกิดเงินเฟ้อแบ่งได้เป็น 3 สาเหตุหลัก ๆ ซึ่ง "โรเบิร์ต เจ กอร์ดอน" เรียกว่า "Tringle Model" ได้แก่

  • เงินเฟ้อแบบบิลท์อิน (Built-in inflation) ซึ่งเกิดจากการปรับตัวที่เป็นผลมาจากการคาดการณ์ เช่นพนักงานในบริษัทเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือน (ในอัตราที่สูงกว่าเงินเฟ้อ) บริษัทจึงปล่อยให้ต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นภาระของลูกค้า แล้วราคาสินค้าและค่าแรงก็ผลัดกันเป็นต้นเหตุและผลเกลียวแล้วเกลียวเล่า "Price/Wage Spiral "จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ (vicious circle) ทำให้ราคาสินค้าลอยขึ้นไปค้างเติ่งบนยอดดอย (hangover inflation) 

  • ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น (Cost-push inflation) ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน

  • ความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ๆ จึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น (Demand-pull inflation) หรือ มีแรงดึงทางด้านอุปสงค์ คือมีการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน

ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เรื่องของอัตราเงินเฟ้อนั้นมีความสำคัญมากเพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ธนาคารกลางใช้พิจารณาในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย Federal Reserve  ของสหรัฐใช้อัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจากรายงานที่เรียกว่า "ค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล (Personal Consumption Expenditure)" ในการวัดอัตราเงินเฟ้อในขณะที่ธนาคารกลางอื่น ๆ เช่นธนาคารกลางยุโรปจะใช้รายงานที่เรียกว่า "ดัชนีราคาผู้บริโภค(Consumer Price Index)"
ดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นมาตรการที่ใช้วัดอัตราเงินเฟ้อ โดยการคำนวณราคาเฉลี่ยของตะกร้าสินค้ามักจะซื้อโดยผู้บริโภคและเปรียบเทียบกับมูลค่าของตะกร้าสินค้าในเวลาที่แตกต่าง ร้อยละของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะถูกกำหนดเป็นร้อยละของอัตราเงินเฟ้อ ปรกติจะคำนวณดัชนีนี้เป็นประจำทุกปี แต่ในบางประเทศจะคำนวณเป็นรายไตรมาสหรือรายเดือน
หลายคนมองว่าอัตราเงินเฟ้อนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย เพราะจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการ แต่อันที่จริงแล้วอัตราเงินเฟ้อที่สมดุลหมายถึงการเติบโตของประเทศ เราจะเห็นว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะพยายามรักษาความสมดุลในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่สูงหรือต่ำเกินไปจนทำร้ายระบบเศรษฐกิจ ในปีที่ผ่านๆมาประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีความพยายามที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อ 2-3%
      
 ผลลัพธ์ของอัตราเงินเฟ้อ

อัตราค่าจ้างสูงขึ้น ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการทำดัชนีระดับอัตราค่าจ้างแรงงาน ดังนั้นหากมีอัตราเงินเฟ้อ 3% แล้วค่าจ้างแรงงานก็จะเพิ่มขึ้น 3% ด้วยในทางทฤษฎี ดังนั้นจึงไม่มีการสูญเสียกำลังซื้อ เราสามารถวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภค (ซึ่งจะใช้ในการทำดัชนีค่าจ้าง) หมายความว่า ถ้าอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าราคาสินค้า ภาคครัวเรือนจะรวยขึ้น และในทางตรงกันข้ามถ้าค่าจ้างเพิ่มขึ้นช้ากว่าราคาสินค้าก็จะมีการสูญเสียกำลังซื้อ

เป็นการลดภาระหนี้สำหรับลูกหนี้  เงิน 1 ยูโรในวันนี้ มีค่าไม่เท่ากับ 1 ยูโรในวันพรุ่งนี้ ในกรณีของอัตราเงินเฟ้อ 1 ยูโรในวันพรุ่งนี้ จะมีค่าน้อยกว่า 1 ยูโรในวันนี้ ดังนั้นถ้ามีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารที่ตายตัว จำนวนเงินที่จ่ายคืนในแต่ละเดือนจะไม่เท่าเดิม นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ สร้างเงิน (พิมพ์เงิน)เพิ่มขึ้นมาในระบบ อัตราเงินเฟ้อจากการสร้างเงินนี้ จะช่วยลดน้ำหนักของหนี้สาธารณะที่รัฐต้องชำระคืนแก่เจ้าหนี้ ในทางตรงกันข้ามก็จะเป็นการสูญเสียมูลค่าของหนี้สำหรับเจ้าหนี้ คือจะได้รับเงินชำระหนี้ที่เป็นสกุลเงินเดิมแต่มีค่าน้อยกว่าเมื่อครั้งที่ได้ให้กู้ไป ในทำนองเดียวกันภาคครัวเรือนก็จะได้รับผลกระทบจากการผันแปรในการกู้เงินจาการที่ธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นนี้ทำให้ผู้กู้มีสัดส่วนดอกเบี้ยที่สูงกว่าในการชำระคืน เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่ได้รับ

เป็นการส่งเสริมการส่องออก อัตราเงินเฟ้อเพื่อการส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ ตามความเป็นจริง อัตราเงินเฟ้อจะทำให้ค่าของสกุลเงินของประเทศอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ดังนั้น ราคาสินค้าจึงถูกลงสำหรับประเทศอื่นที่จะนำเข้าสินค้าจากประเทศเรา อัตราเงินเฟ้อจึงช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ และในที่สุดก็สร้างงานใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม เงินเฟ้อไม่เป็นผลดีสำหรับผู้นำเข้าสินค้าที่จะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากการเสื่อมค่าในสกุลเงินของตนเมื่อเทียบกับสกุลเงินจากต่างประเทศ

เป็นสัญญาณสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ  อัตราเงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายเพราะมันเป็นสัญญาณของการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อนี้ควรจะอยู่ในระดับปานกลางและไม่มากเกินกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีอัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริงของประเทศคือการคำนวณจาก อัตราการเติบโตของจีดีพี – อัตราการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น ถ้าอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีแล้วเศรษฐกิจจริงจะอยู่ในภาวะถดถอย

เป็นการสนับสนุนผู้ถือสินทรัพย์ เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อจะช่วยเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สิน อันที่จริงถ้ามีราคาสูงขึ้น ราคาที่สูงขึ้นนี้จะรวมถึงสินค้าและบริการทั้งหมด และมูลค่าในทรัพย์สินของคุณก็จะเพิ่มมากขึ้น และในสินทรัพย์อื่นๆก็จะใช้หลักการเดียวกันนี้ ในทางตรงกันข้ามนักลงทุนก็จะต้องจ่ายแพงกว่าในการซื้อทรัพย์สิน หรือสินทรัพย์
 Inflation&Deflation
     
       
ภาวะเงินฝืด (Deflation)
      
ภาวะเงินฝืด เป็นภาวะที่ตรงข้ามกับภาวะเงินเฟ้อ คือ ภาวะที่สินค้าโดยทั่วไปมีระดับราคาลดลงเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเป็นไปได้ว่าสินค้าบางอย่างอาจมีราคาสูงขึ้น แต่เมื่อรวมราคาสินค้าทุกชนิดแล้วราคาถั่วเฉลี่ยจะลดลงจากเดิม เกิดจากความต้องการโดยรวมมีน้อยกว่าประมาณสินค้าหรือบริการในขณะนั้น ซึ่งภาวะเงินฝืดเป็นปรากฏการณ์ที่หายากมากในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาวะเงินฝืดก็ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก ประเทศที่มีภาวะเงินฝืดจะต้องมีนโยบายที่แข็งแกร่งมากถึงจะนำประเทศเข้าสู่สภาวะเงินฝืดได้ เหมือนฝรั่งเศสในยุค 20 ซึ่งสถานการณ์นี้พบได้ยากมาก อันที่จริงเมื่อเกิดภาวะเงินฝืดรัฐบาลและบริษัทจะมีความกดดันอย่างต่อเนื่องจากพนักงานที่ต้องการให้ค่าจ้างของพวกเขาเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวสร้างภาวะเงินเฟ้อเนื่องจากมีเงินในระบบการหมุนเวียนมากขึ้น เศรษฐกิจมีการเติบโต ดังนั้นการลดราคาจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ธนาคารกลางอย่างธนาคารกลางยุโรปเห็นว่าการต่อสู้กับสภาวะเงินเฟ้อมีความสำคัญอย่างมาก พวกเขาพยายามที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แต่ไม่ได้พยายามที่จะหยุดมัน 

"เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ไม่มากเกินไป ถือว่าเป็นองค์ประกอบในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เราจะเรียกว่าเงินฝืด"

      
 ภาวะเงินฝืดอาจจะเกิดจากสาเหตุบางประการดังต่อไปนี้
     1. การขาดแคลนเงินทุนหรือเงินออม ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้การกู้ยืมไปลงทุนลดน้อย การผลิตลดน้อยลง จึงมีการจ้างงานลดระดับลง รายได้ประชาชนก็ลดลงตามไป ทำให้ภาวการณ์ซื้อขายชะลอตัว
     2. มีการส่งเงินทุนออกต่างประเทศมากเกินไป ทั้งโดยถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมายในระยะยาวนานติดต่อกัน จึงเป็นเหตุให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศไปจำนวนมาก และเกิดผลกระทบทำให้เงินทุนลดน้อย ภาวะดอกเบี้ยจึงสูงขึ้น
     3. ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายการเงินและการคลัง เช่น มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินสูงเกินจนสถาบันการเงินประสบปัญหาในเรื่องให้สินเชื่อแก่ลูกค้า มีการจัดเก็บภาษีทางตรงในอัตราสูงมากจนประชาชนเหลือเงินใช้จ่ายน้อยเกินไป ทำให้อุปสงค์ลดลงไม่สมดุลกับอุปทานที่มีมากกว่า หรือรัฐบาลจัดการพิมพ์ธนบัตรออกหมุนเวียนใช้ไม่เพียงพอกับความจำเป็นของภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น
     4. การลดลงของต้นทุนจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการปรับลดภาษี และการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ และสาเหตุอื่นๆ เช่น ประชาชนไม่นิยมออมเงินในระบบการเงิน แต่หันไปนิยมการออมนอกระบบการเงิน ตัวอย่าง มีการนำเงินออมไปลงทุนไว้ในทรัพย์สิน โดยการกักตุน ซื้อโลหะมีค่า ซึ่งเป็นเหตุให้เงินออมในระบบการเงินลดน้อยลง จึงทำให้เงินทุนมีน้อย ดอกเบี้ยจึงแพง เป็นต้น  

       
ผลกระทบของภาวะเงินฝืด

เมื่อเกิดภาวะเงินฝืดหรือเศรษฐกิจต่ำ นับว่าเป็นปัญหาร้ายแรงมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่าง ๆ คือ
     1. ผลต่อประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นในเรื่องของรายได้ที่มีอยู่ กล่าวคือ ภาวะเงินฝืดทำให้เงินมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือ ผู้มีรายได้ประจำและเจ้าหนี้ ส่วนผู้ที่เสียประโยชน์ก็คือ ผู้มีรายได้จากกำไรและลูกหนี้
     2. ผลต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดขึ้นในลักษณะที่ภาวการณ์ลงทุน การผลิตที่ลดลงเกิดการว่างงานทำให้ประชาชนขาดรายได้ อำนาจซื้อตกต่ำลง สินค้าจะตกค้าอยู่ในคลังสินค้าอย่างมาก กำไรธุรกิจลดน้อยลงหรือเกิดภาวการณ์ขาดทุนอย่างรุนแรง สภาพเศรษฐกิจของประเทศจะซบเซาตกต่ำ รายได้ประชาชาติจะถดถอยลง ในภาวะที่ตลาดซบเซาทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องการเงินเพื่อมาหมุนเวียนในกิจการ ทำให้ต้องหาทางเพื่อเปลี่ยนสินค้าให้เป็นเงิน ซึ่งต้องลดราคาสินค้าเพื่อจูงใจผู้ซื้อทั้งลดแลกแจกแถม เงินฝืดมักจะเป็นผลพวงมาจากภาวะฟองสบู่แตกทำให้เกิดปัญหาเกิดหนี้เสียและความเชื่อมั่นต่อการลงทุนลดน้อยลง ทำให้ภาคการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเมื่อสถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยสินเชื่อทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถที่จะหาเงินมาหมุน เวียนจนทำให้กิจการบางแห่งต้องปิดตัวลง ยังผลให้ต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก เมื่อพนักงานส่วนหนึ่งกลายเป็นคนตกงาน ทำให้ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายซื้อสินค้า ซึ่งจะส่งผลโดยตรงไปยังธุรกิจการค้า และมีผลต่อภาคการผลิตอื่นๆ  

ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://www.babypips.com/forexpedia/Inflation
http://th.wikipedia.org/wiki/
http://www.investopedia.com/
http://www.forex-tribe.com/Learn-inflation.php
http://www.learners.in.th/blogs/posts/260990

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน Forex

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน Forex


การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน Forex

Fundamental Analysis of Forex คือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อดูแนวโน้มของค่าสกุลเงินจากสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ใช้กุลเงินนั้นๆเป็นสกุลเงินหลัก เช่น ถ้าเราจะเทรด USD ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็ต้องดูสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ว่าเป็นเช่นไร หรือถ้าเราจะเทรด GBP เราก็ควรรู้ว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร(UK) ดีหรือไม่ เป็นต้น ดังนั้นในการซื้อขายในตลาด Forex ซึ่งเราซื้อขายคู่สกุลเงินที่ถูกจับคู่ไว้แล้ว เราก็ต้องดูและเปรียบเทียบเศรษฐกิจของสองประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงินนั้นๆ เพราะเป้าหมายของการวิเคราะห์ด้วยพื้นฐานคือการประเมินมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งที่ต้านกับอีกสกุลเงินหนึ่ง โดยดูจากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์พื้นฐานจึงต้องพิจารณาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเรื่องนโยบายของรัฐบาลรวมถึงมาตรการต่างๆ และโครงสร้างของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะบอกถึงอุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการ  เพื่อที่จะบอกได้ว่าสกุลเงินนั้นๆมีมูลค่าต่ำหรือสูงกว่าเมื่อเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
นักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาในตลาดแรกๆ มักจะตั้งคำถามว่า เทคนิคในการวิเคราะห์กราฟแบบไหนที่สำคัญกว่าหรือดีกว่ากันระหว่าง การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคในการดูกราฟ กับ การวิเคราะห์ด้านปัจจัยพื้นฐาน? เราอยากบอกว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากจะใช้ทั้งเทคนิคทั้งสองอย่างประกอบกันในการดูแนวโน้มทิศทางของราคา แม้ว่าในปัจจุบันนี้นักลงทุนหลายคนคิดว่าการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคนั้นสำคัญกว่า เพราะมันช่วยให้การซื้อขายของเรานั้นง่ายขึ้นมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรลืมที่จะใส่ใจทางด้านปัจจัยทางพื้นฐานซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะปัจจัยพื้นฐานคือจุดกำเนิดของพฤติกรรมต่างๆในตลาด ผ่านจิตวิทยาของนักลงทุน ดังสมการนี้

ปัจจัยพื้นฐาน(ข่าว) จิตวิทยาของนักลงทุน พฤติกรรมของนักลงทุน > พฤติกรรมราคาในตลาด

อธิบายง่ายๆก็คือ เมื่อมีข่าวดีออกมา เช่น มีการจ้างงานสูงขึ้น ประชากรมีรายไม่เพิ่มมากขึ้นก็จะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้นนักลงทุนก็จะเกิดความเชื่อมั่นว่าค่าเงินของประเทศนั้นจะต้องดีขึ้นแน่นอนทำให้ "เกิดความโลภ" แย่งกันซื้อหวังเก็งกำไรจากค่าเงินนั้นๆ ทำให้ราคาในตลาดพุ่งสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดมีข่าวร้ายออกมา เช่น จำนวนผู้ตกงานเพิ่มสูงขึ้น ประชากรลดการใช้จ่ายลงเนื่องจากรายได้ลดลง เหล่านักลงทุนก็จะกลัวว่าอนาคตของค่าเงินตัวนี้จะย่ำแย่ก็ไม่มีใครกล้าซื้อสกุลเงินนั้น  ส่วนใครที่ซื้อไว้ก็จะรีบเทขายออกมา ก็จะมีผลทำให้ราคาดิ่งเหว
ข่าวสารต่างๆที่ออกมาก็จะมีทั้งข่าวที่เป็นจริงเช่น การประกาศตัวเลขดัชนีต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว ข่าวเหล่านี้จะบอกเราได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร และทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร และข่าวที่เป็นการคาดการณ์ เช่น การคาดการณ์ผลที่จะตามมาจากคำพูดของผู้นำทางการเงิน เกี่ยวกับนโยบายทางการเงิน หรือ ตัวเลขคาดการณ์ดัชนีต่างๆ ก็จะทำให้เราคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
ที่สำคัญอย่าลืมว่าเราไม่ใช่คุณคนเดียวที่รับรู้ข่าวเหล่านั้น เมื่อทุกคนรับรู้ข่าวเดียวกันนี้และคิดไปในทิศทางเดียวกันก็จะมีผลต่อราคาตลาด และบ่อยครั้งที่เราเห็นว่าราคาได้วิ่งไปในทิศทางที่ตลาดคาดการณ์ก่อนที่ข่าวจะออก และเมื่อข่าวออกมา ราคากลับสวนทางกับทิศทางที่ควรจะเป็นอย่างไม่มีเหตุผล ตัวอย่างเช่น
 "มีกระแสข่าวออกมาว่ามีแนวโน้มที่เป็นไปได้มากว่าธนาคารกลางสหรัฐ "จะ"ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันศุกร์นี้ แต่ก่อนที่จะมีการประกาศนั้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้ค่อยๆปรับตัวลดลงตั้งแต่วันจันทร์ที่มีกระแสข่าวออกมา ทำให้คู่เงินอย่าง EUR/USD ค่อยๆไต่ระดับราคาขึ้นจนถึงเวลาที่ข่าวออกมาจริงๆ แล้วหลังจากนั้นไม่นานราคาก็ร่วงลงมา ซึ่งมักจะเกิดจากการที่นักลงทุนที่ได้เข้าซื้อ EUR/USD ไว้ตั้งแต่เมื่อได้ยินข่าวนี้ในช่วงแรกๆ คิดว่าตอนนี้ราคาได้ขึ้นมามากแล้ว และตนเองได้กำไรพอสมควรแล้วจึงปิดออเดอร์เพื่อทำกำไร (โอว ราคาขึ้นมาสูงมากแล้ว และฉันก็ได้กำไรมากพอแล้ว ปิดออเดอร์ออกจากตลาด นอนกอดกำไรดีกว่า) ทำให้ราคาร่วงลงมาสวนทางกับข่าว" แบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในตลาด Forex เหมือนวลีที่ว่า  "Buy the rumor ,Sell the news" (ซื้อข่าวลือ ขายข่าวจริง) ซึ่งมองดูสวนทางกับเหตุและผลอย่างสิ้นเชิง และนั่นก็เป็นเหตุมาจากจิตวิทยาของนักลงทุนที่ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆของนักลงทุน และส่งผลมาสู่ราคาในตลาดนั่นเอง

ข่าว
จิตวิทยานักลงทุน
พฤติกรรมของนักลงทุน
ผลที่เกิดขึ้นในตลาด
ดี
โลภ
แย่งกันซื้อ
ราคาพุ่งขึ้นสูง
ร้าย
กลัว
เทขาย
ราคาร่วงดิ่งลง

Financial News
อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่า เมื่อมีข่าวที่สำคัญๆออกมา ราคาจะวิ่งผันผวนรุนแรง ดังนั้นจึงอันตรายมากสำหรับการเทรดระยะสั้น ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณเทรดเพื่อต้องการที่จะเก็บกำไร เพียง 10-20 จุด แล้วข่าวที่สำคัญมาก (High Impact) ออกมาแล้วส่งผลให้ราคาวิ่งไปคนละทางกับที่คุณเปิดการซื้อขายเอาไว้ อะไรจะเกิดขึ้น? (เชื่อว่าหลายคนมีประสบการณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี) ถ้าคุณตั้ง Stop loss เอาไว้ คุณก็อาจจะเสียเงินส่วนนั้นไปภายในพริบตา ดังนั้น หากคุณเป็น Scalping ที่เล่นสั้นๆ คุณก็ควรจะระวังให้มากในเรื่องของข่าว อย่าเผลอในช่วงเวลาที่จะมีการประกาศข่าวโดยเฉพาะข่าวที่สำคัญๆ หรืออาจจะหลีกเลี่ยงไม่ถือออเดอร์ในช่วงก่อนการประกาศข่าว

ข่าวสำคัญที่แสดงถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และมีอิทธิพลต่อตลาดมาก (High Impact) ก็คือ
GDP ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

Inflation ข่าวอัตราเงินเฟ้อ

Employment Figures ข่าวต่างๆเกี่ยวกับการจ้างงาน ซึ่งจะรวมทั้ง อัตราการจ้างงาน, อัตราการว่างงาน รายได้ของแรงงาน , ข่าว NFP (Non-farm payroll )

Interest rate Decision ข่าวเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสำคัญมาก เพราะธนาคารกลางสามารถให้อัตราดอกเบี้ยนี้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศ
Consumer Confidence ดัชนีการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
Consumer Price Index  (CPI)ดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นดัชนีสำคัญที่จะบอกได้ถึงอัตราเงินเฟ้อ
เหล่านี้คือข่าวที่มีผลต่อราคาในตลาดมากที่สุด และยิ่งสำคัญมากถ้าเป็นข่าวของสหรัฐฯ เรียกได้ว่า 

จาก High Impact จะกลายเป็น Very High impact ก็ว่าได้ เพราะจะส่งผลที่รุนแรงมากกว่าข่าวจากประเทศอื่นๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นค่าเงินที่มีอิทธิพลมากต่อตลาด อย่างที่เห็นว่าทุกคู่เงินหลักในตลาด จะมีค่าเงิน USD ร่วมอยู่ด้วย

ยูโรก็เป็นอีกค่าเงินหนึ่งที่มีความพิเศษ คือ เงินยูโรเป็นสกุลที่ใช้กันในกลุ่มประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป มี 17 ประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน เรียกว่า สหภาพการเงินยูโร (Euro Monetary Union) EMU หรือ Euroland ซึ่งได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยียม, ไซปรัส, เอสโตเนีย ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, สโลวาเกีย, สโลวาเนีย และ สเปน  

ดังนั้นการดูปัจจัยพื้นฐานของสกุลเงินยูโรก็จะต้องดูจากประเทศเหล่านี้  ซึ่งประเทศที่มีมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความสำคัญมากต่อแนวโน้มค่าเงินยูโรได้แก่ เยอรมัน รองลงมาคือ ฝรั่งเศส และ อิตาลี ตามลำดับ นักลงทุนจะดูการเคลื่อนไหวของ 3 ประเทศนี้เป็นหลักสำหรับการวิเคราะห์ค่าเงินยูโร
นอกจากข่าวข้างต้นที่มีมีอิทธิพลต่อราคาของตลาดมากแล้วนั้น ก็ยังมีข่าวอีกหลายข่าวที่มีผลต่อตลาด เช่น ดุลการค้า, ดัชนีการนำเข้าส่งออก, อัตราการผลิตของโรงงานอุสาหกรรม, ยอดขายบ้าน, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI), ยอดการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ฯลฯ แต่ข่าวเหล่านี้จะมีผลต่อตลาดน้อยกว่าข่าวที่บอกไว้ในตอนต้นคือจัดอยู่ในกลุ่ม Medium Impact  

แน่นอนว่าในช่วงที่มีการประกาศข่าว จะเป็นช่วงแห่งความตื่นเต้น หวาดเสียว และท้าทายมากสำหรับนักลงทุน เพราะราคาจะวิ่งเร็วและแรง นักลงทุนบางคนอาจจะไม่เทรดในช่วงข่าวเลย แต่ก็มีนักลงทุนหลายคนที่จับจ้องจังหวะนี้เพื่อทำกำไรก้อนใหญ่ แต่อย่าลืมว่าถ้าคุณพลาดก็อาจจะเจ็บหนักได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเทรดข่าวคุณก็ควรระวังและคำนึงถึงความเสี่ยงนี้ด้วย  

ข้อแนะนำในการเทรดข่าวก็คือ คุณควรหลีกเลี่ยงการถือออเดอร์ในช่วงก่อนที่ข่าวจะถูกประกาศออกมา รอให้ข่าวนั้นประกาศออกมาเสียก่อน และรอให้ราคาส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหนกันแน่แล้วค่อยเข้าทำการซื้อขาย ซึ่งในส่วนนี้คุณอาจต้องใช้เทคนิคในการวิเคราะห์กราฟช่วยในการหาจังหวะเข้าซื้อขายด้วย

Credit http://www.thaiforexschool.com

ปัจจัยสำคัญของการเคลื่อนไหวในตลาดแลกเปลี่ยน



ปัจจัยสำคัญ 5 ประการ กับการเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

      เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินคำว่า “สงครามค่าเงิน” หรือ “Currency war” อันเป็นสงครามที่ไร้อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่สามารถทำลายล้างเศรษฐกิจโลกได้ จากการที่ประเทศต่างๆ พยายามควบคุมค่าเงินสกุลของตนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ หรือการทำให้ค่าเงินของตนอ่อนค่า ดังจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ประเด็นทางด้านค่าเงินเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนต่างจับตามอง ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน โดยมี 5 ปัจจัยหลักที่ต้องการหยิบยกมานำเสนอตามลำดับความสำคัญ ได้แก่

     
ปัจจัยแรก อัตราดอกเบี้ย โดยจะมีสองส่วนด้วยกันที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รายได้จากดอกเบี้ย และการเพิ่มขึ้นของเงินทุน จากปัจจัยนี้ จะเห็นว่า ทุกๆ สกุลเงินในโลก มีอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งจูงใจในการเคลื่อนไหว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวกำหนดโดยธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ ถ้าหากให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ โดยปกตินักลงทุนจะกู้ยืมเงินจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปลงทุนในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อธุรกรรมว่า The Carry trade ซึ่งผลที่ได้คือ กำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และได้กำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน จากการที่สกุลเงินของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า มักมีแนวโน้มที่จะแข็งค่า
   
  ปัจจัยต่อมา การเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากปัจจัยนี้จะสะท้อนได้ว่า ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า หรือมีอัตราการขยายตัวที่ดีกว่ามีแนวโน้มที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยยับยั้งการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ และจากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมาว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็นตัวดึงดูดกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา และอุปสงค์ของเงินที่ค่อนข้างมากจะทำให้มูลค่าของเงินมากขึ้นด้วยนั่นเอง
    
 ปัจจัยที่สาม ภูมิศาสตร์การเมือง  ความเสี่ยงทางเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต่างกังวล เนื่องจากกลัวว่าจะก่อให้เกิดอุปสรรค และความเสี่ยงต่อเงินทุน จึงมักจะโยกเงินลงทุนออกไปก่อนจนกว่าจะเห็นความชัดเจน และมีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาทางการเมืองยังเป็นปัญหาที่จะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อมายังค่าเงินตามปัจจัยข้างต้นที่ได้กล่าวถึงอีกด้วย
   
  ปัจจัยที่สี่ การค้าและกระแสเงินทุน ในส่วนนี้ ควรแยกพิจารณา ว่าระหว่างรายได้จากการค้าระหว่างประเทศ กับกระแสเงินทุนจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน มีผลต่อมีปริมาณกระแสเงินทุนไหลเข้าออกของประเทศมากน้อยแค่ไหน และอะไรมีผลมากกว่า เพราะทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนจะการเคลื่อนไหวไปตามผลกระทบนั้นมากกว่า
     
ปัจจัยสุดท้าย การควบรวมกิจการของธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในการตัดสินใจทิศทางค่าเงินในระยะยาว แต่มีประสิทธิภาพมากสำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะสั้น เนื่องจากเมื่อมีบริษัทในประเทศหนึ่ง จะซื้อสินทรัพย์ของบริษัทในอีกประเทศหนึ่ง ก็จะมีความจำเป็นที่ต้องแลกเงินเป็นสกุลเงินนั้นเพื่อใช้ในการชำระสินทรัพย์ดังกล่าว จากเหตุการณ์นี้จะทำให้ตลาดคาดการณ์ความผันผวนในระยะสั้นได้ว่า ค่าเงินสกุลที่เป็นที่ต้องการจะปรับตัวแข็งค่า
    
 จากปัจจัยทั้ง 5 ประการที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านคงได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของการเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน สามารถเชื่อมโยงกับความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับตลาดการเงินต่างๆ ได้ และสนุกกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินอยู่ตลอดเวลา


ที่มา : ห้องความรู้บัวหลวง

GDP คืออะไร?

GDP คืออะไร?

       
ทำไมเวลามีข่าวเกี่ยวกับ GDP ของประเทศต่างๆแล้วจึงมีผลอย่างมากต่อราคาของค่าเงินต่างๆ ก็เพราะว่า ตัวเลข GDP เป็นตัวที่ชี้วัดความเติบโตของเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง อาจเรียกว่าสำคัญมากๆเลยก็ได้ ตัวอย่างง่าย เช่น ถ้าค่า GDP ออกมาดี ก็แสดงว่าประเทศนั้นๆมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี และในทางกลับกัน ถ้าตัวเลข GDP ออกมาแย่ก็หมายความว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆแย่ หรืออาจอยู่ในสภาวะถดถอย
       
แล้วGDP มันมาจากอะไร รายละเอียดพื้นฐานมันเป็นยังไง เราลองไปดูกันค่ะ 

        ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น (Gross domestic product: GDP) หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด ซึ่งถูกคิดค้นโดย Simon Kuznets นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซีย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานการครองชีพของประชากรในประเทศนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม จีดีพี เป็นดัชนีชี้วัดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แต่ไม่สามารถชี้วัดคุณภาพชีวิตที่แท้จริงได้

การวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 

การวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สามารถวัดได้ 2 วิธี ได้แก่
1. การวัดรายจ่าย (Expenditure Approach) ที่จ่ายให้สินค้าและบริการขั้นสุดท้าย
GDP = รายจ่ายเพื่อบริโภค + รายจ่ายเพื่อการลงทุน + รายจ่ายของรัฐบาล + รายจ่ายสุทธิของต่างประเทศที่ซื้อสินค้าผลิตในประเทศ
หรือ GDP = Consumption + Investment + Government spending + (exports – imports)
2. การวัดรายได้ (Resource Cost - Income Approach) ที่ได้จากการขายสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย
GDP = ค่าจ้างและเงินเดือนลูกจ้าง + รายได้เจ้าของธุรกิจส่วนตัว + กำไรของบริษัท (รายได้ผู้ถือหุ้น) + ดอกเบี้ย (รายได้เจ้าหนี้) + ค่าเช่า (รายได้เจ้าของสินทรัพย์) + ภาษีธุรกิจทางอ้อม + ค่าเสื่อมราคา + รายได้สุทธิของคนต่างชาติในประเทศ
หมายเหตุ: ภาษีทางอ้อมคือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าหรือบริการโดยผู้ที่มีหน้าที่ชำระภาษีโดยตรง (ผู้เสียภาษีคนแรก) สามารถผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้ เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เนื่องจากวิธีการวัด GDP ด้วยรายจ่ายเป็นวิธีที่พื้นฐานที่สุดในการวัดและเข้าใจ GDP ดังนั้น จะอธิบายตัวแปรในสมการที่คำนวณ GDP ด้วยการวัดรายจ่ายเท่านั้น ดังต่อไปนี้
GDP = C + I + G + NE หรือ C + I + G + (X - M)

Consumption (C) หมายถึง การบริโภคภาคเอกชน (Private consumption) ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลแทบทั้งหมดเช่น อาหาร ค่าเช่า ค่ายา แต่ไม่รวมการซื้อบ้านหลังใหม่

Investment (I) หมายถึง การลงทุนของธุรกิจในสินค้าทุน เช่น การก่อสร้างเหมืองแร่ใหม่ การซื้อซอฟต์แวร์ การซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรสำหรับโรงงาน เป็นต้น การใช้จ่ายโดยครัวเรือนเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่ถูกรวมไว้ในการลงทุนเช่นกัน ทว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเช่น การซื้อหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้ ไม่ถูกจัดว่าเป็นการลงทุนแต่เป็นการออม (Saving) จึงไม่ถูกรวมใน GDP เพราะเป็นเพียงการสับเปลี่ยนเอกสารทางกฎหมายเท่านั้น ซึ่งเงินนั้นไม่ได้ถูกแปลงให้กลายเป็นสินค้าหรือบริการ จึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่แท้จริง และถูกจัดให้เป็นรายจ่ายประเภทเงินโอน (Transfer payment)
หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสุทธิของภาคการเงินเท่านั้นที่ถูกมองว่าเป็นการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงถูกรวมไว้ใน GDP

Government Spending (G) หมายถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรัฐบาลที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงเงินเดือนของข้าราชการ การซื้ออาวุธทางทหาร และค่าใช้จ่ายลงทุนของรัฐ แต่ไม่รวมรายจ่ายประเภทโอนเงินอย่างเช่น สวัสดิการสังคมหรือผลประโยชน์จากการว่างงาน

Net Exports (NE) หมายถึง การส่งออกสุทธิ หรือการส่งออก (X) ลบด้วยการนำเข้า (M) นั่นเอง ที่ต้องลบการนำเข้าเพราะตัวเลขการบริโภคสินค้าและบริการที่ถูกนำเข้ามาบริโภคจะถูกรวมไว้ใน C, I, และ G แล้ว

สิ่งที่ไม่นับรวมใน GDP 

  1. ไม่นับสินค้าก่อนสินค้าขั้นสุดท้าย (intermediate goods) เพราะจะทำให้เกิดการนับซ้ำ
  2. ไม่นับการซื้อขายสินค้ามือสอง เพราะไม่ได้เป็นการเพิ่มผลผลิตปัจจุบัน แต่นับค่าคอมมิชชั่นจากการขาย เพราะเป็นการให้บริการในช่วงเวลาปัจจุบัน
  3. ไม่นับรายการทางการเงินและการโอนเงิน เช่น การซื้อขายหุ้น น้าโอนเงินให้หลาน เพราะไม่เป็นการผลิต

ข้อจำกัดของ GDP


  1. ไม่นับการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนในตลาด เช่น ในอดีตทำกับข้าวทานเองในบ้าน จึงไม่ถูกนับรวม แต่ปัจจุบันเนื่องจากไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปทำให้ต้องทานข้าวนอกบ้าน จึงถูกนับรวม ซึ่งทำให้การเปรียบเทียบ GDP ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันให้มีความหมายลดลง
  2. ไม่รวมผลผลิตที่ไม่ถูกรายงาน (underground economy) เช่น เป็นการค้าขายที่เป็นเงินสดโดยไม่มีการแจ้งให้ทางการรับทราบ เช่น บ๋อยรับทิปเป็นเงินสด คนงานทำงานโดยรับเงินสดเพื่อเลี่ยงภาษี
  3. ไม่รวมการพักผ่อนและต้นทุนมนุษย์ GDP สนใจแต่ผลผลิต ไม่ใส่ใจว่าคนทำงานหนักหรือนานขนาดไหนในการสร้างผลผลิต
  4. ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพสินค้าและการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
  5. ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการผลิต บริโภค และการกระทำด้านลบของคนและธรรมชาติ


อ้างอิง 

  • สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. "หน่วยที่ 9 รายได้ประชาชาติและการวัดรายได้ประชาชาติ"

ค่าเงินบาทและผลต่อเศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทและผลต่อเศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทและผลต่อเศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทแข็ง
ช่วงนี้มักจะได้ยินสื่อต่างๆ พูดคำว่า ค่าเงินบาทแข็งอยู่ตลอด จึงอยากจะขออธิบายให้ฟังเพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจว่า ค่าเงินบาทแข็งคืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง ค่าเงินบาทแข็งแล้วอ่อนได้หรือไม่ ถ้าแข็งหรืออ่อนแล้วจะมีผลดีและผลเสียต่อใคร อย่างไร แล้วค่าเงินบาทที่อ่อนดีกว่าค่าเงินบาทที่แข็งจริงหรือไม่ ซึ่งก่อนอื่นขอสร้างความเข้าใจก่อนว่า ค่าเงินบาทคืออะไร?


ค่าเงินบาท หมายถึง จำนวนเงินบาทที่ใช้นำไปแลกเปลี่ยนกับเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกว่าเงินสกุลอื่นๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ดอลลาร์สิงคโปร์ เยนญี่ปุ่น ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นต้น ซึ่งที่ค่อนข้างคุ้นเคยก็คือ การนำเงิน 33 บาทไปแลกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือการนำเงิน 30 บาทไปแลกได้ 100 เยนญี่ปุ่น หรือ นำเงิน 63 บาท ไปแลกได้ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นต้น

โดยเวลาที่พูดกันว่า ค่าเงินบาทแข็ง ก็หมายถึง เงินบาทของเรามีค่ามากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลที่กำลังเปรียบเทียบอยู่ เช่น ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็คือ สมมติ เราเคยใช้เงินบาทจำนวน 36 บาทไปแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ตอนนี้ เราใช้เงินบาทในจำนวนที่น้อยลง เช่น 33 บาทไปแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น ส่วนคำว่า ค่าเงินบาทอ่อนตัว ก็ตรงกันข้ามกับค่าเงินบาทแข็ง กล่าวคือ เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้น เช่น 40 บาทไปแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น

ค่าเงินบาทแข็ง หรืออ่อน จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น หากสมมติให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ การที่อยู่ ๆ ก็มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยมาก ๆ เช่น เข้ามาในตลาดหุ้น ซึ่งเวลาเข้ามานั้น นักลงทุนต่างประเทศจะไม่สามารถเอาเงินตราต่างประเทศที่เค้าถืออยู่มาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง โดยเค้าต้องขอแลกเป็นเงินบาทก่อน ดังนั้น กรณีนี้ ความต้องการในเงินบาทก็จะสูงขึ้น ซึ่งเวลาที่ความต้องการในเงินบาทสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณเงินบาทที่มีในระบบเศรษฐกิจอยู่คงที่ กลไกตลาดก็จะทำงาน โดยทำให้เงินบาทมีค่าสูงขึ้น หรือที่เราเรียกว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นนั่นเอง
อีกตัวอย่างที่อาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็คือ หากธุรกิจของไทยสามารถส่งออกได้มาก ผู้ส่งออกของไทยเมื่อได้รับรายได้ในรูปของเงินสกุลต่างประเทศ ผู้ส่งออกก็จะเอาเงินสกุลต่างประเทศนั้น ๆ มาแลกเป็นเงินบาท เพื่อจะได้นำมาใช้ต่อไป ในกรณีนี้ก็จะคล้ายๆ กับกรณีแรกคือ ความต้องการเงินบาทก็จะมากขึ้น และทำให้ค่าของเงินบาทแข็งขึ้นได้เช่นกัน

สำหรับกรณีของค่าเงินบาทอ่อนลง ก็อาจจะเกิดได้ในกรณีที่ไทยต้องการนำเข้ามาก ๆ เช่น ต้องการนำเข้าน้ำมัน หรือกรณีการนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรจากต่างประเทศ ดังนั้น ในกรณีนี้ ก็จะต้องมีการนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อที่จะได้เอาเงินไปจ่ายต่างประเทศ ความต้องการในเงินตราสกุลต่างประเทศก็จะสูงขึ้น กลไกตลาดก็จะทำให้ค่าของเงินบาทอ่อนลง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทสามารถที่จะแข็งขึ้นและอ่อนลงได้ด้วยหลายๆ ปัจจัย แม้กระทั่งหากนักเก็งกำไรมีความรู้สึกว่าค่าเงินบาทน่าจะอ่อนกว่าที่เป็นอยู่ จึงต้องการที่จะถือเงินบาทน้อยลง และหากนักเก็งกำไรทุก ๆ คน คิดและทำเหมือนกันหมด ก็จะมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงได้เช่นกัน

ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนมีผลดีและผลเสียต่อใคร อย่างไร แล้วค่าเงินบาทอ่อนดีกว่าค่าเงินบาทแข็งจริงหรือไม่ ตรงนี้จะขออธิบายว่า เวลาค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน จะต้องมีทั้งผู้ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์เสมอ จึงไม่ควรมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้
เวลาค่าเงินบาทแข็ง ก็คือใช้จำนวนเงินบาทที่น้อยลงไปแลกกับเงินสกุลต่างประเทศ คนที่ได้ประโยชน์ จะมีหลายกลุ่ม อาทิ

คนที่ต้องนำเข้าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ หรือ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศ ก็จะซื้อวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรได้ถูกลง ต้นทุนการผลิตก็จะต่ำลง หรือกรณีที่เราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อใช้โดยตรง หรือใช้ในการผลิตไฟฟ้า กรณีนี้ ราคาน้ำมันที่เราเติม กับค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายก็จะถูกไปด้วย เพราะนำเข้ามาในราคาที่ถูกลง หากราคาวัตถุดิบ เครื่องจักร และน้ำมันที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศไม่ได้แพงขึ้น หรือแม้ว่า ราคาวัตถุดิบ เครื่องจักร และน้ำมันที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศจะแพงขึ้น แต่การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ก็ช่วยให้ราคาของวัตถุดิบ เครื่องจักรและน้ำมันดังกล่าวในรูปของเงินบาทไม่แพงขึ้นได้ ดังจะเห็นตัวอย่างจากช่วงที่ผ่านมาที่ในบางช่วงที่แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ จะแพงขึ้น แต่ราคาน้ำมันในประเทศในรูปของเงินบาทไม่ได้ปรับขึ้นตาม ส่วนหนึ่งก็เพราะค่าเงินบาทที่แข็งช่วยให้ราคาในการนำเข้าไม่แพงขึ้นนั่นเอง
คนที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะมียอดหนี้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทน้อยลง ก็อาจจะเป็นจังหวะให้เราอาจจะตัดสินใจใช้หนี้ เพราะใช้เงินน้อยลงในการแลกเงินสกุลต่างประเทศไปคืนเค้า เป็นต้น

คนที่ส่งลูกเรียนเมืองนอก หรือคนที่อยากไปเที่ยวเมืองนอก ก็ใช้เงินน้อยลงในการส่งเงินให้ลูกได้เท่าที่เคยส่ง หรือใช้เงินน้อยลงเวลาไปเที่ยวหรือไปซื้อของที่เมืองนอก เป็นต้น
แต่ค่าเงินบาทแข็ง ผลกระทบก็มีเช่นกัน

ผลต่อคนที่ส่งออกในด้านความสามารถในการแข่งขัน เช่น แต่ก่อนชาวต่างชาติเคยซื้อข้าวจากเรา สมมติ ตันละ 8,000 บาท เวลาเค้ามาซื้อเค้าเคยใช้เงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาซื้อ หากค่าเงินบาทแข็งขึ้น และเค้าเอาเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่าเดิมมาซื้อ คราวนี้เค้าจะไม่ได้ข้าว 2 ตัน แต่จะได้น้อยกว่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่ค่าเงินบาทแข็ง สินค้าของเราก็จะดูว่าแพงขึ้น ชาวต่างชาติเค้าก็อาจจะหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นแทน แต่ประเด็นนี้ จะมีข้อยกเว้นตรงที่ หากคู่แข่งของเรา เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย หรือประเทศอื่นๆ ค่าเงินของเค้าแข็งขึ้นด้วย กรณีนี้ ค่าเงินบาทที่แข็ง ก็ไม่ได้มีส่วนทำให้เราส่งออกไม่ได้ หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งไป (ในเรื่องความสามารถในการแข่งขันนี้ แม้ค่าเงินจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีผล แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมาก อาทิ ความสามารถในการผลิต ต้นทุนการผลิต เป็นต้น)

ผลต่อคนที่ส่งออกด้านรายได้ที่จะได้รับ เช่น สมมติเคยขายได้ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเคยแลกได้ 4,000 บาท (หากอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้น (อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ก็เลยเอา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาแลกได้เงินน้อยลง โดย แลกได้เพียง 3,600 บาท เป็นต้น ก็ได้เงินน้อยลง แต่ถ้าผู้ส่งออกคนนี้ มีการนำเข้าด้วย ก็จะสามารถลดผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งไปได้ โดยถ้าผู้ส่งออกคนนี้ มีการนำเข้าที่มากกว่าการส่งออก ก็จะถือได้ว่า แม้จะเป็นผู้ส่งออก แต่ก็ยังได้รับผลดีเวลาที่ค่าเงินบาทแข็งได้ เป็นต้น

โดยหากเป็นกรณีค่าเงินบาทอ่อนลง ผลก็จะเป็นตรงกันข้าม คือ ผู้ที่ต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรมาก ๆ หรือผู้ที่ยังส่งลูกเรียนเมืองนอกอยู่ ก็จะต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนลง ก็จะช่วยให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้ดีขึ้น (หากค่าเงินของประเทศคู่แข่งไม่ได้อ่อนลงตามไปด้วย) และมีรายได้หลังจากแลกเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น


ดังนั้น เวลาจะดูผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง หรืออ่อน รวมทั้งการสรุปว่าค่าเงินบาทอ่อนเป็นเรื่องดี ค่าเงินบาทแข็งเป็นเรื่องไม่ดี จึงอาจจะไม่จริงเสมอไป แต่จะต้องดูผลดีและผลเสียในหลายๆ ด้านประกอบกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าจะเลือกมองจากด้านใด ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว อาจไม่มีใครตอบได้ว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยควรจะอยู่ที่ระดับใด เพราะขึ้นอยู่กับสภาพของเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สิ่งที่เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่คือ ค่าเงินบาท ควรจะมีเสถียรภาพ กล่าวคือ ไม่ควรจะผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็วมากเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว คาดเดาได้ยาก จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจต่อไป



ขอบคุณที่มา Related link:http://www.bot.or.th/BOTHOMEPAGE/databank/FinMarkets/ExchangeRate/exchange_t.asp