exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดค่าเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดค่าเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไหนใครดู Fibonacci ที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง?



คุณ gspajon ตั้งกระทู้ถามว่า เค้าอยากรู้ว่าคนที่นี่ใช้ Fibonacci กันบ้างรึเปล่าและถ้าใช้มักจะดูที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง และ ทำไมถึงดูที่ตำแหน่งนั้น นอกจากนี้แล้วยังถามอีกว่า คุณทุ่มความเสี่ยงของคุณทั้งหมดลงที่ตำแหน่งนั้นเลยรึเปล่า
คุณ GnarlyPips เข้ามาตอบแบบเป็นสำนวณเปรียบเปรยระหว่างการเทรดกับพืชว่า พืชไม่ได้โตตาม Fibonacci ถึงแม้ว่า Fibonacci สามารถอธิบายได้ในเรื่องของพืช มันก็เหมือนกับที่ Fibonacci สามารถคำนวณความเป็นไปได้ของแนวรับแนวต้านแต่ก็ไม่ได้สมารถกำหนดได้ว่ากราฟจะต้องวิ่งไปถึงตรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้แล้วจะกลับตัว โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ใช้Fibonacci หรอกยกเว้นว่าราคาจะไปเจอแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ๆ เข้าก็อาจจะวัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราวส่วนมากก็ดูที่ 61.8% นั่นละ
มีคนเข้ามาตอบว่าเขาดู Fibonacci ที่ 50% และก็มีคนมาตอบว่า ความจริงแล้วแนว 50% ไม่ได้มีติด Fibonacci มาตั้งแต่แรกแต่มันมาจากทฤษฏีดาวต่างหาก (Dow Theory) 
จขกท. เข้ามาตอบว่าตัวเขาเคยลองจดบันทึกราคาดูเวลาที่มันปรับฐานเขาพบว่า
38.2% มีความเป็นไปได้ 4% ต่อครั้ง
50.0% มีความเป็นไปได้ 35% ต่อครั้ง
61.8% มีความเป็นไปได้ 25% ต่อครั้ง
78.6% มีความเป็นไปได้ 12% ต่อครั้ง
นอกจากนี้แล้วโอกาสที่การปรับฐานจะล้มเหลว (หมายถึงการที่ราคาสามารถไปถึง 100% ได้) มีถึง 28% ต่อครั้งเมื่อเอาค่าทั้งหมดมารวมกันแล้วแปลว่ามีความเป็นไปได้ถึง 70% ที่ราคาจะปรับฐานที่บริเวณปรับฐานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากแนวเหล่านี้เอาไม่อยู่มีความหมายว่าราคาอาจจะเปลี่ยนเทรนหรืออย่างน้อยก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ sideways จุดประสงค์ที่ผมสร้างกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่ใช้ Fibonacci จริง ๆ และทำกำไรจากการใช้ Fibonacci ว่ามีแนวคิดอย่างไรเรื่องตำแหน่งของการปรับฐานเพื่อที่ผมจะได้สามารถระบุแนวที่ราคาน่าจะปรับฐานได้อย่างชัดเจน ดังนั้นคำถามของเขาควรจะเป็นอะไรที่สามารถส่งผลให้แนวปรับฐานของ Fibonacci มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นว่าสามารถกลับตัวได้จากแนวปรับฐานเหล่านี้”
คุณ roakley เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วเขาว่าแนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นแนวที่คำนวนมาแล้วว่าน่าจะเป็นแนวที่มันนัยสำคัญไม่ด้อยไปกว่าแนวรับแนวต้านหรือ Trendline เลย จากประสบการณ์ 4 ปีที่ผมเทรดมาผมว่าที่เราสามารถทำได้ก็เพียงเลือกแนวปรับฐานที่ดูแล้วเป็นไปได้ที่จะเป็นไปตามที่เราคิดและเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเราและการบริหารเงินทุนของเรา
คุณ Pips2Take ตอบว่าผมชอบเข้าที่แนวปรับฐาน 50% นะเพราะถ้าต่ำกว่า 50% ก็หมายถึงสัญญาณที่บอกว่าเทรนอ่อนแรงแล้วละ
คุณ venzen เข้ามาตอบว่า ผมสนใจในเรื่องของการประยุกต์ Fibonacci เข้ากับ Price Action และค้นพบว่า Price Action มักจะมีพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญกับแนวปรับฐานของ Fibonacci อยู่เสมอแต่หลัง ๆ มานี่ผมได้ประยุกต์มันเข้าไปกับ Elliott Wave ด้วยและพบว่า
ข้อที่ 1: wave 2 จะต้องปรับฐานไม่เกิน 61.8% ของ wave 1
ข้อที่ 2: wave 4 จะต้องปรับฐานไม่ต่ำกว่า 38.2% ของ wave 3
ข้อที่ 3: จุดจบของ wave 4 สามารถเป็นได้ทั้ง 38.2% และ 61.8%
รูปนี้เป็นรูปจริง ๆ ของคุณ venzen ครับ


บทความนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีวิธีการเลือกแนวปรับฐานของ Fibonacci ที่ต่างกันซึ่งแตกต่างไปตามระบบหรือกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคน แนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นเพียงทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาแล้วคาดว่าราคาน่าจะปรับฐานบริเวณนั้นสิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมของราคาที่กระทำกับแนวปรับฐานของ Fibonacci จะเป็นตัวตัดสินว่าแนวนั้นจะเอาอยู่หรือไม่และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไหวพริบในการแก้ไขปัญหาหากราคาสามารถหลุดแนวปรับฐานของ Fibonacci ได้ เราจะทำยังไง แก้เกมยังไง นี่ต่างหากละครับที่สำคัญ






CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=434324

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การเลือกโบรคเกอร์

การเลือกโบรคเกอร์
เราต่างก็รู้จัก Forex  กันดีพอสมควรอยู่แล้ว และอย่างที่เรารู้กันดีอยู่ว่า เราไม่สามารถเทรดในตลาด Forex ได้ถ้าไม่มีโบรคเกอร์ และแน่นนอนว่าเราคงอยากเทรดกับโบรคเกอร์ดีๆ ที่สามารถให้บริการได้ตรงกับความต้องการของเรา ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะเลือกเทรดกับโบรคเกอร์ซักแห่ง แต่ก่อนที่จะเลือกโบรคเกอร์ซักแห่งก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับความเป็นมาคร่าวๆ และประเภทของโบรคเกอร์กันก่อนดีกว่า
ความเป็นมาของเทรดเดอร์รายย่อยในตลาด Forex
เมื่อลองย้อนกลับไม่เมื่อยุค 90 การเข้ามาเทรดในตลาด Forex นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่สูงมาก ผู้ที่จะเข้ามาเทรดในตลาดแห่งนี้ได้นั้นจะมีเฉพาะมหาเศรษฐีที่มีเงิน ห้าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาเทรดส่วนใหญ่จึงเป็นพวกสถาบันการเงิน หรือบริษัทใหญ่ๆเท่านั้น ในช่วงนั้นรัฐบาลเข้มงวดมากในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
และหลังจากนั้น  CFTC (Commodity Futures Trading Commission หรือ คณะกรรมการกากับดูแลตลาดอนุพันธ์ของสหรัฐฯ) ได้เปิดทางให้มีพระราชบัญญัติใหม่ขึ้น 2 ฉบับ คือ Commodity Exchange และ  Commodity Futures Modernization และนั่นก็เป็นการเปิดประตูให้แก่โบรคเกอร์ Forex ออนไลน์ และเมื่อการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ที่สามารถทำให้เราสามารถเข้าถึงเว็บทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย การเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ Forex เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย และเมื่อการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทกับสังคมเรามากขึ้น โบรคเกอร์ Forex ก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น จนมาถึงตอนนี้เรามีโบรคเกอร์ให้เลือกแบบนับไม่ถ้วน เพราะผลประโยชน์ในตลาดนั้นมีให้เก็บเกี่ยวกันอย่างมหาศาล คุณลองจินตนาการดูว่า แค่ค่า Spread เพียงไม่กี่จุดต่อการเปิดออเดอร์แต่ละครั้งก็ปาไปเท่าไหร่แล้วล่ะ คนนึงเปิดกันวันละกี่ออเดอร์ แล้วคนกี่คนล่ะ ?  โอวววว คิดแค่นี้ก็เห็นแล้วว่ามันเป็นเงินหาศาล จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่โบรคเกอร์จะพยายามทำให้ตนเองมีลูกค้ามากที่สุด ต่างก็มีโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจมาเสนอเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามากมาย และเป็นการยากพอดูที่จะแยกให้ออกว่าโบรคเกอร์ไหนดีและโบรคไหนที่ไม่ดี โดยเฉพาะกับเทรดเดอร์ใหม่ๆที่ประสบการณ์ยังน้อย มักจะโดนหลอกได้ง่ายๆ ด้วยโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ จริงมั้ย ?

สิ่งสำคัญ 6 ประการในการเลือกโบรคเกอร์
1. ความปลอดภัย
อันดับแรกเลยก็คือ โบรคเกอร์ที่ดีจะต้องมีความปลอดภัยสูง เพราะเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปฝากไว้กับคนที่ไว้ใจไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ ดังนั้นเราจึงต้องเช็คความน่าเชื่อถือของโบรคก่อนเป็นอันดับแรก เราสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโบรคเกอร์ได้โดยง่ายดาย เพราะมีหน่วยงานที่กับกำดูแลกระจายกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นเราจึงต้องดูก่อนว่าโบรคเกอร์ต่างๆเหล่านั้นได้รับการจดทะเบียนเป็นสมาชิกกับองค์กรเหล่านั้นหรือไม่ และต่อไปนี้คือรายชื่อองค์กรที่ดูแลในแต่ละประเทศ
  • สหรัฐอเมริกา : National Futures Association (NFA)  และ  Commodity Futures Trading Commission (CFTC)
  • อังกฤษ : Financial Services Authority (FSA)
  • ออสเตรเลีย : Australian Securities and Investment Commission (ASIC)
  • สวิสเซอร์แลนด์ : Swiss Federal Banking Commission (SFBC)
  • เยอรมัน : Bundesanstalt für Finanzdienstleistungsaufsicht (BaFIN)
  • ฝรั่งเศส : Autorité des Marchés Financiers (AMF)

2. ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม
ในทุกๆครั้งที่เราเปิดออเดอร์ ไม่ว่าจะซื้อ หรือ ขาย จะได้กำไรหรือขาดทุน เราก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม นั่นก็คือ"ค่าสเปรด" หรือ ค่า "คอมมิสชั่น" นั่นเอง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องปรกติที่เราจะต้องเลือกโบรคเกอร์ที่เรียกเก็บค่าการทำธุรกรรมที่เหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป แต่มีความน่าเชื่อถือสูง

3. การฝากและถอนเงิน
โบรคเกอร์ที่ดีจะต้องมีระบบฝากถอนเงินที่ดี สามารถให้คุณฝากและถอนเงินได้อย่างอิสระ จะฝากหรือถอนตอนไหนก็ได้ เพราะโบรคเกอร์ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะต้องทำให้การถอนเงินของคุณเป็นเรื่องยาก เพราะเหตุผลเดียวที่พวกเขาถือเงินของคุณไว้คือ "อำนวยความสะดวกในการซื้อขาย" ดังนั้นคุณควรจะแน่ใจได้ว่า เมื่อเวลาใดก็ตามที่คุณต้องการถอนเงิน คุณจะถอนได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น ไม่มีปัญหาใดๆ

4. โปรแกรมเทรด
ในการเทรดออนไลน์ ส่วนใหญ่เราก็จะเทรดผ่านโปรแกรมเทรดของทางโบรคเกอร์ (ส่วนมากที่ใช้กันอยู่ก็คือ MT4) ซึ่งเราก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ระบบการซื้อขายของโบรกเกอร์ของคุณจะต้องใช้งานง่ายและมีเสถียรภาพ ดังนั้นเมื่อเราเลือกโบรคเกอร์ก็ต้องตรวจสอบด้วยว่า โปรแกรมเทรดของโบรคเกอร์นั้นมีอะไรให้เราบ้าง เช่น มีฟีดข่าวให้ใช้ฟรี มีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆให้หรือเปล่า มีรูปแบบชาร์ตอะไรให้เราบ้าง แล้วที่มีให้นี้มันเพียงพอกับความต้องการของคุณหรือเปล่า

5. ความรวดเร็วการดำเนินการซื้อ-ขาย
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ โบรคเกอร์ที่ดีควรจะมีระบบการดำเนินงานที่รวดเร็ว ทำให้คุณได้ราคาที่ดีในการซื้อขาย ภายใต้สภาพปรกติของตลาด ซึ่ง หมายถึงในช่วงเวลาที่ไม่มีข่าวอะไรมาทำให้ตลาดตกใจ เพราะมันไม่มีเหตุผลที่โบรคเกอร์จะไม่เปิดออเดอร์ของคุณต้องการ หรือ ในราคาตลาดที่ใกล้เคียงกับที่คุณต้องการ 
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าอินเทอร์เน็ตที่คุณใช้นั้นมีเสถียรภาพดีอยู่แล้ว และถ้าคุณคลิก "ซื้อ" EUR / USD ที่ 1.3000 สำหรับคุณควรจะได้รับในราคานั้น หรือไม่ก็ต่างไปเล็กน้อย แต่ควรจะอยู่ใน pips ไมโครของมัน ( ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นได้ชัด เช่น ถ้าเป็นโบรค 5 จุด เมื่อคุณเปิดซื้อ ที่ราคา 1.30000 ก็ควรจะอยู่ที่ระหว่าง 1.30001-1.30009 แต่ไม่ควรต่างกันมากกว่านี้ ) เพราะความเร็วในการรับคำสั่งซื้อของคุณนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณ Scalper

6 . การบริการลูกค้า
เพราะไม่มีโบรกเกอร์ไหนที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นคุณจึงต้องเลือกโบรกเกอร์ที่คุณสามารถจะติดต่อได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น โบรคเกอร์ที่ดีควรที่จะสามารถรับมือกับปริมาณของบัญชีลูกค้าทีมีจำนวนมาก หรือ สามารถจัดการกับปัญหาการให้บริการทางเทคนิคได้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าเกิดปัญหาทางระบบเทคนิค ระบบเซอร์ฟเวอร์ของโบรคเกอร์เกิดขัดข้องขึ้นมา ระบบเทรดค้าง เนื่องจากเพิ่งมีประกาศข่าวสำคัญมากออกมา ทำให้มีปริมาณการซื้อขายเข้ามาก และในขณะที่ราคากำลังวิ่งอย่างรุนแรงนั้นคุณก็มีออเดอร์ที่เปิดค้างไว้ ถ้าเป็นแบบนี้ คุณคงไม่ชอบแน่ๆ  
ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น โบรคเกอร์ควรจะยินดีที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าจะยินดีช่วยเฉพาะในขั้นตอนการเปิดบัญชี แต่ไม่สนใจใยดีเมื่อคุณเกิดมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ใครมีซิกฟรีดีดีบ้างครับ?

เรื่องมีอยู่ว่าคุณ WARaintOVER เข้ามาตั้งกระทู้ว่า ตัวเขายังเป็นเด็กใหม่ในวงการ Forex อยู่ เขาเลยอยากจะถามคนในบอร์ดว่า มีที่ไหนมีซิกฟรีดี ๆ ไว้ใจได้บ้างไหมครับ
คุณ WhiteHorse เข้ามาตอบทันทีเลยครับว่า ซิกฟรีหรอครับ 55+ ผมอยากจะขำเป็นเสียงไดโนเสาร์ ลองคิดกลับกันนะ ถ้าซิกนั้นอะดีจริงแม่นยำและเชื่อถือได้มาก ๆ ที่เขาสละแรงกายแรงใจศึกษาเพื่อให้ได้วิธีที่แม่นยำนั้นมา เขาจะเอามาแชร์ให้คุณจริง ๆ หรอ โลกไม่สวยขนาดจะมีคนใจบุญขนาดนั้นหรอกคุณ
คุณ WilliamDa ก็เข้ามาเสริมว่า แทนที่คุณจะเอาเวลามาหาซิกเทพ ๆ ทำไมคุณไม่เอาเวลาไปคิดวิธีเทรดดี ๆ ที่เป็นของตัวคุณเอง ไม่มีใครเอาของดี ๆ อย่างนั้นมาแบ่งปันให้คุณหรอก อย่าเสียเวลาอีกเลย
คุณ Breezie เข้ามาพูดในทำนองเดียวกันเลยว่า ผมละไม่เข้าใจจริง ๆ เลยว่าทำไมเด็กใหม่ที่เข้ามาในโลกแห่งการลงทุนมักจะชอบคิดว่าตัวเองสามารถประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย เด็กใหม่มักจะชอบตามหาเทพที่และหลงเชื่อโฆษณาแบบ ระบบมหัศจรรย์ ระบบไร้พ่าย ตื่นจากฝันสักทีเถอะ การทำงานอะไรสักอย่างคุณจะต้องลงทุนลงแรงบ้าง 
คุณ Jotto999 ให้ความเห็นว่า อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เลยว่าคุณต้องการอะไร อยากรวยโดยไม่ต้องทำอะไรเลยงั้นสิ แต่ขอโทษทีครับโลกแห่งการเทรดใบนี้มันไม่ง่ายขนาดนั้น หยุดทำแบบนี้สักทีเพราะมันทำให้คนนอกคิดว่าการเทรดเป็นเหมือนการพนันและทำให้คนมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับการเทรดมากขึ้น สิ่งที่คุณจำเป็นต้องตามหาไม่ใช่ซิกดี ๆ ซิกเทพ ๆ แต่เป็นความรู้เกี่ยวกับการเทรดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ข่าวที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างของตลาด การบริหารความเสี่ยง ซึ่งมันต้องลงทุนสละเวลาเป็นเดือนเป็นปีในการเรียนรู้
ลองคิดง่าย ๆ ครับว่าถ้าระบบหนึ่งถูกสร้างมาแล้วให้เหมาะกับทุกคนถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น? ทุกคนก็จะแห่ไปใช้ระบบนั้น และเมื่อคนแห่ไปใช้ระบบนั้นกันหมด โบรกเกอร์ก็จะเสียผลประโยชน์ มีหรอครับโบรกเกอร์จะยอม โบรกเกอร์ก็ทำให้ระบบนั้นมันใช้งานไม่ได้สิครับ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เทรดเดอร์จะพึ่งพาได้ในการอยู่รอดในการเรดคือ การฝึกฝนทักษะการเทรดของตัวเองให้กลายเป็นระบบหรือกลยุทธ์ที่มีคุณภาพที่มีแต่คุณคนเดียวที่ทำได้ อย่าหวังจะใช้ทางลัด อย่าลักไก่ มีคนอีกมากมายที่พร้อมจะอุทิศเวลาเพื่อเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองให้เป็นเทรดเดอร์ที่ดี คุณคิดว่าด้วยการเทรดตามซิกไปวัน ๆ คุณจะเจ๋งพอที่จะล้มพวกเขาได้หรอ

คุณ hedging เข้ามาพูดทำนองประชดว่า อย่าดูถูกการให้ซิกไปนะครับ ลองแบบนี้ดูสิ คุณลองคิดออกมาเป็นเปอร์เซนต์ดูว่า ซิกสำนักไหนมีความแม่นยำประมาณเท่าไหร่ เมื่อคุณได้ตัวเลขมาแล้วก็เทรดสวนซิกเข้าไปเลยครับ แม่นแน่นอน ฮ่า ๆ
คุณ CableTrader1 เข้ามาแย้งคุณ Jotto999 ว่า ที่คุณพูดมันก็ไม่จริงเสมอไปนะ ผมเคยเจอเทรดเดอร์ที่เป็นคนให้ซิก ทุกวันนี้ดค้าก็เทรดได้และมีกำไรต่อเนื่อง ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเหตุผลที่ซิกมันไม่ได้ผลเพราะซิกฟรีส่วนใหญ่มักจะเป็นซิกระยะยาว แต่หากนิสัยของเรดเดอร์คนนั้นเป็นพวกเก็บสั้น มันจะไปทำกำไรได้อย่างไรกันละ
คุณ tony_montana ให้ข้อมูลว่า ซิกส่วนมากที่โบรกเกอร์ทั้งหลายเอาข้อมูลมา ส่วนมากแล้วเอาข้อมูลมาจากส่วนกลาง เขาจะไม่บอกว่าจุดเข้าจุดออกี่แน่นอนอยู่ที่ไหนแต่มักจะบอกว่าตลาดกำลังจะไปทางไหน แต่ก็นั่นละครับการคาดการณ์ของพวกเขาส่วนมากก็ไม่ได้แม่น 100% หรอก

คุณ WhiteHorse เข้ามาตอบต่อเลยว่า แม่นแค่ 20% เท่านั้นละ
คุณ brendad บอกว่า เมื่อก่อนผมก็เคยเทรดตามซิกนะ แต่ตอนนี้ผมว่าตัวเองเทรดแม่นกว่าซิกพวกนั้นแล้วละ ต่อให้เป็นซิกที่จ่ายตังค์ด้วยเลย ผมว่ามันก็ไม่แม่นอยู่ดี ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเถอะครับ ดีที่สุด

คุณ GreatnessV10 เสนอไปว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ฟรีแล้วดีหรอก คิดกลับกันสิ ถ้าคุณเป็นคนสร้างระบบที่ทำกำไรได้ขึ้นมาคุณจะเอามันไปแชร์ให้คนอื่นเพื่อให้เค้าทำกำไรได้เหมือนคุณ เพื่อที่วันหนึ่งพอคนใช้มาก ๆ เข้ามันจะใช้งานไม่ได้อีกงั้นหรอ
คุณ forexaccent พูดถึงคำพูดของแม่ของเขาว่า แม่ผมเคยสอนไว้ว่า ถ้าคิดจะหาความจริงใจหรือตั้งใจที่จะให้จริง ๆ จะสิ่งมีชีวิตี่เรียกว่ามนุษย์นะ ยาก! ถึงแม้เราจะรับฟังความเห็นของคนอื่นมามาก แต่ก็จงอย่าเชื่อใครนอกจากตัวเอง การหาซิกดี ๆ ทั้งฟรีหรือจ่ายตังค์ก็ดีมันไม่มีทางดี 100% หรอก สิ่งที่คุณต้องทำคือตั้งใจศึกษษการเทรดด้วยตัวเอง คุณควรจะเรียนรู้ว่ากราฟดูยังไงดีกว่าเรียนรู้ว่าซิกเทพหายังไงดีกว่านะครับ

คุณ soultrader ก็เข้ามาประชดอีกคน เขาพูดว่า ผมว่าคำตอบสำหรับเจ้าของกระทู้นะมีนะ คุณอยากได้ซิกเทพ ๆ ใช่มะ มันก็คือสมองของคุณเองนั่นละหากคุณมีความรู้มีประสบการณ์การเทรดที่มากพอสมองของคุณก็จะสร้างซิกเทพ ๆ ออกมาได้ในที่สุดนั่นละ
ผมว่ากระทู้นี้ให้ข้อคิดดีดีสำหรับคนที่ชอบตามซิกนะครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ดูซิกของเว็ปนั่นเว็ปนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ก็แค่ดูนะครับ ผมไม่ได้สนใจว่าเขาซิกว่ากราฟไปทางไหนเพราะผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว แต่ที่ผมสนใจคือกระบวนการวิเคราะห์ของคนให้ซิกว่า เขาใช้อะไรเทรด ดูกราฟ Time Frame อะไร เพื่อเจออะไรดี ๆ จะได้เอามาปรับใช้กับวิธีการเทรดของตัวเองได้ ตลาดแห่งนี้ไม่ใช่ตลาดที่คุณจะยืมจมูกคนอื่นหายใจแล้วจะประสบความสำเร็จได้ อย่าว่าแต่ตลาดแห่งนี้เลยในโลกใบนี้มีแต่คนที่ลงทุนทุ่มเททำอะไรบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นที่จะได้ผลตอบแทนกลับมา หากคุณคิดจะเลือกเดินบนทางสายนี้จริง ๆ คุณจะต้องทุ่มเทครับ ทุ่มเทอย่างมากกว่าถนนสายอื่น ๆ ด้วยเพราะสิ่งที่คุณต้องการมันยิ่งใหญ่มากจึงมีน้อยคนที่ครอบครองมันได้ ดังนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนที่จะเลือกจะเป็นเทรดเดอร์ครับ

$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$


Credit http://www.thaiforexschool.com

นโยบายการเงิน



นโยบายการเงิน
เมื่อเราคุยกันถึงธนาคารกลางก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่พูดถึง "นโยบายการเงิน"  โดย หน้าที่หลักของธนาคารกลางทั้งหลายต่างก็มีเป้าหมายหลักๆที่เหมือนกัน คือ การนำพาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต และรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยธนาคารกลางที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับอิสระไม่มากมากก็น้อยจากรัฐบาล ทีรู้จักกันดีคือ ECB, FED, BOJ, BOE ซึ่งเป็นอิสระ แต่บางหน่วยงานก็เชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐบาลเช่นในประเทศจีน
และเครื่องมือที่จะทำให้งานของพวกเขาบรรลุเป้าหมายได้ก็คือ "นโยบายการเงิน" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขา ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้
  • อัตราดอกเบี้ยที่ผูกติดอยู่กับมูลค่าของเงิน
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ
  • ปริมาณเงิน
  • ความต้องการสำรองของธนาคาร
  • ลดช่องว่างในการกู้ยืมแก่ธนาคารพาณิชย์

ประเภทของนโยบายการเงิน
รูปแบบของนโยบายการเงินจะแบ่งเป็น 3 เภทที่แตกต่างกัน คือ
Contractionary หรือ Restrictive monetary policy คือ นโยบายการเงินที่เข้มงวด เป็นนโยบายที่จะเกิดขึ้นเมื่อต้องการลดปริมาณเงิน นอกจากนี้ยังใช้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย
Expansionary monetary policy คือ นโยบายเพื่อการขยายตัว หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงิน จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน หรือลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะมีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่นโยบายการเงินที่เข้มงวดจะถูกใช้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อหรือยับยั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 
- Neutral monetary policy คือ การดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นกลางซึ่งจะไม่มุ่งเน้นที่จะสร้างความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ ต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ
สิ่งสำคัญที่จะต้องจำไว้เกี่ยวกับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ คือ เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางปรกติจะอยู่ที่ 2% ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้ออกมาบอกให้เราทราบว่ามันคือเป้าหมายนะ แต่ว่าการดำเนินงานของพวกเขาจะมุ่งมั่นเพื่อที่จะให้ได้เป้าหมายประมาณนี้  เพราะพวกเขารู้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่พอเหมาะนั้นดีต่อเศรษฐกิจ แต่อัตราเงินเฟ้อที่มากเกินไปสามารถทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ, งานของพวกเขา และท้ายที่สุด เงินของพวกเขา
และการที่มีระดับเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อ ก็เป็นการช่วยให้นักลงทุนในตลาดสามารถเข้าใจ และคาดเดาได้ว่านาคารกลางจะจัดการกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของพวกเขายังไง
ตัวอย่างเช่น
ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมของปี 2010  อัตราเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นถึง 3.5% จาก 2.9% ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ด้วยอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% ซึ่งอัตราใหม่ที่ 3.5% นั้นเป็นอัตราที่สูงเกินกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BoE) ได้ติดตามผลรายงานด้วยความมั่นใจว่ามันเกิดจากปัจจัยชั่วคราที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเพื่อจะปรับให้อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับเป้าหมาย BoE  ก็จะใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือ
นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เป็นการดีที่จะรู้ว่านาคารกลางจะทำหรือไม่ทำอะไรที่มีความสัมพันธ์กับเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย (เราเคยเขียนเรื่องความสำคัญของอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว ถ้าใครยังไม่เข้าใจให้ไปดูได้ที่บทความก่อนหน้าhttp://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=213 )
เพราะเทรดเดอร์ต้องการความมั่นคง ธนาคารต้องการเสถียรภาพ และ สภาพเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ดังนั้นการรู้ว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน ก็จะเป็นการช่วยให้เราเข้าใจว่าทำธนาคารกลางจึงทำในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป

 นโยบายการเงิน

วงจรการหมุนเวียนของนโยบายการเงิน
โดยปรกติแล้ว การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการดำเนินโยบายการเงินจะค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นทีละน้อย เพราะการปรับขึ้นอัตราดิกเบี้ยที่รุนแรงจะทำให้ธนาคารกลางเกิดความวุ่นวาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระบบ ทำให้เรามักจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 0.25-1% ในช่วงระยะเวลาของการปรับอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้ง
และส่วนหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงนี้คือระยะเวลาที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนอัตราตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะกินระยะเวลาหลายเดือนหรืออาจจะใช้เวลาเป็นหลายปี (เพราะปรับได้ทีละนิด) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะเหมือนกับการเหยียบเบรครถยนต์ ในขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้นสามารถทำได้เหมือนกับการเหยียบคันเร่ง
ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินที่จะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี


ความรู้เพิ่มเติม
อัตราดอกเบี้ย กับ Forex

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.babypips.com/school/411-on-monetary-policy.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX

ประเภทของ Forex Broker



ประเภทของ Forex Broker
บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินเทรดเดอร์พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องโบรคเกอร์ ที่จะมาพร้อมกับข้อข้องใจมากมายว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับโบรคเกอร์กันก่อนว่ามีกี่ประเภท แล้วเค้าทำงานกันยังไง เพื่อเลือกดูว่าแบบไหนที่โดนใจเรามากที่สุด

ประเภทของโบรคเกอร์
ขั้นตอนแรกของการเลือกโบรคเกอร์คือ หาสิ่งที่คุณต้องการ และสำหรับโบรคเกอร์ ก็จะมีอยู่ 2  ประเภทหลัก คือ
-  Dealing Desks (DD) หรือที่เรียกว่า Market Makers
-  No Dealing Desks (NDD) สามารถแยกย่อยได้อีก คือ
   -  Straight Through Processing (STP) คือ การประมวลผลโดยตรง
   -  Electronic Communication Network + Straight Through Processing (ECN+STP) คือ  ระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บคำสั่งซื้อที่ตรงกัน + การประมวลผลโดยตรง


ประเภทของโบรคเกอร์


Dealing Desks (DD) หรือ Market Makers คืออะไร ?
Dealing Desks คือ โบรกเกอร์ที่ดำเนินการผ่านเคาน์เตอร์จัดการ (DD) โบรกเกอร์จจะสร้างรายได้ผ่านค่าสเปรด และการซื้อขายกับลูกค้าของพวกเขา และที่ได้ชื่อว่า Market Makers ก็เพราะว่าโบรคเกอร์ประเภทนี้จะสร้างราคาอัตราแลกเปลี่ยนเทียมขึ้นมาสำหรับลูกค้าของเขา ตอนนี้คุณแจจะกำลังคิดว่ามันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของคุณ แต่อันที่จริงแล้วไม่เลย เพราะ Market Makers จะทั้งซื้อและขายในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้แยแสกับการตัดสินใจซื้อขายของลูกค้าเลย
และเมื่อ Market Makers เป็นผู้ควบคุมราคาเอง ทำให้มีความเสี่ยงที่น้อยมากในการตั้ง Fixed Spread (ค่าสเปรดคงที่) และลูกค้าของโบรคจะไม่เห็นราคาที่แท้จริงจากตลาดระหว่างธนาคาร แต่ไม่ต้องกลัวเมื่อเห็นว่าโบรคเกอร์ที่เป็น DD มีราคาปิดไม่ตรงกันกับตลาดระหว่างธนาคาร (ตลาดกลาง) การซื้อขายโดยใช้เคาน์เตอร์จัดการ (DD) มีการดำเนินงานดังนี้

ประเภทของโบรคเกอร์

สมมติว่าคุณเปิดคำสั่งซื้อสำหรับ EUR / USD 100,000 หน่วย กับโบรกเกอร์ที่เป็น DD และเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณ ขั้นแรกโบรคเกอร์จะพยายามหาคำสั่งขายของลูกค้าอื่นๆเพื่อมาจับคู่กับออเดอร์ซื้อของคุณ หรือไม่ก็จะส่งออเดอร์ของคุณไปให้ฝ่ายบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัท ซึ่งก็คือนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินอยู่แล้ว ซึ่งการทำแบบนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของพวกเขาได้ เพราะโบรคเกอร์จะได้เงินจากค่าสเปรดโดยไม่ต้องรับถือออเดอร์ที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับออเดอร์ของคุณ แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่สามารถจับคู่คำสั่งให้กับลูกค้าได้ พวกเขาก็จะต้องถืออเดอร์ฝั่งตรงข้ามให้กับลูกค้าเอง และคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่า บรรดาโบรคเกอร์ทั้งหลาย ต่างก็มีนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรที่จะตรวจสอบโบรกเกอร์ของคุณด้วยว่า นโยบายบริหารความเสี่ยงของพวกเขาเป็นเช่นไร

No Dealing Desk Broker คืออะไร?

ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า No Dealing Desk (NDD) นั่นก็คือ โบรคเกอร์ที่ไม่ส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าผ่านเคาน์เตอร์จัดการ ซึ่งหมายความว่าโบรคเกอร์ไม่ได้หาผลประโยชน์จากด้านอื่นในการเทรดของลูกค้าเลย ที่โบรคเกอร์ทำก็เพียงแค่เชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันเท่านั้น

ประเภทของโบรคเกอร์


NDDs เป็นเหมือนผู้สร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองที่ NDDs สามารถเรียกเก็บค่านายหน้าที่มีขนาดเล็กมากสำหรับการซื้อขาย หรือโดยแค่ค่าสเปรดเพียงเล็กน้อย NDD โบรคเกอร์ ยังสามารถเป็นได้ทั้ง STP หรือ STP+ECN


โบรกเกอร์ STP คืออะไร ?
STP ตือ โบรคเกอร์ที่มีระบบการประมวลผลโดยตรง โบรกเกอร์บางแห่งอ้างว่าพวกเขาเป็นโบรกเกอร์ ECN แต่อันที่จริงแล้ว พวกเขาเพียงแต่มีระบบการประมวลผลโดยตรง โบรกเกอร์ที่มีระบบ STP จะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าตรงไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องของพวกเขาซึ่งเข้าถึงตลาดระหว่างธนาคารได้โดยตรง
โบรกเกอร์ NDD STP มักจะมีผู้ให้บริการสภาพคล่องจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริการสภาพคล่องแต่ละที่ก็จะมีการเสนอราคาและขอราคา (Bid- Ask) ของตัวเอง สมมุติว่า โบรกเกอร์ NDD STP ของคุณมีผู้ให้บริการสภาพคล่อง 3 แห่ง ในระบบของโบรคเกอร์ พวกเขาก็จะเห็นการเสนอราคาและขอราคา ของสามแห่งที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเหมือนรูปด้านล่างนี้

ประเภทของโบรคเกอร์

ในระบบของพวกเขาก็จะเห็นการเสอราคาและขอราคาที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด จากตารางตัวอย่าง ราคาที่ดีที่สุดของการเสนอราคา (Bid) คือ  1.3000 (คุณต้องการขายสูง) และราคาที่ดีที่สุดของการขอราคา (Ask) คือ 1.3001 (คุณต้องการซื้อต่ำ) ดังนั้นราคา Bid/ Ask ตอนนี้คือ 1.3000/1.3001
แต่ว่าคุณจะไม่เห็นราคานี้ เพราะว่าโบรคเกอร์ไม่ได้ทำงานด้านการกุศล ดังนั้นโบรคเกอร์ก็จะคิดค่าบริการต่างๆเหล่านี้ โดยการเพิ่มขนาดราคามาร์คอัพขึ้นอีกนิดหน่อย ซึ่งปรกติการเพิ่มขนาดนี้จะคงที่ ถ้านโยบายของพวกเขาคือการเพิ่มมาร์อัพเข้าไปอีก 1 จุด ดังนั้นราคาที่คุณจะเห็นที่เพลทฟอร์ม(MT4) ของคุณก็จะเป็น 1.2999/1.3002  ดังนั้น คุณจะเห็น ค่า Spread เป็น 3 จุด ซึ่งเพิ่มมาจาก Spread จริงๆที่มีเพียง 1 จุด
และเมื่อคุณตัดสินใจที่จะซื้อ EUR / USD 100,000 หน่วย ที่ราคา 1.3002  ใบสั่งซื้อของคุณจะถูกส่งผ่านโบรกเกอร์ไปยังผู้ให้สภาพคล่องแห่งใดแห่งหนึ่งที่โบรคเกอร์มีอยู่ และถ้าคำสั่งซื้อของคุณได้รับการยอมรับจากผู้ให้สภาพคล่องแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ผู้ให้สภาพคล่องแห่งนั้นก็จะขาย EUR / USD 100,000 หน่วยในราคา 1.3001 และคุณจะได้ซื้อ EUR / USD 100,000 หน่วยในราคา 1.3002 โบรกเกอร์ของคุณจะได้รับส่วนต่าง 1 จุดเป็นรายได้
และการที่มีการเปลี่ยนราคาเสนอซื้อขาย (Bid/ Ask) ก็คือเหตุผลว่าทำไม โบรคเกอร์ STP ส่วนใหญ่มีค่าเสรปดที่ผันแปลตลอดเวลา ถ้าสเปรดของผู้ให้บริการสภาพคล่องของพวกเขาเพิ่มขึ้น โบรคเกอร์ก็ต้องขยายสเปรดขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่มีทางเลือก แต่ก็มีบางโบรคเกอรื STP ที่เสนอค่าสเปรดคงที่ให้ลูกค้า แต่ส่วนมากจะมีสเปรดที่ผันแปรมากกว่า

โบรกเกอร์ ECN คืออะไร ?
ECN ก็คือ ระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บคำสั่งซื้อที่ตรงกัน ดังนั้นโบรกเกอร์ ECN ก็คือ โบรคเกอร์ที่จับคู่คำสั่งของลูกค้าในเครือข่าย ECN ของตนเอง ซึ่งลูกค้าในเครือข่ายนี้อาจจะเป็นธนาคาร เทรดเดอร์รายย่อย หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยง หรือแม้แต่โบรคเกอร์อื่นๆ โดยสิ่งที่สำคัญก็คือ การที่ผู้เข้าร่วมในระบบแต่ละคน ต่างก็จะแข่งกันเสนอราคาซื้อขาย และ ECNs ยังช่วยให้ลูกค้าของพวกเขาเห็น "ความเป็นไปของตลาดจริงๆ" ซึ่งจะแสดงคำสั่งซื้อและขายของนักลงทุนในตลาดอื่นๆด้วย เพราะธรรมชาติของ ECN จึงเป็นการยากที่จะเพิ่มค่าสเปรด ดังนั้น โบรคเกอร์ ECN มักจะได้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยจาก "ค่าคอมมิสชั่น" ที่เรียกเก็บจากเราเท่านั้นเอง




ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.babypips.com/school/different-types-of-brokers.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อัตราดอกเบี้ยสหราชอาณาจักร - ข้อมูลปัจจุบันและประวัติย้อนหลัง

ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษมีแนวโน้มที่จะปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานและขนาดของโปรแกรม QE ของการเปลี่ยนแปลงในที่ประชุมกรกฎาคมของตนในวันพฤหัสบดีที่ แม้จะมีอัตราเงินเฟ้อ CPI กลับมาโคจรขึ้นในเดือนพฤษภาคมและมองไปข้างหน้าตัวชี้วัดโดยทั่วไปดีขึ้นนักวิเคราะห์คาดธนาคารกลางที่จะผลักดันสำหรับการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจพื้นฐาน ผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่มาร์คมวลจะต้องประทับตราอำนาจของเขาในธนาคารผ่านยกเครื่องรุนแรงของโครงสร้างที่มีอยู่และอาจนำคำแนะนำไปข้างหน้าในอัตรา แต่ตัดสินใจใด ๆ ดังกล่าวมีลักษณะที่ไม่น่าจะก่อนที่จะประชุมเดือนสิงหาคมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ภาพรวมประวัติศาสตร์ของอัตราดอกเบี้ยในสหราชอาณาจักร:
สหราชอาณาจักร--อัตราดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ย BOE ผลกระทบต่อตลาดการตัดสินใจ 
อัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อตลาดสหราชอาณาจักร

วิธีการที่จะส่งผลกระทบต่อ ปอนด์:
ถ้าธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเป็นสงครามเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศและเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็ถือว่าโดยทั่วไปจะเป็นบวกหรือบวก GBP เพราะระยะสั้นอัตราดอกเบี้ยปัจจัยหลักในการประเมินค่าสกุลเงิน ตรงกันข้ามถ้าธนาคารกลางมีมุมมอง dovish เศรษฐกิจและตัดสินใจที่จะตัดอัตราดอกเบี้ยหรือเก็บมันไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจะเห็นเป็นเชิงลบหรือหยาบคายสำหรับสกุลเงิน เมื่อ BoE ตัดสินใจที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็จะเริ่มขายหลักทรัพย์รัฐบาลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ สถาบันการเงินเหล่านี้ใช้ GBP จ่ายสำหรับหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการและมูลค่าของสกุลเงิน ตรงกันข้าม BOE ซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาลจากองค์กรการเงินเมื่อมันตัดสินใจที่จะลดอัตราดอกเบี้ย นี้นำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นของอุปทานของ GBP ทำให้ค่าของสเตอร์ลิงอ่อนค่าลง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย:
ธนาคารของคณะกรรมการนโยบายการเงินของอังกฤษตรงกับเดือนละครั้งเป็นเวลาสองวันในความพยายามที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ระดับร้อยละ 2 โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยฐาน คณะกรรมการนโยบายการเงินถูกสร้างขึ้นจากสมาชิกต่อไปนี้:
  • ผู้ว่าราชการจังหวัด (ปัจจุบันทำสัญลักษณ์ว่ามวล)
  • รองผู้ว่าราชการ
  • หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร
  • กรรมการบริหารของตลาด
  • 4 คนภายนอกได้รับการแต่งตั้งโดยสหราชอาณาจักรเสนาบดีกระทรวงการคลัง
คณะกรรมการนโยบายการเงินลงคะแนนเสียงในการที่จะกำหนดอัตราการกู้ยืมข้ามคืนและคะแนนโหวตของแต่ละบุคคลมีการเผยแพร่สองสัปดาห์ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินนาที แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการทางการเงินจะถูกปล่อยออกถ้าอัตราดอกเบี้ยหรือการสั่งซื้อสินทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยก็มักจะคาดว่าจะดีผู้ค้าอย่างใกล้ชิดตามคำชี้แจงให้คณะกรรมการนโยบายการเงินซึ่งแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตลาด FOREX คือ การพนันหรือการลงทุน

ทำไม นักลงทุนหน้าใหม่ถึงได้ขาดทุน เสมอ!!!

ผมขอแสดงความคิดเห็น การพนัน กับ การลงทุน ต่างกัน คือ

การพนัน ถ้าคุณโชคดีเพียง 10 ครั้ง ติดกัน  ลงทุนเพียง 1000 บาท เล่นเทหมดหน้าตักตลอด คุณจะได้ 1 ล้านบาทแล้ว แต่ยากครับ 
การคิด คือ เริ่มต้นที่ 1000 เป็น 2000 เป็น 4000 เป็น 8000 เป็น 16000 เป็น 32000 เป็น 64000 เป็น 128000 เป็น 256000 เป็น 512000 เป็น 1024000 (เหมือน RAM PC DDR1 เลย)

การพนัน นั้นอาศัย ความโลภ ความอยากได้ของคน ที่ไม่มีขีดจำกัด เจ้ามือมองเห็น ประสบการณ์และความรู้น้อยของผู้เล่น จุดนี้ กินมาก จ่ายน้อย (สลากกินแบ่ง นั้นเอง) ใบละ 80-100 บาท รางวัลที่1, 4 ล้านบาท แต่ 1 ใน 1,000,000 ครับ ฝันเท่านั้น ถึงจะถูก
การลงทุนในการพนัน ผู้เล่นจะหวัง กำไรเกินจริงเสมอ ลงทุน 100 บาท อยากได้ 1000-10000 บาทขึ้นไป ตามหลักสถิติ นั้นไม่โอกาสเกิดได้ ต้องเสีย  ๆ แล้วเสียอีก จนต้องเลิกในที่สุด (การพนัน นั้นเราจะไม่รู้เลย ว่าผลที่ได้จะออกอะไร)

การลงทุน  นั้นอาศัย ความรู้ของนักลงทุน ประสบการณ์ต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ถ้าเงินทุนมาก ก็จะได้มาก เช่นกัน 
แต่นักลงทุน ขาดทั้งประสบการณ์ ความรู้ เชื่อผู้อื่น  โดยที่ไม่มีความคิดของตัวเองเลย อาจทำให้ขาดทุนได้ (หรือได้กำไรก่อน หลัง ๆ ขาดทุนตลอด)
การลงทุน ใน forex นั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ เงิน ที่มี ถ้าคำนวณแล้วตามแผนการ ได้ตามที่หวังไว้  (forex สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ดูที่ราคาสูง+ต่ำ แนวรับ+แนวต้าน เป็นหลัก)

นักลงทุนหน้าใหม่ ส่วนใหญ่ จะเสียค่าเทอมคือ จะเทรดผิด ๆ ถูก ๆ  มากน้อย ขึ้นอยู่กับ เงินลงทุนในตอนแรก ถ้าเสียน้อย เหมือน ค่าเทอมเด็กอนุบาล หลักร้อย-พัน บางคนเสียเยอะหลักหมื่น-แสน ถือว่าเสียค่าเทอม มหาวิทยาลัย

แก้ไข คือ ศึกษาและเรียนรู้ให้ถูกต้องก่อน ถึงจะลงทุน

เงินลงทุน ถ้าเปรียบการฝากเงินธนาคาร ประมาณ 3%ต่อปี ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ที่ 5-30%ต่อปี อสังหาทรัพย์ 10-300%ต่อปีขึ้นไป หรือลงทุนในธุรกิจของคุณ อาจจะได้มากกว่านี้ แล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล

ตลาด FOREX นั้นอาศัย ประสบการณ์ จะดูที่ราคาเป็นหลัก ถ้าราคาถูก ก็ช้อนซื้อเลย (ซื้อถูก ขายแพง เป็นหลัก) , ถ้าดูเทคนิค หรือ กราฟ จะดูระยะสั้น 14-30 วันในค่าเฉลี่ย , การลงทุนระยะยาว จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า
และเงินลงทุน ควรที่จะมากกว่า Margin เสมอ คือมีเงินสำรองมากกว่า สัญญาที่ซื้อหรือขาย, ยิ่งมาก ยิ่งปลอดภัย

ความเสี่ยงสูง ย่อมให้ผลตอบแทนสูง แต่ผิดทาง ขาดทุนสูง (การพนัน) หรือขายสินค้าที่ได้กำไรมาก แต่อยู่ในตลาดได้ไม่นาน (ถ้าล้าสมัย คนเลิกซื้อ)
ความเสี่ยงต่ำ  ย่อมให้ผลตอบแทนต่ำ ไม่มีความเสี่ยง (ฝากเงินธนาคาร  ฝาก 1 ล้านบาท 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 30,000 บาท)


วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฝากความหวังไว้กับ Forex ได้จริงไหม?



เนื่องจากวันนี้เป็นวันแห่งการเริ่มต้นการทำงานวันแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ รวมไปถึงการเทรดด้วย ผมจึงอยากเปิดอาทิตย์
นี้ด้วยบทความจากประสบการณ์ของเจ้าของกระทู้คนนี้เพื่อให้เทรดเดอร์ที่กำลังพยายามก้าวตามฝันได้มีไฟลุกสู้ขึ้นมา

คุณ pawpaw100 เข้ามาตั้งกระทู้ว่า เขาเห็นคำถามที่คนเข้ามาเทรดใหม่ชอบตั้งกระทู้เสมอว่า “Forex จะเลี้ยงชีวิตเค้าได้จริง
หรือ” “จะสามารถใช้ชีวิตด้วยการเทรดได้จริงอะ” เขาเลยอยากจะมาแบ่งประสบการณ์ส่วนตัวของเขากับคนที่นี่และหวังว่า
เทรดเดอร์หน้าใหม่จะเลิกคิดเรื่องนี้และลงมือเทรดสักที! ก่อนอื่นเขาขอยืนยันนอนยันในคำตอบของกระทู้นี้ก่อนเลยว่าคุณ
สามารถฝากชีวิตไว้กับการเทรดได้จริง ๆ นะเฟ้ย !!!! เขาเคยพบกับคนที่เป็นเทรดเดอร์เต็มตัวมาแล้วถึง 2 คน ทั้งยังเคยเห็น
บัญชีของเขาและเทรดกับเขาด้วย คนแรกเคยเป็นพนักงานแบงค์มาก่อนก็จะย้ายมาเทรด Forex เขาเทรดใน Time Frame 15
นาทีแต่วิเคราะห์กราฟจาก 1 ชั่วโมงและ 4 ชั่วโมง บางครั้งก็ Daily หรือ Weekly เลยทีเดียว เขามีพอร์ตที่ใหญ่และก็แบ่ง
พอร์ตไปลงในหุ้นกับสินทรัพย์ด้วย เขาเคยทำกำไรได้ถึง 2 หมื่นยูโรในเวลาอันสั้นในช่วงเช้า

ส่วนอีกคนหนึ่งเริ่มต้นด้วยเงินในพอร์ต 3 หมื่นเหรียญดอลลาร์ใช้เวลาปั้นพอร์ตไปจนถึง 6 แสนเหรียญในเวลา 18 เดือน เคย
ล้างพอร์ตมาก่อนแต่เขาก็ไม่ย้อมแพ้กลับไปตั้งหลักใหม่ในบัญชีทดลอง 3 บัญชีด้วยกันก่อนจะกลับมาเทรดบัญชีเงินจริงอีกครั้ง
เขาบอกว่าการเปลี่ยนจากบัญชีเงินปลอมเป็นบัญชีเงืนจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาเพราะเขามองการเทรดแค่เฉพาะเปอร์เซนต์ที่
พอร์ตเติบโตกับจำนวนจุด (pips) ที่ได้ในแต่ละวันโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าได้กำไรเท่าไหร่ เคยคิดว่ามันเป็นเหมือนเกมส์ ๆ หนึ่ง
ที่สนุกดี

ดังนั้น! หยุดฟังเสียงจากคนรอบข้างหรือคนที่เคยพ่ายแพ้ในตลาดแห่งนี้แล้วมาพูดให้คุณฟังว่า “คุณไม่มีวันทำได้” แน่นอนว่าคุณ
สามารถทำได้! ตั้งใจเทรดต่อไปและกระหายที่จะหาความรู้เกี่ยวการการเทรดมาพัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ยิ่งคุณ
พยายามค้นหามากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งจะเจอมันมากเท่านั้น เคาะประตูไปเรื่อย ๆ สักวันประตูก็จะเปิดรับให้คุณเข้าไปเองซึ่งผมก็เป็น
คนหนึ่งที่ยังเคาะประตูอยู่ซึ่งผมจะไม่หยุดหาหรือหยุดเคาะประตูแน่นอน ทุกวันนี้ผมพอใจมากที่ผลการเทรดของผมขึ้นมา 83%
ถึงแม้จะเป็นบัญชีเดโม่ก็เถอะ ผมคิดว่าจะเปิดบัญชีเดโม่เพิ่มอีก 2 บัญชีเพื่อหาข้อผิดพลาดของวิธีการเทรดของตัวเองและแก้ไข
มันแล้วค่อยเปลี่ยนไปเล่นบัญชีจริงซึ่งผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งผมจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีเหมือนกับคนสองคนที่ผมยกตัวอย่างไปก่อน
หน้านี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเทรดเดอร์หน้าใหม่ ผมจึงอยากจะยืมคำพูดของเพื่อนผมมาพูดสักหน่อย

เขาบอกกับผมว่า การเทรดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพื่อศึกษามัน ฉันคิดว่าปัญหาที่นายกำลังเจอตอนนี้คือนายอยากจะ
ประสบความสำเร็จ อยากรวย ณ ตอนนี้เวลานี้เลยซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ตลาดแห่งนี้ต้องการให้นายเรียนรู้กับมันอย่าง
จริงจังเพื่อพิสูจน์ตัวเองซะก่อนว่านายเจ๋งพอที่จะได้ครอบครองคำว่า “ประสบความสำเร็จ” เปรียบเทียบง่าย ๆ กับการ
เล่นฟุตบอล นายไม่ได้กลายเป็น คริสเตียโน โรนัลโด้ ทันทีที่นายเริ่มเตะบอล นายจะต้องฝึกเล่นบ่อย ๆ และอยู่กับ
ลูกบอลทุกวันจนถึงขั้นหมกมุ่นเลยละ การเทรดก็ไม่แตกต่างไปจากการเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพเลยสักนิด นายต้อง
ทุ่มเทใส่ใจและอุทิศเวลาให้กับการเทรด ไม่มีทางลัดใด ๆ สู่ความสำเร็จ ไม่มีเทรดเดอร์คนไหนที่ประสบความสำเร็จจาก
การใช้ระบบเทรดของชาวบ้านหรือเพียงเพราะเข้าร่วมสัมมนาการเทรดหรอก การที่นายจะได้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า
คนรวย” หรือ มีอิสรภาพทางการเงินจากการเทรดต้องผ่านอะไรเยอะแยะกว่านั้น ต้องมีทั้งการอุทิศ มีไหวพริบ และ
ความอดทน นายอาจจะล้างพอร์ตหรือโดนกราฟน๊อกนายลงไปนอนกองกับพื้นแต่นายต้องลุกขึ้นมาให้ได้ เลือกวิธีการ
เทรดที่เหมาะกับนายมาแล้วก็เทรด เทรด เทรด ไปเรื่อย ๆ ล้มแล้วลุกอีก ล้มแล้วลุกอีก หากพบจุดอ่อนของวิธีการเทรด
ของตัวเองก็หาวิธีมาแก้ไขมันให้ได้ เคยมีคนบอกกับฉันว่ามันจะต้องใช้เวลาเป็นหมื่น ๆ ชั่วโมงเลยทีเดียวแต่นายพร้อม
จะทำเพื่อมันไหมละ?

มุ่งมั่น จดจ่อ หมกมุ่นอยู่กับระบบและวิธีคิดของนาย ทุกระบบและกลยุทธ์สามารถทำกำไรได้หมดแต่ไม่ได้หมายความ
ว่าทุกระบบและกลยุทธ์จะเหมาะกับทุกคน หาวิธีเทรดที่เป็นของนาย สร้างขึ้นมาเพื่อนาย เพื่อนายคนเดียวให้เจอ อย่า
ลืมที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเทรดดี ๆ ด้วยละ หนังสือเหล่านั้นอาจจะช่วยจุดประกายความคิดให้นายได้ และเมื่อวัน
หนึ่งที่นายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านายแน่พอเจ๋งพอที่จะได้รับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” นายก็จะได้มันเอง”

หลาย ๆ คอมเม้นหลังจากนั้นก็เข้ามาเห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ซะส่วนมาก บางคนก็บอกว่า ขอบคุณนะ สำหรับคำพูดดี ๆ มันช่วย
กระตุ้นไฟในตัวเราได้ดีมาก ๆ เลยละ บางคนก็บอกว่า ใช่เลย ผมเห็นด้วยกับบทความนี้
คุณ mm2mm เข้ามาเสริมว่า เป็นกระทู้ที่ดีมากเลยนะครับ ผมขอเสริมอีกนิดจากประสบการณ์ตรงของผมเอง ผมเริ่มเทรดมาได้
ประมาณ 1 ปีละและสิ่งที่ผมได้รับมาและอยากจะมอบมันให้กับเทรดเดอร์หน้าใหม่คือ “อย่า Overlot เด็ดขาด”การเทรดด้วย
เงิน 100$ กับ 10000$ เหรียญนั้นเหมือนกันหากเรามองในแง่ของเปอร์เซนต์อะนะ คนส่วนมากเมื่อได้เงินมากขึ้นมักจะชอบเพื่อ
lot ของตัวเองขึ้นมาเกินกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งมันคือหายนะดี ๆ นี่เอง สมมุติว่ามีเทรดเดอร์คนหนึ่งมีเงินในบัญชี 30000$ และ
สามารถทำกำไรได้ 10% ต่อเดือน เขาสามารถอยู่ได้แบบสบาย ๆ หากคุณโลภ คุณจะทำลายทุกสิ่งที่คุณสร้างมาเพราะอารมณ์
กังวล โลภ โกรธ เป็นต้นนี่เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์หน้าใหม่ควรระวัง มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะมีชีวิตจากการเทรดด้วยเงินเล็ก ๆ ในบัญชี
100$ แต่คุณสามารถใช้มันในการปั้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1 พัน 2 พัน 3 พันได้ ดังนั้นจงอย่าหมิ่นเงินน้อย แต่ฝึกไปเรื่อย ๆ และ
วันหนึ่งคุณจะได้สิ่งที่คุณฝันมาครอบครองเอง

ผมเชื่อว่าเกิน 90% ขึ้นไปทุกคนที่เข้ามาในตลาดแห่งนี้มีจุดประสงค์เดียวกัน แต่สิ่งที่ทุกคนเข้ามาและมีไม่เหมือนกันคือ ความ
พยายาม บางคนเข้ามาเพราะอยากรู้อยากลอง บางคนเข้ามาแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บางคนมาแบบฝากความหวังทั้งชีวิตไว้กับ
Forex วัฏจักรของวงการนี้ที่ผมเห็นจนชินตาก็คือแรก ๆ จะมีคนเข้ามาแล้วทำกำไรได้ จากนั้นก็จะล้างพอร์ตแล้วก็โทษว่า Forex
ทำไม่ได้จริง Forex มันการพนันชัด ๆ แล้วก็ออกไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นถึง 10% ของระยะทางทั้งหมดเลย การเข้ามาที่นี่
แล้วตั้งคำถามว่า “เราจะได้อะไรออกไปจากตลาดนี้” ผมว่ามันไม่ถูก ผมอยากจะให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ถามกับตัวเองว่า “คุณ
พร้อมที่จะทุ่มเทกับตลาดแห่งนี้มากแค่ไหน” “คุณกล้าทำทุกอย่าง ทิ้งบางสิ่งที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนตัวเองเพื่อ Forex รึเปล่า?”  ไม่
ว่าจะต้องทำการบ้านหนักแค่ไหน หาข้อมูลเยอะแค่ไหน อ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ตัวเองไม่ค่อยจะเก่ง คุณกล้าทุ่มเททำเพื่อให้
ตัวเองได้มาในสิ่งที่คุณพูดกับตัวเองว่าอยากได้รึเปล่า

ผมจะแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของผมให้ฟังนะครับ ก่อนที่ผมจะหันมาเทรด Price Action อย่างทุกวันนี้ เมื่อ 2 ปีก่อนสมัยที่ผม
พึ่งเริ่มเทรดใหม่ ๆ หลังจากที่ย้ายออกจาก Marketiva มาเริ่มเทรดใน MT4 ผมได้เอาระบบคนนั้นคนนี้มาใช้มากมาย ทุก ๆ วัน
ผมจะต้องนั่งทำ Backtest ที่เขียนด้วยมือย้อนหลังกลับไป 1 ปีอย่างน้อยวันละ 1 ระบบ ถึงแม้จะมีการบ้านจากมหาลัยหนัก
หนาแค่ไหนก็ตามผมก็ต้องทำ Backtest ให้ได้ 1 ระบบทุกคืนให้ได้ เสาร์-อาทิตย์ นี่ก็ไม่เว้นครับ ยิ่งนั่งทำวันละ 2-3 ระบบ
ผมทำอย่างงี้มาอยู่ 2 ปี สิ่งที่ผมได้ตอบแทนมาจากสองปีนี้คือ ความว่างเปล่ากับความรู้ที่ว่า “อินดิเคเตอร์ยังไงก็วิ่งช้ากว่ากราฟ”
ผมใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อให้ได้รู้คำตอบคำนี้ แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ผมยอมที่จะยอมรับผลของผมและก้าวออกมาจากกะลาของตัวเอง
ยอมเปลี่ยนตัวเองจากคนเก็บตัวเทรดออกมาหาความรู้จนได้มาเจอกับอาจารย์แมค จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์แมคก็ให้หนังสือที่
มีชื่อว่า Reading Price Chart Bar by Bar ให้กับผมแล้วบอกกับผมว่า “อ่านมันให้จบ” เป็นภาษาอังกฤษล้วนเลย ตอนนั้น
ผมไม่เข้าใจหรอกครับยังคิดอยู่เลยว่า “ทำไมไม่สอนผมไปเลยอะ ง่ายกว่าเยอะ” แต่ผมก็กลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า “ทุกวันนี้
มายืนอยู่ตรงนี้เพราะอะไร” หัวใจผมมันก็ยังตอบเหมือนเดิมว่า “เพราะอยากมีอิสรภาพและถึงแม้ว่าจะต้องผ่านอะไรที่ลำบากกว่านี้
เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นผมก็พร้อมจะทำ” ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือเล่มนั้นจริงจังจนสุดท้ายตัวเองก็ก้าวผ่านจุดที่คิดว่าตัวเองทำ
ไม่ได้และเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมอ่านจบอย่างจริงจัง ทุกวันนี้ผมต้องขอบคุณอาจารย์แมคจริง ๆ ที่ให้ผมอ่าน
หนังสือเล่มนี้ เพราะมันเปลี่ยนความคิดผมไปเยอะมากและผมก็มีความสุขกับการเทรดในปัจจุบันมาก ๆ เพราะหนังสือเล่มนี้

แล้วคุณละครับ? เข้ามายืน ณ จุดนี้เพราะอะไร? พร้อมที่จะทิ้งความลังเลที่มีอยู่ในสมองว่าจะฝากชีวิตไว้กับตลาดแห่งนี้แล้วลงมือ
ฝึกฝนแล้วหรือไม่? พร้อมที่จะเลิกหาข้ออ้างให้ตัวเองดูไม่ผิดและลงมือทำหรือยัง? ตลาดแห่งนี้ไม่ใช่ที่เล่นขายของ หากคุณไม่
คิดจะจริงจังกับมัน ผมแนะนำว่าให้เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตโดยตั้งมั่นแล้วว่า “จนกว่าจะได้ในสิ่งที่
ต้องการฉันจะไม่ถอย” ก็สู้ให้เต็มที่เลยครับ เมื่อไหร่ที่ล้มก็ให้ลุก ล้มอีกก็ลุกอีก จนกว่าคุณจะชินกับการล้มและสักวันคุณก็จะไม่
ล้มอีกต่อไป

ปล. ที่ผมบอกว่าให้ทิ้งทุกอย่างเพื่อเทรด ไม่ได้หมายความว่าต้องขายบ้านขายรถเพื่อเทรดนะครับ สิ่งที่ผมอยากให้ทิ้งคือ ความลังเล ความไม่แน่ใจ ความสงสัยว่าสิ่ง ๆ นี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้รึเปล่า จำไว้ว่าเงินที่คุณจะนำมาเทรดจะต้องเป็นเงินเย็นไม่ใช่เงินร้อนนะครับ
Credit http://www.thaiforexschool.com

เรื่องเปิดเสรีในไทยเกี่ยวกับ Forex

1. สิ่งที่เราเทรดอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียง future ชนิดนึง เราไม่ได้ทำการซื้อขาย เปลี่ยนมือค่าเงินจริงๆ ฉะนั้นข้อห้ามที่ว่า ห้ามบุคคลธรรมดาซื้อขายแลกเปลี่ยน เงินตราจึงเป็นคนละประเด็นบุคคล ธรรมดาทั่วไปย่อมมีเสรีภาพในการเลือกลงทุนอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือต่างประเทศ แต่ที่เราเลือกเทรด Forex ที่ต่างประเทศ มากกว่าเลือกเปิดบัญชี เทรด future ที่บ้านเรานั้น ก็เนื่องด้วยเงินลงทุนที่น้อยนิด เทียบกันไม่ได้เลย กับการเปิดบัญชี future ที่บ้านเราฉะนั้นการเปิดบัญชี Forex จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายใดๆ สามารถทำได้ และไม่มีข้อห้าม เพราะถือเป็นการลงทุน และการหารายได้ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการไปซื้อหุ้นที่ต่างประเทศ เช่น ซื้อหุ้นที่อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น

2. การเทรด Forex ส่วนใหญ่ก็ล้วนอาศัยปัจจัยทางด้านเทคนิคมากกว่า ผมจึงเห็นแย้งกับบางท่าน ที่ว่าเปิด Forex ในไทย แล้วทำให้เกิดการพัฒนาด้านองค์ความรู้ในการเทรด ปัจจุบันไม่ว่าการเทรดหุ้น ทอง หรือสัญญา future ก็ล้วนใช้เทคนิคมาอธิบายความเป็นไปทั้งสิ้น มีพื้นฐานการเรียนรู้เหมือนกัน และอีกอย่างบทวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพื้นฐาน หรืิอ เทคนิคดีๆ เกี่ยวกับ Forex ก็ล้วนหาอ่านได้ตามเวบต่างประเทศมากมาย และสถาบันที่เปิดสอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ด้านเทคนิคก็มีมากมายอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อไปเรียนก็สามารถนำมาใช้ได้ทุกตลาด ไม่ต่างกัน

3. ผู้เทรด Forex ในไทย ล้วนเป็นนักลงทุนรายย่อย กว่า 80% มีทุนในการเปิดบัญชีไม่เกิน 50,000 บาท ฉะนั้นหากมีการเปิดเสรีในไทย นักลงทุนรายย่อยกลุ่มนี้ก็คงไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก เพราะว่าในอนาคตเมื่อเปิดเสรีค่าคอม โบรกเกอร์จะหันไปดึกนักลงทุนรายใหญ่ๆ ส่วนรายย่อยนั้นไร้ความสำคัญ และไม่คุ้มต่อต้นทุนของโบรกเกอร์ผู้ให้บริการเท่าใดนั้น อีกประการ คือ การที่เราเปิดบัญชี Forex ที่ต่างประเทศ ค่าคอมถูกมาก หรือ บางโบรกแทบไม่มีเลย แน่นอนหาก ไทย มีการอนุญาตให้เปิดอนุญาตให้โบรกเกอร์มีบริการซื้อขาย Forex ค่าคอมย่อมสูงกว่าหลายเท่าตัว

4. สิ่งที่นักเทรด Forex ควรทำความเข้าใจคือ ประเด็นการเสียภาษีเมื่อมีรายได้จากการลงทุนมากกว่า นั้นคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่า กำไรจากการเทรด ถือเป็นรายได้ ฉะนั้นเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็ย่อมต้องเสียภาษีด้วย แต่ประเด็นก็คือว่า ส่วนใหญ่มักจะขาดทุน หรือว่า เมื่อได้กำไรมา ก็ไม่ถึงเกณฑ์ภาษีที่กำหนด ฉะนั้นเรื่องภาษีจึงตกไป

ฉะนั้นให้ทุกคน สบายใจได้เลยว่า การที่ท่านนั่งหลังขดหลังแข็ง เฝ้าหน้าจอทำการเทรด ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ไม่ต่างอะไรจากการไปซื้อหุ้นที่ต่างประเทศ และหากมีการเปิดเสรี forex ในไทยจริงๆ มีโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเกี่ยวกับการซื้อขาย forex ในไทยจริงๆ ก็คาดว่าหลายท่านก็คงไม่เลือกใช้บริการอยู่ดี เหตุเพราะ มีค่าคอมมิชั่นสูง จำนวนทุนในการเปิดบัญชีสูง และที่สำคัญ วอลุ่มน้อยมาก นั้นเอง (ขนาด future เปิดมานานแล้ว วอลุ่ม Bid offer ยังโชว์ไม่ถึง 100 สัญญา) และประเด็นสุดท้าย ไม่ว่าจะในประเทศที่เจริญแล้ว หรือว่ายังไม่เจริญ ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจะทำให้มีการเทรดเป็นอาชีพมากขึ้น แต่อย่างใด ตลาดหุ้นเปิดมากว่า 30 ปี ก็ยังมี แมงเม่าเหมือนเดิม มีคนที่สำเร็จ 10% และ คนที่ล้มเหลว 90% เหมือนเดิม

ฉะนั้นเราสามารถ เลือกเองได้ว่าจะเลือกเทรดเป็นอาชีพ หรือ เลือกล้มเหลวได้ด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศเราจะอนุญาตให้มีหรือไม่มี เพราะสุดท้าย จะอนุญาต หรือ ไม่อนุญาต คนที่ประสบความสำเร็จ ก็ยังอยุ่ในกลุ่ม 10% เหมือนเดิม

สิ่งที่สำคัญ เทรดเดอร์ตีความ อาชีพเทรดเดอร์ว่าอย่างไร เพื่อปากท้องวันต่อวัน? หรือ เพื่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เรามีตัวอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพในตลาดหุ้นมากมายให้ศึกษา แน่นอนเขาไม่ได้หวังกำไร เพื่อปากท้องวันต่อวัน

หรือหวังให้ประทั่งชีวิตเดือนๆไป เมื่อเขามีเป้าหมาย มีจุดหมาย เขาย่อมรู้ดีกว่า จะเทรดอย่างไรให้ไปถึง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่