exness,forex,เทรด forex,เล่น forex
เปิดบัญชี forex,สมัครเล่นหุ้น
ระบบเทรด,โปรแกรมเทรด,mt4
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไหนใครดู Fibonacci ที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง?



คุณ gspajon ตั้งกระทู้ถามว่า เค้าอยากรู้ว่าคนที่นี่ใช้ Fibonacci กันบ้างรึเปล่าและถ้าใช้มักจะดูที่ตำแหน่งไหนกันบ้าง และ ทำไมถึงดูที่ตำแหน่งนั้น นอกจากนี้แล้วยังถามอีกว่า คุณทุ่มความเสี่ยงของคุณทั้งหมดลงที่ตำแหน่งนั้นเลยรึเปล่า
คุณ GnarlyPips เข้ามาตอบแบบเป็นสำนวณเปรียบเปรยระหว่างการเทรดกับพืชว่า พืชไม่ได้โตตาม Fibonacci ถึงแม้ว่า Fibonacci สามารถอธิบายได้ในเรื่องของพืช มันก็เหมือนกับที่ Fibonacci สามารถคำนวณความเป็นไปได้ของแนวรับแนวต้านแต่ก็ไม่ได้สมารถกำหนดได้ว่ากราฟจะต้องวิ่งไปถึงตรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้แล้วจะกลับตัว โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ใช้Fibonacci หรอกยกเว้นว่าราคาจะไปเจอแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ๆ เข้าก็อาจจะวัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราวส่วนมากก็ดูที่ 61.8% นั่นละ
มีคนเข้ามาตอบว่าเขาดู Fibonacci ที่ 50% และก็มีคนมาตอบว่า ความจริงแล้วแนว 50% ไม่ได้มีติด Fibonacci มาตั้งแต่แรกแต่มันมาจากทฤษฏีดาวต่างหาก (Dow Theory) 
จขกท. เข้ามาตอบว่าตัวเขาเคยลองจดบันทึกราคาดูเวลาที่มันปรับฐานเขาพบว่า
38.2% มีความเป็นไปได้ 4% ต่อครั้ง
50.0% มีความเป็นไปได้ 35% ต่อครั้ง
61.8% มีความเป็นไปได้ 25% ต่อครั้ง
78.6% มีความเป็นไปได้ 12% ต่อครั้ง
นอกจากนี้แล้วโอกาสที่การปรับฐานจะล้มเหลว (หมายถึงการที่ราคาสามารถไปถึง 100% ได้) มีถึง 28% ต่อครั้งเมื่อเอาค่าทั้งหมดมารวมกันแล้วแปลว่ามีความเป็นไปได้ถึง 70% ที่ราคาจะปรับฐานที่บริเวณปรับฐานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากแนวเหล่านี้เอาไม่อยู่มีความหมายว่าราคาอาจจะเปลี่ยนเทรนหรืออย่างน้อยก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ sideways จุดประสงค์ที่ผมสร้างกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่ใช้ Fibonacci จริง ๆ และทำกำไรจากการใช้ Fibonacci ว่ามีแนวคิดอย่างไรเรื่องตำแหน่งของการปรับฐานเพื่อที่ผมจะได้สามารถระบุแนวที่ราคาน่าจะปรับฐานได้อย่างชัดเจน ดังนั้นคำถามของเขาควรจะเป็นอะไรที่สามารถส่งผลให้แนวปรับฐานของ Fibonacci มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นว่าสามารถกลับตัวได้จากแนวปรับฐานเหล่านี้”
คุณ roakley เข้ามาตอบว่า ส่วนตัวแล้วเขาว่าแนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นแนวที่คำนวนมาแล้วว่าน่าจะเป็นแนวที่มันนัยสำคัญไม่ด้อยไปกว่าแนวรับแนวต้านหรือ Trendline เลย จากประสบการณ์ 4 ปีที่ผมเทรดมาผมว่าที่เราสามารถทำได้ก็เพียงเลือกแนวปรับฐานที่ดูแล้วเป็นไปได้ที่จะเป็นไปตามที่เราคิดและเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเราและการบริหารเงินทุนของเรา
คุณ Pips2Take ตอบว่าผมชอบเข้าที่แนวปรับฐาน 50% นะเพราะถ้าต่ำกว่า 50% ก็หมายถึงสัญญาณที่บอกว่าเทรนอ่อนแรงแล้วละ
คุณ venzen เข้ามาตอบว่า ผมสนใจในเรื่องของการประยุกต์ Fibonacci เข้ากับ Price Action และค้นพบว่า Price Action มักจะมีพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญกับแนวปรับฐานของ Fibonacci อยู่เสมอแต่หลัง ๆ มานี่ผมได้ประยุกต์มันเข้าไปกับ Elliott Wave ด้วยและพบว่า
ข้อที่ 1: wave 2 จะต้องปรับฐานไม่เกิน 61.8% ของ wave 1
ข้อที่ 2: wave 4 จะต้องปรับฐานไม่ต่ำกว่า 38.2% ของ wave 3
ข้อที่ 3: จุดจบของ wave 4 สามารถเป็นได้ทั้ง 38.2% และ 61.8%
รูปนี้เป็นรูปจริง ๆ ของคุณ venzen ครับ


บทความนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีวิธีการเลือกแนวปรับฐานของ Fibonacci ที่ต่างกันซึ่งแตกต่างไปตามระบบหรือกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคน แนวปรับฐานของ Fibonacci เป็นเพียงทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาแล้วคาดว่าราคาน่าจะปรับฐานบริเวณนั้นสิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมของราคาที่กระทำกับแนวปรับฐานของ Fibonacci จะเป็นตัวตัดสินว่าแนวนั้นจะเอาอยู่หรือไม่และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไหวพริบในการแก้ไขปัญหาหากราคาสามารถหลุดแนวปรับฐานของ Fibonacci ได้ เราจะทำยังไง แก้เกมยังไง นี่ต่างหากละครับที่สำคัญ






CREDIT

Source: http://www.forexfactory.com/showthread.php?t=434324

แปลไทย: PipsteP / www.thaiforexschool.com

ความสัมพันธ์รหว่างตลาดหุ้นและ Forex

คุณทราบหรือไม่ว่า ข้อมูลตลาดหุ้น (ตลาดหลักทรัพย์) สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายการเคลื่อนไหวในตลาดค้าสกุลเงินได้ อย่างเช่นข้อมูลข่าวสารที่คุณได้รับจากสื่อต่างๆ เช่น จากโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เพราะดูเหมือนว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดทุนส่วนใหญ่ที่ครอบคลุมตลาดการลงทุนอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งหนึ่งที่คุณลืมไม่ได้คือ ถ้าต้องการจะซื้อหุ้นจากประเทศใดประเทศหนึ่ง คุณจะต้องมีสกุลเงินท้องถิ่น เช่น นักลงทุนชาวยุโรปต้องการจะลงทุนในญี่ปุ่น สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือแลกเปลี่ยนเงินสกุลยูโร (EUR) ของเขาเป็นเงินเยน (JPY) ของญี่ปุ่นก่อน ถ้าความต้องการที่จะลงทุนในญี่ปุ่นมีมาก ก็จะมีผลทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น และถ้ามีการขายยูโรมากขึ้น ก็มีผลทำให้ ค่าเงิน ยูโรอ่อนค่าลงด้วยเช่นกัน เมื่อการลงทุนในตลาดใดก็ตามมีภาพรวมออกมาดี ก็จะมีเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน แต่เมื่อใดที่ตลาดมีภาพรวมว่ากำลังย่ำแย่ นักลงทุนต่างชาติก็จะถอนการลงทุน และไปหาที่ลงทุนใหม่ทีดีกว่า
แม้ว่าคุณจะไม่ได้เทรดหุ้น แต่ในฐานะ Forex เทรดเดอร์ คุณก็ควรจะใส่ใจกับตลาดหุ้นในประเทศที่สำคัญ ถ้าตลาดหุ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งเริ่มจะมีประสิทธิภาพดีกว่าตลาดหุ้นในประเทศอื่น คุณก็ควรจะรู้ด้วยเพราะว่าเงินอาจไหลออกจากประเทศที่ตลาดหุ้นซบเซาไปสู่ประเทศที่มีการลงทุนที่แข็งแกร่งกว่า และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าสกุลเงินของประเทศที่มีตลาดหุ้นแข็งแกร่งแข็งค่าตาม ในขณะที่ค่าของสกุลเงินของประเทศที่มีตลาดหุ้นอ่อนแอนั้นอ่อนค่าตามตลาดหุ้นไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวคิดทั่วไปคือ : ตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง ทำให้ค่าสกุลเงินแข็งแกร่ง และ ตลาดหุ้นที่อ่อนแอ ทำให้ค่าสกุลเงินอ่อนแอด้วย ถ้าคุณซื้อสกุลเงินของประเทศที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นแข็งแกร่ง และขายสกุลเงินที่มีตลาดหุ้นที่อ่อนแอ คุณก็สามารถที่จะทำกำไรอย่างงามได้

ดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญทั่วโลก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ (Dow Jones Industrial) เป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นชั้นนำในสหรัฐอเมริกา สามารถใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบดูว่าบริษัทชั้นนำ 30 บริษัทที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปซื้อขายหุ้นนั้นมีสถานภาพเป็นอย่างไรบ้าง แม้จะมีชื่อว่า Industrial แต่บริษัทเหล่านี้แทบจะไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหรรมการผลิตสินค้าเลย แต่กลายเป็นตัวแทนของบริษัทยักษ์ใหญ่บางบริษัทในสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นที่จับตามองอยากมากจากนักลงทุนทั่วโลก และกลายเป็นดัชนีบ่งชี้ความเชื่อมั่นของตลาดที่สำคัญ จึงทำให้มีความไวต่อเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก
บริษัทที่อยู่ในดาวน์โจนต่างเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่คุณอาจมีส่วนร่วมในบางสิ่งอยู่ทุกวัน เช่น AT&T, McDonalds, หรือ Intel และบริษัทเหล่านี้เองที่อยู่ในกลุ่มดาวน์โจนส์ 

Standard & Poor 500 หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ S&P 500 เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักของราคาหุ้นของบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัท ถือว่าเป็นกลุ่มผู้นำสำหรับเศรษฐกิจอเมริกัน และยังใช้ในการดูทิศทางของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด้วย
นอกจาก ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ S&P 500 เป็นดัชนีซื้อขายที่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่มีทั้ง กองทุนรวม กองทุนแลกเปลี่ยนซื้อขายและกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนบำนาญ ซึ่งถูกก่อตั้งมาเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของดัชนี S&P 500 ในสหรัฐอเมริกาเงินหลายร้อยพันล้านดอลลาร์สหรัฐได้นำมาลงทุนในรูปแบบนี้

NASDAQ เป็นชื่อย่อของ National Association of Securities Dealers Automated Quotationsหมายถึงสามคมตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ตามใบเสนอราคาโดยอัตโนมัติแห่งชาติ ซึ่งก็คือ ตลาดหุ้นที่ทำการค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยบริษัทและองค์กรทั้งหมดประมาณ 3,700 แห่ง และยังเป็นตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

Nikkei (นิกเกอิ) นั้นคล้ายกับ Dow Jones Industrial คือ เป็นค่าเฉลี่ยที่มากที่สุดและใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เป็นราคาเฉลี่ยน้ำหนักของบริษัทชั้นนำ 225 บริษัท จึงเป็นตัวสะท้อนภาพของตลาดโดยรวมในญี่ปุ่น บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนิกเกอิ ได้แก่ Toyota, Japan Airline และ Fuji Film เป็นต้น

DEX เป็นชื่อย่อของ Deutscher Aktien Index คือ ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศเยอรมนี ที่ประกอบด้วยบริษัทที่มีฐานะมั่นคง 30 บริษัท ที่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นแฟรงค์เฟิร์ต และเนื่องด้วยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน จึงทำให้ DAX กลายเป็นดัชนีที่มีการจับตาดูกันมากที่สุดในยุโรป ตัวอย่างบางบริษัทที่อยู่ใน DEX เช่น Adidas, BMW, Deutsche Bank เป็นต้น

Down Jones Euro stock 50 index คือ ดัชนีของบริษัทชั้นนำที่มีพื้นฐานดีเยี่ยมในโซนยุโรป ประกอบด้วยกว่า 50 บริษัท ของ 12 ประเทศในแถบยูโรโซน ก่อตั้งขึ้นโดย บริษัท Stoxx Ltd., ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ Deutsche Boerse  AG, Dow Jones & Company และ SIX Swiss Exchange

FTSE อ่านว่า Footsie (ฟุ๊ซซี่) เป็นดัชนีที่ติดตามประสิทธิภาพของบริษัทที่ส่วนใหญ่นั้นมีทุนสูง ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นลอนดอนประเทศอังกฤษ
FTSE มีดัชนีหลายอย่าง เช่น FTSE 100, FTSE 250 ขึ้นอยู่กับจำนวนของบริษัทที่ร่วมอยู่ในกลุ่มดัชนีนั้น

Hang Seng หรือ ดัชนีฮังเส็ง เป็นดัชนีของตลาดหุ้นฮ่องกง จะมีการทำบันทึกและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นของบริษัทที่รวมอยู่ในกลุ่มดัชนีแบบรายวัน ทำให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานโดยรวมของตลาดหุ้นฮ่องกงได้

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและ Forex
ประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับการนำข้อมูลจากตลาดหุ้นทั่วโลกมาใช้เพื่อการตัดสินใจในตลาด Forex ก็คือ การหาคำตอบที่ว่า สิ่งไหนที่เป็นตัวชี้นำกันแน่ ระหว่างตลาดหุ้น และ Forex มันก็เหมือนกับคำถามโลกแตกที่ว่า “ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ?”  
แนวคิดพื้นฐานคือ เมื่อตลาดหุ้นมีทิศทางที่ดี มีความเชื่อมั่นในประเทศนั้นๆว่ากำลังเติบโตได้ดี ทำให้มีเงินทุนจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาลงทุน ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างความต้องการค่าสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ทำให้ค่าสกุลเงินนั้นแข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับค่าสกุลเงินอื่น ในทางกลับกัน ถ้าตลาดหุ้นภายในประเทศมีปัญหา ความเชื่อมั่นก็ลดลง นักลงทุนต่างชาติก็ไม่อยากจะลงทุนต่อจึงนำเงินลงทุนเปลี่ยนกลับเป็นสกุลดั้งเดิมของตนเอง
แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงสองปีที่ผ่านมาหลักการนี้ใช้ไม่ได้กับประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น บ่อยครั้งที่ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ไม่ได้มีน้ำหนักสำหรับค่าเงินดอลลาร์และเยนของตนเองเลย ก่อนอื่นลองมาดูความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีดาวน์โจน และ นิกเกอิ เพื่อให้เห็นว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีการดำเนินการที่ที่เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงศตวรรษใหม่ ในปี 2000 ดัชนีดาวน์โจนส์ของสหรัฐอเมริกา และนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ก็เคลื่อนที่ไปด้วยกันเหมือนคู่รักที่จูงมือกันในวันวาเลนไทน์ มีจังหวะขึ้นลงไปพร้อมกัน และยังสังเกตเห็นว่า บางครั้งดัชนีตัวหนึ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หรือ อ่อนค่าลงก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนที่ตามดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมักจะมีทิศทางไปในทางเดียวกัน


ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและสกุลเงิน

Nikkei and USD/JPY
ก่อนที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาวะถดถอย ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2007 เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำมากที่สุด การเติบโตของ GDP ลดลงติดต่อกัน นิกเกอิและ USD/JPY มีความสัมพันธ์ที่ผกผันตรงกันข้ามกัน นักลงทุนต่างเชื่อว่า ประสิทธิภาพของตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะสะท้อนถึงสถานะของประเทศ ดังนั้นการลงทุนอย่างมหาศาลในนิกเกอิ ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อไหร่ก็ตามที่ปริมาณการลงทุนใน นิกเกอิ ลดลง คู่สกุลเงิน USD/JPY ก็จะมีทิศทางเป็นขาขึ้นด้วย

 

แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ที่เคยมีก็เปลี่ยนไป กลายเป็นบ้าคลั่ง ดัชนีนิกเกอิ และ USD/JPY ที่เคยเคลื่อนที่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม ก็กลายเป็นเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน
         
Dow Jones and USD/JPY
คราวนี้เราลองมาดูความสัมพันธ์ระหว่าง USD/JPY และดาวน์โจนส์กันบ้าง จากสิ่งที่คุณอ่านก่อนหน้านี้คุรอาจคิดว่า USD/JPY และ ดาวน์โจนส์ต้องมีความสัมพันธ์กัน อย่างไรก็ดี เมื่อดูชาร์ตด้านล่างคุณจะทราบว่ามันไม่เชิงว่าจะเป็นเช่นนั้น เหมือนว่าความสัมพันธ์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก


ลองดูที่ดาวน์โจนส์ มีการดีดตัวขึ้นมาที่ 14,000 เมื่อปลายปี 2007 ก่อนที่จะร่วงลงมา ในปี 2008 และในเวลาเดียวกัน USD/JPY ก็ร่วงลงมาด้วย แต่ลักษณะการเคลื่อนที่ไม่รวดเร็วเหมือนดาวน์โจนส์
สิ่งนี้สามารถเตือนเราได้ว่า เราต้องคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน ควบคู่กับเทคนิคอล และ ความเชื่อมั่นของตลาดเสมอ อย่าใช้แค่ความสัมพันธ์ของตลาด เพราะมันไม่สามารถการันตีความแม่นยำได้





ขอบคุณข้อมูลจาก babypips.com
แปลโดย PipsHunter THFX

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นโยบายการเงิน



นโยบายการเงิน
เมื่อเราคุยกันถึงธนาคารกลางก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่พูดถึง "นโยบายการเงิน"  โดย หน้าที่หลักของธนาคารกลางทั้งหลายต่างก็มีเป้าหมายหลักๆที่เหมือนกัน คือ การนำพาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต และรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยธนาคารกลางที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับอิสระไม่มากมากก็น้อยจากรัฐบาล ทีรู้จักกันดีคือ ECB, FED, BOJ, BOE ซึ่งเป็นอิสระ แต่บางหน่วยงานก็เชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐบาลเช่นในประเทศจีน
และเครื่องมือที่จะทำให้งานของพวกเขาบรรลุเป้าหมายได้ก็คือ "นโยบายการเงิน" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขา ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้
  • อัตราดอกเบี้ยที่ผูกติดอยู่กับมูลค่าของเงิน
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ
  • ปริมาณเงิน
  • ความต้องการสำรองของธนาคาร
  • ลดช่องว่างในการกู้ยืมแก่ธนาคารพาณิชย์

ประเภทของนโยบายการเงิน
รูปแบบของนโยบายการเงินจะแบ่งเป็น 3 เภทที่แตกต่างกัน คือ
Contractionary หรือ Restrictive monetary policy คือ นโยบายการเงินที่เข้มงวด เป็นนโยบายที่จะเกิดขึ้นเมื่อต้องการลดปริมาณเงิน นอกจากนี้ยังใช้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย
Expansionary monetary policy คือ นโยบายเพื่อการขยายตัว หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงิน จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน หรือลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะมีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่นโยบายการเงินที่เข้มงวดจะถูกใช้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อหรือยับยั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 
- Neutral monetary policy คือ การดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นกลางซึ่งจะไม่มุ่งเน้นที่จะสร้างความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ ต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ
สิ่งสำคัญที่จะต้องจำไว้เกี่ยวกับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ คือ เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางปรกติจะอยู่ที่ 2% ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้ออกมาบอกให้เราทราบว่ามันคือเป้าหมายนะ แต่ว่าการดำเนินงานของพวกเขาจะมุ่งมั่นเพื่อที่จะให้ได้เป้าหมายประมาณนี้  เพราะพวกเขารู้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่พอเหมาะนั้นดีต่อเศรษฐกิจ แต่อัตราเงินเฟ้อที่มากเกินไปสามารถทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ, งานของพวกเขา และท้ายที่สุด เงินของพวกเขา
และการที่มีระดับเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อ ก็เป็นการช่วยให้นักลงทุนในตลาดสามารถเข้าใจ และคาดเดาได้ว่านาคารกลางจะจัดการกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของพวกเขายังไง
ตัวอย่างเช่น
ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมของปี 2010  อัตราเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นถึง 3.5% จาก 2.9% ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ด้วยอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% ซึ่งอัตราใหม่ที่ 3.5% นั้นเป็นอัตราที่สูงเกินกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BoE) ได้ติดตามผลรายงานด้วยความมั่นใจว่ามันเกิดจากปัจจัยชั่วคราที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเพื่อจะปรับให้อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับเป้าหมาย BoE  ก็จะใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือ
นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เป็นการดีที่จะรู้ว่านาคารกลางจะทำหรือไม่ทำอะไรที่มีความสัมพันธ์กับเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย (เราเคยเขียนเรื่องความสำคัญของอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว ถ้าใครยังไม่เข้าใจให้ไปดูได้ที่บทความก่อนหน้าhttp://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=213 )
เพราะเทรดเดอร์ต้องการความมั่นคง ธนาคารต้องการเสถียรภาพ และ สภาพเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ดังนั้นการรู้ว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน ก็จะเป็นการช่วยให้เราเข้าใจว่าทำธนาคารกลางจึงทำในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป

 นโยบายการเงิน

วงจรการหมุนเวียนของนโยบายการเงิน
โดยปรกติแล้ว การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการดำเนินโยบายการเงินจะค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นทีละน้อย เพราะการปรับขึ้นอัตราดิกเบี้ยที่รุนแรงจะทำให้ธนาคารกลางเกิดความวุ่นวาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระบบ ทำให้เรามักจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 0.25-1% ในช่วงระยะเวลาของการปรับอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้ง
และส่วนหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงนี้คือระยะเวลาที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนอัตราตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะกินระยะเวลาหลายเดือนหรืออาจจะใช้เวลาเป็นหลายปี (เพราะปรับได้ทีละนิด) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะเหมือนกับการเหยียบเบรครถยนต์ ในขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้นสามารถทำได้เหมือนกับการเหยียบคันเร่ง
ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินที่จะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี


ความรู้เพิ่มเติม
อัตราดอกเบี้ย กับ Forex

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.babypips.com/school/411-on-monetary-policy.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX

ประเภทของ Forex Broker



ประเภทของ Forex Broker
บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินเทรดเดอร์พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องโบรคเกอร์ ที่จะมาพร้อมกับข้อข้องใจมากมายว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับโบรคเกอร์กันก่อนว่ามีกี่ประเภท แล้วเค้าทำงานกันยังไง เพื่อเลือกดูว่าแบบไหนที่โดนใจเรามากที่สุด

ประเภทของโบรคเกอร์
ขั้นตอนแรกของการเลือกโบรคเกอร์คือ หาสิ่งที่คุณต้องการ และสำหรับโบรคเกอร์ ก็จะมีอยู่ 2  ประเภทหลัก คือ
-  Dealing Desks (DD) หรือที่เรียกว่า Market Makers
-  No Dealing Desks (NDD) สามารถแยกย่อยได้อีก คือ
   -  Straight Through Processing (STP) คือ การประมวลผลโดยตรง
   -  Electronic Communication Network + Straight Through Processing (ECN+STP) คือ  ระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บคำสั่งซื้อที่ตรงกัน + การประมวลผลโดยตรง


ประเภทของโบรคเกอร์


Dealing Desks (DD) หรือ Market Makers คืออะไร ?
Dealing Desks คือ โบรกเกอร์ที่ดำเนินการผ่านเคาน์เตอร์จัดการ (DD) โบรกเกอร์จจะสร้างรายได้ผ่านค่าสเปรด และการซื้อขายกับลูกค้าของพวกเขา และที่ได้ชื่อว่า Market Makers ก็เพราะว่าโบรคเกอร์ประเภทนี้จะสร้างราคาอัตราแลกเปลี่ยนเทียมขึ้นมาสำหรับลูกค้าของเขา ตอนนี้คุณแจจะกำลังคิดว่ามันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของคุณ แต่อันที่จริงแล้วไม่เลย เพราะ Market Makers จะทั้งซื้อและขายในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้แยแสกับการตัดสินใจซื้อขายของลูกค้าเลย
และเมื่อ Market Makers เป็นผู้ควบคุมราคาเอง ทำให้มีความเสี่ยงที่น้อยมากในการตั้ง Fixed Spread (ค่าสเปรดคงที่) และลูกค้าของโบรคจะไม่เห็นราคาที่แท้จริงจากตลาดระหว่างธนาคาร แต่ไม่ต้องกลัวเมื่อเห็นว่าโบรคเกอร์ที่เป็น DD มีราคาปิดไม่ตรงกันกับตลาดระหว่างธนาคาร (ตลาดกลาง) การซื้อขายโดยใช้เคาน์เตอร์จัดการ (DD) มีการดำเนินงานดังนี้

ประเภทของโบรคเกอร์

สมมติว่าคุณเปิดคำสั่งซื้อสำหรับ EUR / USD 100,000 หน่วย กับโบรกเกอร์ที่เป็น DD และเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณ ขั้นแรกโบรคเกอร์จะพยายามหาคำสั่งขายของลูกค้าอื่นๆเพื่อมาจับคู่กับออเดอร์ซื้อของคุณ หรือไม่ก็จะส่งออเดอร์ของคุณไปให้ฝ่ายบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัท ซึ่งก็คือนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินอยู่แล้ว ซึ่งการทำแบบนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของพวกเขาได้ เพราะโบรคเกอร์จะได้เงินจากค่าสเปรดโดยไม่ต้องรับถือออเดอร์ที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับออเดอร์ของคุณ แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่สามารถจับคู่คำสั่งให้กับลูกค้าได้ พวกเขาก็จะต้องถืออเดอร์ฝั่งตรงข้ามให้กับลูกค้าเอง และคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่า บรรดาโบรคเกอร์ทั้งหลาย ต่างก็มีนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรที่จะตรวจสอบโบรกเกอร์ของคุณด้วยว่า นโยบายบริหารความเสี่ยงของพวกเขาเป็นเช่นไร

No Dealing Desk Broker คืออะไร?

ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า No Dealing Desk (NDD) นั่นก็คือ โบรคเกอร์ที่ไม่ส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าผ่านเคาน์เตอร์จัดการ ซึ่งหมายความว่าโบรคเกอร์ไม่ได้หาผลประโยชน์จากด้านอื่นในการเทรดของลูกค้าเลย ที่โบรคเกอร์ทำก็เพียงแค่เชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันเท่านั้น

ประเภทของโบรคเกอร์


NDDs เป็นเหมือนผู้สร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองที่ NDDs สามารถเรียกเก็บค่านายหน้าที่มีขนาดเล็กมากสำหรับการซื้อขาย หรือโดยแค่ค่าสเปรดเพียงเล็กน้อย NDD โบรคเกอร์ ยังสามารถเป็นได้ทั้ง STP หรือ STP+ECN


โบรกเกอร์ STP คืออะไร ?
STP ตือ โบรคเกอร์ที่มีระบบการประมวลผลโดยตรง โบรกเกอร์บางแห่งอ้างว่าพวกเขาเป็นโบรกเกอร์ ECN แต่อันที่จริงแล้ว พวกเขาเพียงแต่มีระบบการประมวลผลโดยตรง โบรกเกอร์ที่มีระบบ STP จะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าตรงไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องของพวกเขาซึ่งเข้าถึงตลาดระหว่างธนาคารได้โดยตรง
โบรกเกอร์ NDD STP มักจะมีผู้ให้บริการสภาพคล่องจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริการสภาพคล่องแต่ละที่ก็จะมีการเสนอราคาและขอราคา (Bid- Ask) ของตัวเอง สมมุติว่า โบรกเกอร์ NDD STP ของคุณมีผู้ให้บริการสภาพคล่อง 3 แห่ง ในระบบของโบรคเกอร์ พวกเขาก็จะเห็นการเสนอราคาและขอราคา ของสามแห่งที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเหมือนรูปด้านล่างนี้

ประเภทของโบรคเกอร์

ในระบบของพวกเขาก็จะเห็นการเสอราคาและขอราคาที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด จากตารางตัวอย่าง ราคาที่ดีที่สุดของการเสนอราคา (Bid) คือ  1.3000 (คุณต้องการขายสูง) และราคาที่ดีที่สุดของการขอราคา (Ask) คือ 1.3001 (คุณต้องการซื้อต่ำ) ดังนั้นราคา Bid/ Ask ตอนนี้คือ 1.3000/1.3001
แต่ว่าคุณจะไม่เห็นราคานี้ เพราะว่าโบรคเกอร์ไม่ได้ทำงานด้านการกุศล ดังนั้นโบรคเกอร์ก็จะคิดค่าบริการต่างๆเหล่านี้ โดยการเพิ่มขนาดราคามาร์คอัพขึ้นอีกนิดหน่อย ซึ่งปรกติการเพิ่มขนาดนี้จะคงที่ ถ้านโยบายของพวกเขาคือการเพิ่มมาร์อัพเข้าไปอีก 1 จุด ดังนั้นราคาที่คุณจะเห็นที่เพลทฟอร์ม(MT4) ของคุณก็จะเป็น 1.2999/1.3002  ดังนั้น คุณจะเห็น ค่า Spread เป็น 3 จุด ซึ่งเพิ่มมาจาก Spread จริงๆที่มีเพียง 1 จุด
และเมื่อคุณตัดสินใจที่จะซื้อ EUR / USD 100,000 หน่วย ที่ราคา 1.3002  ใบสั่งซื้อของคุณจะถูกส่งผ่านโบรกเกอร์ไปยังผู้ให้สภาพคล่องแห่งใดแห่งหนึ่งที่โบรคเกอร์มีอยู่ และถ้าคำสั่งซื้อของคุณได้รับการยอมรับจากผู้ให้สภาพคล่องแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ผู้ให้สภาพคล่องแห่งนั้นก็จะขาย EUR / USD 100,000 หน่วยในราคา 1.3001 และคุณจะได้ซื้อ EUR / USD 100,000 หน่วยในราคา 1.3002 โบรกเกอร์ของคุณจะได้รับส่วนต่าง 1 จุดเป็นรายได้
และการที่มีการเปลี่ยนราคาเสนอซื้อขาย (Bid/ Ask) ก็คือเหตุผลว่าทำไม โบรคเกอร์ STP ส่วนใหญ่มีค่าเสรปดที่ผันแปลตลอดเวลา ถ้าสเปรดของผู้ให้บริการสภาพคล่องของพวกเขาเพิ่มขึ้น โบรคเกอร์ก็ต้องขยายสเปรดขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่มีทางเลือก แต่ก็มีบางโบรคเกอรื STP ที่เสนอค่าสเปรดคงที่ให้ลูกค้า แต่ส่วนมากจะมีสเปรดที่ผันแปรมากกว่า

โบรกเกอร์ ECN คืออะไร ?
ECN ก็คือ ระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บคำสั่งซื้อที่ตรงกัน ดังนั้นโบรกเกอร์ ECN ก็คือ โบรคเกอร์ที่จับคู่คำสั่งของลูกค้าในเครือข่าย ECN ของตนเอง ซึ่งลูกค้าในเครือข่ายนี้อาจจะเป็นธนาคาร เทรดเดอร์รายย่อย หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยง หรือแม้แต่โบรคเกอร์อื่นๆ โดยสิ่งที่สำคัญก็คือ การที่ผู้เข้าร่วมในระบบแต่ละคน ต่างก็จะแข่งกันเสนอราคาซื้อขาย และ ECNs ยังช่วยให้ลูกค้าของพวกเขาเห็น "ความเป็นไปของตลาดจริงๆ" ซึ่งจะแสดงคำสั่งซื้อและขายของนักลงทุนในตลาดอื่นๆด้วย เพราะธรรมชาติของ ECN จึงเป็นการยากที่จะเพิ่มค่าสเปรด ดังนั้น โบรคเกอร์ ECN มักจะได้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยจาก "ค่าคอมมิสชั่น" ที่เรียกเก็บจากเราเท่านั้นเอง




ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.babypips.com/school/different-types-of-brokers.html
แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Joe Chalhoub Forex trader ผู้ไม่ยอมแพ้

Chalhoub เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ในบริษัทแห่งหนึ่ง ก่อนจะหันมาเป็น Forextrader เขาเริ่มเทรดค่าเงินเมื่อหลายปีก่อน โดยในช่วงสามเดือนแรก การเทรดของเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขาเล่าให้ฟังว่า “ผมยังจำได้ตอนที่ผมเสียเงินทั้งหมดของผมไป ตอนนั้นผมคิดว่าผมอยากจะเลิกเทรด แต่ว่าผมก็เลิกไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเลิกตอนนั้น มันอาจจะหมายถึงผมได้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตไปก็ได้ ตอนนั้นผมเลยเพียงแค่หยุดเทรดชั่วคราวไปก่อน…


หลังจากนั้นเขาได้เริ่มที่จะสังเกต ศึกษาวิเคราะห์ และฝึกฝนอย่างหนัก  ”ผมเริ่มที่จะสังเกตุเฝ้าดูตลาดว่าอะไรทำให้มันเคลื่อนไหวบ้าง”  เขาเริ่มศึกษาการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคว่าแต่ละตัวมันสามารถทำนายตลาดได้อย่างไร และเขาจะใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้อย่างไร เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงเทคนิคที่นักเทรดที่มีประสบความสำเร็จใช้กันเป็นอย่างไรอย่างหนัก…..
“ผมเปิดบัญชีเดโมขึ้นมาและเทรดค่าเงินจำลองในเทคนิคต่างๆ โดยติดตามดูผลงานของมันอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ศึกษามา 1 ปี หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานนับปี กับความล้มเหลวในการเทรดที่นับครั้งไม่ถ้วน ผมก็ได้เข้าใจถึงวิถีแห่งกลยุทธ์ของผมเองและเริ่มที่จะทำกำไรได้ในแต่ละเดือน”
คำแนะนำสำหรับมือใหม่จาก Joe Chalhoub 
ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ มีเทรดเดอร์เพียงแค่ 5% เท่านั้นที่ประสบความสาเร็จ แล้วสิ่่งที่แตกต่างของกลุ่มคน 5% นี้คืออะไร???  สิ่งสาคัญอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาทุ่มเทอย่างหนัก!!! การเทรดฟอร์เร็กซ์ไม่ได้เป็นงานง่าย และ ใครก็ตามที่บอกคุณว่าสามารถทำให้คุณรวยได้ภายในคืนเดียว อย่าเชื่อเขาเด็ดขาด!!!!
นอกจากนี้คุณต้องจำไว้ว่า “อย่ารีบเทรด” ตลาดฟอร์เร็กซ์ไม่ได้หนีไปไหน มันจะอยู่ตลอดไป และอย่างน้อยคุณควรให้เวลาตัวเองศึกษา 6 – 12 เดือนในการวิเคราะห์ อ่าน ฝึกฝน และสร้างกลยุทธ์การเทรดของคุณเองก่อนที่จะเริ่มเทรดเงินจริงๆ มันจะต้องใช้การอุทิศเวลาอย่างมหาศาล แต่ว่าในท้ายที่สุดมันจะทาให้คุณไปถึงเป้าหมาย สำหรับเรื่องกลยุทธ์และวิธีการเทรดผมจะไม่เปิดเผยกลยุทธ์ของผมทั้งหมด แต่ผมจะแนะนำอะไรบางอย่างให้คุณ ซึ่งผมเชื่อว่ามันน่าจะช่วยให้การเทรดของคุณดีขึ้น
1 วินัย : คุณต้องมีกฏในการเทรด และต้องเทรดเมื่อมันตรงตามเงื่อนไขของคุ และถ้ามันไม่เข้าเงื่อนไข ก็อย่าเทรด ผมว่ามันเป็นเรื่องยากในการที่จะห้ามใจ เพราะหลายคนที่ก้าวเข้าตรงนี้ มักจะเสพติดมัน แต่เชื่อเหอะมันจำเป็นถ้าคุณอยากจะอยู่ในตลาดนี้ให้ได้
2 การบริหารกำไรและขาดทุนในแต่ละการเทรด : คุณต้องมี stop loss และจำไว้ว่าเมื่อได้กำไรแล้วอย่ากลับมาขาดทุน 
มันเป็นหัวใจหลักของการเทรดที่ดี ผมจะปิดทุกออร์เดอร์ ถ้าวันนั้นผมติดลบ 60 จุด หรืออีกแง่หนึ่ง ผมจะ ตั้ง trailing stop สำหรับออร์เดอร์ที่มีกำไรแล้ว 25 PIP ซึ่งหมายความว่ากำไรของผมจะไม่ต่ำกว่า 25 จุด และผมสามารถไปทำอะไรที่ไหนก็ได้ ผมว่ามันบ้าสิ้นดี ถ้าผมได้กำไรแล้ว ผมกลับคืนเงินให้กับตลาดไปตอนสิ้นวัน มันเหมือนคุณทำงานประจำได้เงินวันละ 1000 บาท พอเลิกงานคุณเดินเอาเงิน 1000 ไปคืนให้เจ้านาย คุณว่ามันบ้าไหมล่ะ ….
3 อย่าพึ่งเทรดตอนนี้ : สิ่งสาคัญที่สุดในการเทรด บางครั้งคือการไม่เทรด
ผมจะตัดสินใจอย่างนี้นะครับ ถ้าผมดูกราฟแล้วไม่เห็นว่ามีการเคลื่อนไหว หรือว่าไม่มีข่าวออกในวันนี้เลย ในกรณีนี้มันจะดีกว่ามาก ถ้าเราจะรอให้ตลาดมันมีความผันผวน ผมอยากจะแนะนานักเทรดทั้งหลายว่า ไม่ควรจะเทรดในช่วงวันแรกของเดือน ผมจะเริ่มเทรดตอนวันศุกร์แรกของเดือนเมื่อข่าว “NonFarm payroll” ออกมาแล้วเท่านั้น
4 การวิเคราะห์: ผมใช้ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิคในการเทรด 
พื้นฐานจะบอกเทรนหรือแนวโน้มของตลาด และการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะใช้หลังจากที่เราสามารถระบุเทรนได้แล้ว การวิเคราะห์พื้นฐาน
และการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นต้องใช้ด้วยกัน และ ถ้าใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันอาจจะนำไปสู่ความเสียหายได้
5 เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค 
ในตลาดฟอร์เร็กซ์มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคมากมาย ซึ่งหลาย ๆคนใช้ ส่วนตัวผมใช้ ADX และ Bollinger Bands ในการวิเคราะห์เทรนและการแกว่งตัว และก็ใช้ RSI ในการวิเคราะห์จุด over bought หรือ oversold ใช้เส้น Moving Average ในการบอกสัญญาณ และ สำคัญที่สุดคือ FIBONACCI  ผมแนะนำให้เทรดเดอร์ประยุกต์ใช้เทคนิคเหล่านี้ในการยืนยันสัญญาณการเทรด โดยเทรดไปในทางเดียวกับพื้นฐานที่เราวิเคราะห์ไว้
สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ การเทรดฟอร์เร็กซ์ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆครั้งที่เราเสียเงิน เราจะรู้สึกว่าเราโดนโกง หรือมีใครบางคนกาลังหลอกลวงเพื่อเอาเงินจากกระเป๋าเราอยู่ แต่ความจริงแล้วที่เราเสียเงินนั้นมันเป็นเพราะตัวเราเอง จำไว้ว่าเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คนไม่ได้ฉลาดกว่าเรา พวกเขาไม่ใช่อัจฉริยะมาจากนอกโลก แต่ความจริง ก็คือ ยิ่งคุณทุ่มเทมากเท่าไหร่ คุณยิ่งเข้าใกล้การเป็นเทรดเดอร์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่ารีบ เพราะว่างานนี้ ต้องการการอุทิศตนและ
การทุ่มเทอย่างหนัก

Rudy Leder เทรดเดอร์ค่าเงินชาวอเมริกัน

Rudy Leder เทรดเดอร์ค่าเงินชาวอเมริกัน เรื่องราวความเป็นมาของเขาไม่ได้มีอะไรแปลกพิศดาร จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้ต่างไปจากเทรดเดอร์หลายๆคนที่เข้าสู่วงการเทรด เริ่มแรกเขาเพียงต้องการหางานอิสระให้กับตัวเอง เพราะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำที่ต้องทำมากกว่า 60 ชั่วโมงต่ออาทิตย์เพื่อทำให้คนอื่น (นายจ้าง) รวย ซึ่งถ้าเขาอยากได้เงินเพิ่มเขาก็ต้องทำโอที แต่นั่นก็ไม่ทำให้ตำแหน่งของเขาปรับขึ้น งานของเขา มันเป็นงานที่คนอื่นๆเรียกมันว่า ”งานที่ไร้อนาคต” ตอนนั้นเขายังเด็กและไม่ได้มีเงินเก็บเลย แต่เขามีบางอย่างที่หลายคนไม่มี ขามีความกล้าที่จะออกไปจากสถานการณ์แบบนั้น พร้อมด้วยแรงผลักดันอันแรงกล้าจากภายใน และเนื่องจากเขามีความหลงใหลในตลาดเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น เขาจึงรู้ทันทีว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจะเป็น 

ในช่วงแรก เขาเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับความพยายามคิดหาหนทางที่จะเอาชนะตลาดให้ได้ แล้วในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เขาพยายามอยู่นั้นมันไม่ต่างอะไรกับการไม่ได้ทำอะไรเลย!!!
หลังจากนั้น เขาตั้งหน้าตั้งตาอ่านทุกสิ่่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเทรดค่าเงิน ทั้งจากหนังสือ อินเตอร์เน็ต มันมีสิ่งที่ต้องอ่านมากมายจริงๆ ทั้งหมดที่เขาทำ เขานั่งศึกษาและเรียนรู้มันอยู่ที่บ้านของเขา ไม่ต้องมีเจ้านาย ไม่ต้องมีต้นทุน มันเป็นอะไรที่ใครๆ ก็ทำได้ “ผมตื่นเต้นมากจริงๆ ในตอนนั้น ผมจึงลองเปิดบัญชี Demo และโหลดโปรแกรม MT4 มาเทรด โดยผมดูวิธีเทรดจาก  YouTube เป็นส่วนใหญ่”  หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็เทรดค่าเงินเป็นอาชีพมาตลอดเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ในช่วงแรก เขาไปลงเรียนกับอาจารย์สอนเทรดหลายๆคน พอเรียนจบกับคนนี้ก็ไปเรียนต่อกับคนนั้น ไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดเขาก็เริ่มคิดได้ว่า จริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะทุกคนมีมุมมอง วิธีคิดหรือปรัชญาในการมองตลาดที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณจำเป็นต้องค้นหาวิธีเทรดด้วยตัวของคุณเอง คนที่ช่วยสอนเทรดส่วนใหญ่จะให้คุณได้มากในเรื่องของ basic เกี่ยวกับตลาดค่าเงิน และทำให้คุณเข้าใจภาพรวมของตลาดรวมถึงปัจจัยที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ แต่สุดท้ายแล้ว คุณจะเทรดอย่างไร คุณต้องหามันเอง!!!!!!
“แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่าอาจารย์สอนเทรดเก่งๆ ก็มีอยู่บ้าง แม้จากประสบการณ์โดยตรงของผมที่เป็นทั้งผู้เข้าเรียนและผู้สอน ผมรู้สึกว่าคนที่เข้าเรียนได้รับประโยชน์จากการอบรมเพื่อจะเป็นเทรดเดอร์อิสระไม่มากนัก สถาบันอบรมเหล่านี้ จะแสดงผลกำไรให้คุณเห็นว่าเขาสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นรายวัน รายสัปดาห์ที่เหลือเชื่อ จนคุณอดใจไม่ไหวต้องจ่ายเงินค่าเรียนเทรดให้พวกเขาจำนวนมาก ในความเห็นของผมโดยสัตย์จริง ผมมองว่าถ้าผู้สอนเหล่านี้รู้จริงเกี่ยวกับการเทรดค่าเงิน และสามารถบอกผู้เรียนได้ถึงอุปสรรคต่างๆ ในการเทรดได้อย่างครบถ้วน ก็น่าจะมีคนที่ประสบความสำเร็จในการเทรดมากกว่านี้”
คุณคิดว่าในการสอนของผู้สอนเทรดส่วนใหญ่ ขาดอะไรไปบ้าง
“อืม ผมเชื่อว่าผู้สอนเทรดเหล่านั้น รู้สึกว่าเขาควรจะต้องสอนทุกอย่างให้แก่นักเรียนของเขามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้นักเรียนเหล่านั้นได้ข้อมูลคุ้มค่ากับค่าเล่าเรียน แต่สุดท้ายผู้สอนมักจะให้บทเรียนที่มากเกินไปจนนักเรียนของเขาไม่สามารถรู้อะไรได้อย่างถ่องแท้เลยสักอย่าง” เวลาที่เรียนอะไรก็ตามเกี่ยวกับวิธีหรือหลักการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเทรดนั้น คุณไม่ได้ต้องการน้ำน้ำหรอก สิ่งที่คุณต้องการคือเนื้อแท้หรือแก่นจริงๆ ที่จะได้ใช้ในการเทรดเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว อะไรก็ตามที่อาจารย์พยายามจะยัดเยียดให้ คุณไม่เคยได้ใช้มันหรอก คุณต้องจำไว้ว่า “น้อยดีกว่ามาก” แต่คุณต้องรู้ไอ้ที่น้อยๆ นั้นอย่างลึกซึ่ง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด
ถ้าคุณยังนึกภาพไม่ออกเกี่ยวกับสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ ขอให้คุณจินตนาการว่า ด้วยเงิน $19.99 ระหว่างการกินไก่ KFC 20 ชิ้น กับ การกิน 3 ชิ้น ในข้อแม้ว่าคุณต้องกินให้หมดเท่านั้น อันไหนมันดีกว่ากันสำหรับคุณ???
คิดยังไงเกี่ยวกับ EA
“Expert Advisors หรือ EA จริงๆ ผมก็ว่ามันดีนะ มันสามารถช่วยให้งานของเราง่ายขึ้น ทำให้เราใช้เวลาอยู่หน้าจอน้อยลง  แต่ผมไม่ชอบเลย พวกที่มาขายระบบเทรด หรือ EA ผ่านเมล์หรือเว็บไซต์ต่างๆ แล้วบอกว่ามันสามารถทำเงินได้ 5% ต่อเดือน “Only $259 Get it now ” มันตลกไหม ถ้าคุณมี EA ที่สามารถทำเงินให้คุณได้ 5% ทุกเดือน ทำไมคุณจะขายมันแค่ $259 ล่ะ จริงไหม
โดยส่วนตัว ผมชอบที่จะเปิด order ด้วยตัวเองมากกว่า แต่อาจเอา EA เข้ามาช่วยในบางครั้งเพื่อติดตามผลการเทรด สำหรับผม EA มันใช้ไม่ได้ผลสักเท่าไร
หลักการคิดเกี่ยวกับการใช้ EA ก็คือคุณสามารถจำกัดการใช้เวลาในการทำสิิ่งที่คุณรักซึ่งก็คือการเทรดน้อยลง มันบ้ามากใช่ไหม ถ้างั้นแล้วเวลาว่าง คุณจะทำอะไรล่ะ ^^
ระบบเทรดและ Time Frame ที่ใช้ 
ระบบเทรดที่ผมใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยทั่วไปก็คือขนาดของพอร์ต margin ,leverage และเป้าหมายของผม แต่ในแผนของผม ผมจะเลือกวิธีเทรดแค่หนึ่งถึงสองวิธีเท่านั้น ผมจะไม่พยายามเทรดด้วยหลายๆ ระบบในหนึ่งบัญชี เพราะคุณจำเป็นต้องใช้สมาธิกับระบบหนึ่งระบบใดเท่านั้น ผมรู้ว่ามีเทรดเดอร์หลายคนอาจบอกคุณว่าพวกเขาเทรดโดยใช้ Fibonacci retracements, ดู pivots และใช้แนวรับแนวต้านเป็นรายวันเพื่อหาจังหวะเข้าเทรด นั่นอาจทำให้คุณต้องใช้ยานอนหลับเพราะโรคนอนไม่หลับ ผมชอบที่จะใช้ time frame ใหญ่หน่อย เพื่อที่จะมองทิศทางว่าคู่เงินนั้นๆจะไปทางไหนในหนึ่งถึงสามเดือนข้างหน้า ความเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของค่าเงินหนึ่งคู่นั้นมันคล้ายๆกับการที่คุณเข้าใจแฟนของคุณ และคุณต้องมีแฟนได้ทีละคน อย่ามีทีละเป็นสิบคน เพราะการจะเข้าใจใครซักคนนั้นมันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้
หลังจากผมได้ทิศทางของตลาดแล้ว ผมจึงจะลดขนาดมุมมองไปดูที่ time frame ที่เล็กลง แต่โดยทั่วไปผมจะไม่ใช้ TF ที่เล็กกว่า 30 นาที
คนประเภทไหนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ 
ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปแบบ ความเป็นมาหรือพื้นฐานเฉพาะของใครบางคน ผมคิดว่าคนจำนวนมากพยายามจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นข้ออ้างให้กับตัวเอง ผมพูดเสมอว่า ”ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้คุณก็จะทำได้”  สำหรับคำแนะนำของผมสำหรับมือใหม่ ก็คือ อย่าพยายามเรียนรู้ที่จะเทรดค่าเงิน option ,future หรือแม้แต่หุ้น แค่เพราะว่าคุณเห็นคนอื่นกำลังทำเงินจากมันได้เป็นจำนวนมาก แต่จงทำมันเพราะคุณรักในการเทรด และคุณชอบที่จะอ่านข่าว รวมถึงวิเคราะห์ชาร์ต
นอกเหนือจ่ากการเทรดแล้ว คุณทำอะไรบ้าง
ผมพยายามออกกำลังกาย ทำอาหาร อ่านหนังสือบ้าง และแน่นอนบางวันผมก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน แต่ผมก็ยังสนุกกับการทำ back test ในเวลว่างด้วยเช่นกัน

Rodrigo Villela เทรดเดอร์ค่าเงินชาวเม็กซิโก

Rodrigo Villela นักธุรกิจชาวเม็กซิโก เขาเริ่มต้นเข้าสู่วงการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลทางธุรกิจ เนื่องจากบริษัทของเขาเป็นธุรกิจนำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ ทำให้มีรายรับและต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาจำเป็นต้องใช้การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน (Hedging) ซึ่งจะมีผลต่อกำไรขาดทุนของบริษัทเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจาก Rodrigo ศึกษาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ไม่นาน เขาได้เริ่มเห็นโอกาสทำเงินในตลาดแห่งนี้ในฐานะตลาดแห่งการเก็งกำไรมากขึ้น และเนื่องจากเขาเคยเก็งกำไรในตลาดหุ้นและฟิวเจอร์มาก่อนทำให้เขาสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างในตลาดแห่งนี้ที่ตลาดหุ้นไม่มี ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจย้ายเข้าสู่การเก็งกำไรในตลาดค่าเงินอย่างจริงจัง เขาให้เหตุผลไว้หลายประการถึงความน่าสนใจในตลาดค่าเงิน
ข้อแรก ตลาด forex เป็นตลาดที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก เขากล่าวว่าเขาไม่ชอบการ day trade ในตลาดหุ้นเพราะมันมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องเทรดในหุ้นที่คุณไม่ต้องการ และเมื่อคุณซื้อหุ้น บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องสนใจเรื่องของธุรกิจของหุ้นนั้นบ้าง เพราะการซื้อหุ้นคือคุณกำลังซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ บางช่วงเวลามันแยกออกจากกันไม่ขาดจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่ราคามันไม่เป็นอย่างที่คุณคิด ดังนั้นการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจึงเป็นให้เขาปั่นป่วนในบางครั้งข้อสอง ในตลาด forex เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่าตลาดหุ้น หากคุณมีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดี ค่าเงินแม้จะผันผวนค่อนข้างมากเมื่อเราพิจารณาเป็น PIP หรือ point แต่มันไม่เคยเคลื่อนไหวเกิน 10% ในแต่ละวัน

ข้อสาม ในตลาด forex คุณสามารถ leverage เงินทุนได้เท่าที่คุณต้องการ นั่นมีความหมายมากทีเดียวสำหรับผู้ที่มีเงินทุนไม่สูงนัก ซึ่งสำหรับรายย่อยโบรกเกอร์บางแห่งให้ leverage ได้เป็น 1000 เท่า!! ว้าว แต่นั่นก็ทำให้มือใหม่หลายคนโลภได่เช่น จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง สำหรับมือใหม่ที่แยกไม่ออกระหว่างการเก็งกำไรกับการพนัน
และข้อสุดท้าย ตลาด forex สามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องทนเห็นราคาเปิดกระโดดหรือตกฮวบ (Gap) ในช่วงตลาดเปิดของเช้าวันใหม่อย่างในตลาดหุ้น ยกเว้นในวันจันทร์หลังหยุดสุดสัปดาห์ เพราะบางครั้ง อาจมีข่าวแรงๆ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิด ซึ่งเราไม่สามารถปรับพอร์ตได้ นั่นเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย
สไตล์ในการเทรดของ Rodrigo
สำหรับหลักการในการเก็งกำไร Rodrigo เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาใช้ทั้งเทคนิคคอลและปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจเข้า order และเขาไม่คิดว่าการเลือกดูกราฟหรือปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั้นจะสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว ซึ่งเขาจะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการมอนิเตอร์โอกาสในการเก็งกำไร และเลือกทิศทางตลาดที่จะเข้าเทรด
“ผมจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อมูลและข่าวทุกอย่างที่บ่งชี้ถึง สภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็น เงินในระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยของประเทศนั้นๆ และอัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบประเทศอื่น รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตร (yield curves) ฯลฯ หลังจากนั้น ผมจึงใช้เทคนิคคอลเพื่อหาจังหวะในการเข้าเทรด ผมจะไม่ใช้แค่กราฟเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อขาย เพราะว่าคุณไม่สามารถจะคาดการณ์อนาคตได้ด้วย indicator เท่านั้น ซึ่งหลังจากผมเลือกข้างโดยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแล้ว ผมจะใช้เทคนิคคอลเพื่อหาราคาที่ดีที่สุดในการเข้า order และดูกราฟเพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อใช้ในการออกและ take profit เมื่อผมเห็นว่าราคาได้วิ่งมาไกลพอแล้ว ตรงจุดนี้กราฟสามารถแสดงให้คุณเห็นได้เป็นอย่างดี ”
“และผมต้องขอบอกพวกคุณว่าคุณไม่สามารถนำระบบเทรดของคุณไปประยุกต์ใช้ในทุกๆตลาด ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ forex มันถือว่าเคลื่อนไหวช้ากว่ามาก คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในมุมมองอื่นๆ เพราะหุ้นมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของธุรกิจ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งตลาด จากนั้นจึงวิเคราะห์ตัวบริษัท สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้นมันง่ายกว่าเพราะอย่างน้อยคุณก็สามารถประเมินความถูกแพงของหุ้นได้ แต่สำหรับค่าเงินนั้นมันไม่ง่าย !!!!”
นักลงทุนหลายๆคน พยายามมองการประเมินมูลค่าของค่าเงิน ให้เหมือนกับการประเมินมูลค่าหุ้น คือคิดว่าค่าเงินหนึ่งๆ เป็นตัวแทนของประเทศนั้นๆ แล้วพยายามจะประเมินความแข็งแกร่งของประเทศ แต่เชื่อผมเหอะ กับค่าเงินคุณมันไม่ได้อยู่ในวิถีที่คุณจะประเมินความสามารถในการทำกำไรของประเทศนั้นๆได้อย่างถูกต้องหรอก มันยากที่เราจะแกะภาพหามูลค่าของประเทศ ดังนั้น การลงทุนในตลาด forex มันจึงง่ายกว่าหากคุณใช้เทคนิคคอลในการหาจังหวะเข้า order ซึ่งสำหรับผม เขาจะสนใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของค่าเงินเท่านั้น เขาจะไม่พยายามมองให้ประเทศ อยู่ในรูปของบริษัทที่ต้องแสวงหากำไร เพราะมันไม่ใช่!!!
คู่เงินที่เลือกเก็งกำไร
Rodrigo เผยว่าเขาจะเทรดเฉพาะค่าเงินเปโซเม็กซิกันเท่านั้น เพราะเหตุผลเรื่องธุรกิจส่งออกของเขา และเขาเข้าใจพฤติกรรมของมันเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังคงติดตามค่าเงินอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
เทรดทุกวันหรือไม่
Rodrigo บอกว่าเขาติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดค่าเงินมาตังแต่ 1998 และหลงรักมัน เขาจึงมักเข้าซื้อขายแทบทุกวันสำหรับพอร์ตส่วนตัว แต่พอร์ตของบริษัทส่งออกของเขาจะซื้อขายเฉพาะเมื่อเห็นโอกาสหรือเมื่อบริษัทจำเป็นต้องประกันความเสี่ยงจริงๆ เท่านั้น
“สิ่งที่ผมบอกคุณได้ มันคือความหลงไหล ตั้งแต่ผมเริ่มเทรดมา ผมก็มักจะพยายามเปิด position ในตลาดหนึ่งตลาดใดอยู่เสมอ”

คุณคิดว่าคุณเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยไหม?
Rodrigo บอกว่าเขาคิดว่าเขาเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยสูงมาก ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการเทรด แต่ในทุกมุมของชีวิต เขาคิดว่าเทรดเดอร์ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีวินัย เขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้ด้วยตัวเอง หากปราศจากชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยวินัย ในเรื่องของการเทรดก็เช่นกัน การเทรดของเขาจึงดำเนินไปด้วยวินัยอย่างเคร่งครัด จนมันกลายเป็นเหมือนเครื่องจักร กลายเป็นกิจวัตร เขาจะไม่เทรดโดยใช้อามรมณ์ หรือความตื่นเต้น แต่เขาจะเทรดก็ต่อเมื่อทุกอย่างมันถูกต้องเป็นไปตามระบบเท่านั้น
ข้อแนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
คุณต้องจินตนาการว่าคุณกำลังขับรถแข่งกับนักขับคนอื่นๆ อีกนับพัน ส่วนนึงในนั้นเป็นสุดยอดนักขับของโลก พวกเขามีพรสวรรค์และมีเครื่องยนต์สุดไฮเทค โดยการแข่งขันเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนท่ามกลางหมอกที่ลงจัด นี่คือสิ่งที่ดีมากสำหรับคุณที่จะจินตนาการได้ว่า FX คืออะไร เทรดเดอร์ทุกคนอยู่ในสนามแข่ง และต้องการจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าคุณขับรถเร็วเกินไป คุณก็จะไม่ได้อยู่ในสนามแห่งนี้นานนักหรอก
ถ้าคุณหวังจะเทรดเป็นอาชีพหลัก จำไว้ว่าคุณจำเป็นต้องอุทิศส่วนนึงที่สำคัญในชีวิตคุณเพื่อที่จะทำมัน นี่มันคือธุรกิจในระยะยาว พยายามทำให้มันง่ายซะและอย่าพยายามเสี่ยงมากเกินไป ถ้าคุณยังเป็นนักศึกษา ตั้งใจเรียนซะ โดยเฉพาะวิชาเลข สถิติ เศรษฐศาสตร์มหภาค ทฤษฎีเกี่ยวกับการเงิน และทุกๆอย่างที่จำเป็นที่จะทำให้คุณเข้าใจกลไกของตลาด อ่านและวิเคราะห์ให้มากๆ ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรด และที่สำคัญ อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
สุดยอดเทรดเดอร์จะมีความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงอย่างลึกซึ่ง เขาสามารถคำนวณและรักษาระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมในทุกๆการเทรด ดังนั้น คุณต้องเริ่มเทรดด้วยจำนวนเงินน้อยๆก่อน แล้วค่อยๆทบต้นมันขึ้นไป นี่คือหนทางที่จะทำคุณได้มีอิสรภาพทางการเงิน
บทเรียนสำคัญที่ได้จากการเทรด forex ?
Rodrigo บอกว่ามันดีที่จะเป็นฝ่ายถูก แต่แม้คุณจะเล่นถูกทางคุณก็อาจขาดทุนได้ คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดทันทีที่ sentiment ตลาดเปลี่ยน ในที่สุดแล้ว มันไม่สำคัญว่าคุณจะถูกหรือผิด แต่มันอยู่ที่ว่าคุณกำไรหรือขาดทุนมากกว่า
มันคือความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้กับตลาด “ผมเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถมั่นใจมากเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้ ผมต้องต่อสู้กับตัวเองทุกๆวันเพื่อที่จะเป็นคนถ่อมตัวที่มีความอดทน พยายามมองหาเบาะแสที่จะบอกผมเกี่ยวกับทิศทางตลาด พยายามเก็บความโลภและความปรารถนาอย่างอื่นให้อยู่ในความควบคุมของผม ต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะตระหนักและใส่ใจถึงความเสี่ยง เพื่อที่จะตระหนักถึงความโชคดีในชีวิตและในตลาด เพื่อที่จะเชื่อมั่นถึงความจริงที่อยู่เบื้องหลังกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และเหนือสิ่งอื่นใดคือต่อสู้เพื่อที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่ามันจะส่งผลต่อผมยังไงก็ตาม “

ตลาด FOREX คือ การพนันหรือการลงทุน

ทำไม นักลงทุนหน้าใหม่ถึงได้ขาดทุน เสมอ!!!

ผมขอแสดงความคิดเห็น การพนัน กับ การลงทุน ต่างกัน คือ

การพนัน ถ้าคุณโชคดีเพียง 10 ครั้ง ติดกัน  ลงทุนเพียง 1000 บาท เล่นเทหมดหน้าตักตลอด คุณจะได้ 1 ล้านบาทแล้ว แต่ยากครับ 
การคิด คือ เริ่มต้นที่ 1000 เป็น 2000 เป็น 4000 เป็น 8000 เป็น 16000 เป็น 32000 เป็น 64000 เป็น 128000 เป็น 256000 เป็น 512000 เป็น 1024000 (เหมือน RAM PC DDR1 เลย)

การพนัน นั้นอาศัย ความโลภ ความอยากได้ของคน ที่ไม่มีขีดจำกัด เจ้ามือมองเห็น ประสบการณ์และความรู้น้อยของผู้เล่น จุดนี้ กินมาก จ่ายน้อย (สลากกินแบ่ง นั้นเอง) ใบละ 80-100 บาท รางวัลที่1, 4 ล้านบาท แต่ 1 ใน 1,000,000 ครับ ฝันเท่านั้น ถึงจะถูก
การลงทุนในการพนัน ผู้เล่นจะหวัง กำไรเกินจริงเสมอ ลงทุน 100 บาท อยากได้ 1000-10000 บาทขึ้นไป ตามหลักสถิติ นั้นไม่โอกาสเกิดได้ ต้องเสีย  ๆ แล้วเสียอีก จนต้องเลิกในที่สุด (การพนัน นั้นเราจะไม่รู้เลย ว่าผลที่ได้จะออกอะไร)

การลงทุน  นั้นอาศัย ความรู้ของนักลงทุน ประสบการณ์ต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ถ้าเงินทุนมาก ก็จะได้มาก เช่นกัน 
แต่นักลงทุน ขาดทั้งประสบการณ์ ความรู้ เชื่อผู้อื่น  โดยที่ไม่มีความคิดของตัวเองเลย อาจทำให้ขาดทุนได้ (หรือได้กำไรก่อน หลัง ๆ ขาดทุนตลอด)
การลงทุน ใน forex นั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ เงิน ที่มี ถ้าคำนวณแล้วตามแผนการ ได้ตามที่หวังไว้  (forex สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ดูที่ราคาสูง+ต่ำ แนวรับ+แนวต้าน เป็นหลัก)

นักลงทุนหน้าใหม่ ส่วนใหญ่ จะเสียค่าเทอมคือ จะเทรดผิด ๆ ถูก ๆ  มากน้อย ขึ้นอยู่กับ เงินลงทุนในตอนแรก ถ้าเสียน้อย เหมือน ค่าเทอมเด็กอนุบาล หลักร้อย-พัน บางคนเสียเยอะหลักหมื่น-แสน ถือว่าเสียค่าเทอม มหาวิทยาลัย

แก้ไข คือ ศึกษาและเรียนรู้ให้ถูกต้องก่อน ถึงจะลงทุน

เงินลงทุน ถ้าเปรียบการฝากเงินธนาคาร ประมาณ 3%ต่อปี ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ที่ 5-30%ต่อปี อสังหาทรัพย์ 10-300%ต่อปีขึ้นไป หรือลงทุนในธุรกิจของคุณ อาจจะได้มากกว่านี้ แล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล

ตลาด FOREX นั้นอาศัย ประสบการณ์ จะดูที่ราคาเป็นหลัก ถ้าราคาถูก ก็ช้อนซื้อเลย (ซื้อถูก ขายแพง เป็นหลัก) , ถ้าดูเทคนิค หรือ กราฟ จะดูระยะสั้น 14-30 วันในค่าเฉลี่ย , การลงทุนระยะยาว จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า
และเงินลงทุน ควรที่จะมากกว่า Margin เสมอ คือมีเงินสำรองมากกว่า สัญญาที่ซื้อหรือขาย, ยิ่งมาก ยิ่งปลอดภัย

ความเสี่ยงสูง ย่อมให้ผลตอบแทนสูง แต่ผิดทาง ขาดทุนสูง (การพนัน) หรือขายสินค้าที่ได้กำไรมาก แต่อยู่ในตลาดได้ไม่นาน (ถ้าล้าสมัย คนเลิกซื้อ)
ความเสี่ยงต่ำ  ย่อมให้ผลตอบแทนต่ำ ไม่มีความเสี่ยง (ฝากเงินธนาคาร  ฝาก 1 ล้านบาท 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 30,000 บาท)


วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Forex กับกฎหมายไทย

Forex กับ กฎหมายไทยหลายท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า Forex ในต่างประเทศมีมานานแล้ว และถูกกฎหมาย(ของต่างประเทศ) ซึ่งตลาดตรงนี้ใหญ่มาก และถือเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนที่แท้จริง (ระดับสูงกว่าการเล่นหุ้น) แต่ทำไมไม่ทราบ ประเทศไทยกลับกลายเป็นว่าการลงทุนในด้าน Forex ผิดกฎหมาย ? ถือมีความจำเป็นยิ่งในประเทศไทย มีผู้ที่ให้บริการและที่ใช้บริการได้แบบไม่ผิดกฎหมายอยู่ ก็คือ พวกสถาบันการเงิน ธนาคารต่างๆ นั่นเอง ทำไมถึงจำกัดวงแคบ แค่นี้ ? ทั้งๆ ที่หากคุณศึกษาดูจะเห็นว่า ธนาคารต่างๆ ได้กำไรจาก Forex มากมายจริงๆ แต่ไม่อนุญาตให้บุคคลธรรมดา ทำการแลกเปลี่ยนแบบนี้ ? นายแบงก์ระดับสูงบางคน Trade Forex เพื่อธนาคารของตนเองอย่างถูกกฎหมาย แม้กระทั่งผู้ว่าการธนาคารบางคน ยังเป็นประธานชมรม Forex แห่งประเทศไทยได้เลย (อย่างถูกต้องตามกฎหมาย) แต่ใครจะรู้ว่าบุคคลเหล่านี้อาจจะมีผลประโยชน์ทางอ้อม หรือ ทางตรง เค้าได้ Trade เองด้วยหรือไม่ ? Forex อนุญาตให้แค่คนกลุ่มเล็กๆ ในไทยเท่านั้นที่ทำได้ ! จริงๆ แล้วทำเสียอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ได้มีพวกกลุ่มแชร์ลูกโซ่ ทำการเปิดบริษัท Forex บังหน้า แต่ว่าทางการเงินจริงๆ แล้ว ไม่ได้ Trade จริงๆ แต่หลอกให้ คนโอนเงินมาไว้กับตนเยอะๆ เอาเงินคนเสียมาจ่ายคนได้ ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีคนได้น้อยกว่าคนเสีย ทำให้บริษัทอยู่ได้ แต่พอนานๆ เข้า คนได้มีมากกว่าหรือ อาจจะเพราะบริษัทต้องการปิดหนีเลยไม่จ่าย ตรงนี้ไม่ทราบ!แต่ที่แน่ๆ คนเดือดร้อน คือประชาชนที่ลงเงินลงทุนไปแล้ว ไม่สามารถตามเงินคืนได้

ความเสียหายนี้เกิดเป็นวงกว้างหลายพันล้านบาท จึงทำให้รัฐต้องออกกฎหมายเพื่อระงับแชร์ลูกโซ่ประเภทนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ Forex บังหน้า ผลก็คือ ตั้งแต่นั้นมา Forex เลยถูกห้าม เพราะจะคิดว่าเป็นการหลอกลวงมาตลอด จนถึงปัจจุบัน (ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ แต่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือของแชร์ลูกโซ่เฉยๆ) ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็เลยห้ามมาตลอด ผมกลับคิดว่า ตอนมีแชร์ข้าวสาร ทำไมไม่ห้ามซื้อขายข้าวสารล่ะ ? จะได้เข้าใจว่า Forex ไม่ได้ผิดอะไร การไม่เปิดให้บริการทำให้ระบบการเงินของประเทศไม่มีความหลากหลายอีกด้วยซ้ำร้าย นับแต่นั้นเรื่อยมา กลุ่มปราบปรามการเงินนอกระบบ จึงตั้งหน้าตั้งตาม ปิดบริษัท ในเมืองไทยมาตลอด โดยจะห้ามเด็ดขาดและหากจับได้ก็จะใช้ พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เป็นบทลงโทษ (ดูซิครับ ! ขนาดกฎหมายที่ห้าม ยังดูไม่ค่อยออกเลยว่ามันผิดที่ Forex หรือคนที่นำไปเป็นเครื่องมือ) จนปัจจุบันเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตดีขึ้น คนที่หาข้อมูล หาธุรกิจจะทราบดีแล้วว่า Forex เป็นเรื่องทั่วไป เป็นปกติของตลาดโลก (แต่ลองถาม ชาวบ้านทั่วๆ ไป เค้าจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งหลอกลวงแทน) ตอนนี้ใครจะเล่นก็ได้ครับ เพราะเล่นกับผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมาย(ของต่างประเทศ) แทนแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ก็คือ คุณเล่นการพนันผิดกฎหมายในไทย แต่ถ้าคุณไปเล่นลาสเวกัสมันก็ไม่ผิดอะไร แน่นอนปัจจุบันรัฐก็พยายามเต็มที่อย่างไม่ลืมหูลืมตาจับคนให้บริการ Forex หรือ คนเล่นมาลงโทษไม่ได้ ผมเลยอยากจะเตือนใจคนเล่น Forex จุดนี้ไว้

คุณรู้ไหม รัฐเคยออกข่าวด้วยนะครับว่า มีคนไทยเปิดบริษัทหลอกลวงให้บริการ Forex โดยใช้เว็บไซต์เป็นสื่อกลางชื่อว่า Northfinance แล้วคิดดูครับว่า เค้าหลับหูหลับตาทำขนาดไหน ?

ตอนนี้ รัฐพอจะทราบแล้วครับว่าแนวโน้มต่อไปไม่ใช่บริษัทหลอกลวงในไทยแล้วครับ แต่เป็นว่าการเข้าถึงบริษัทForex ในต่างประเทศจริงๆ นั้น ทำได้ง่ายขึ้นในวันนี้เพราะมี Internet แน่นอน เค้ายังไม่ยอมแพ้ครับ เลยออกกฎมาเพิ่มเติม ดังนี้

1. กรณีผู้ให้บริการอยู่ในประเทศไทย การทำธุรกรรมดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีความผิดตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
2. กรณีผู้ให้บริการดังกล่าวอยู่ต่างประเทศ เมื่อบุคคลในประเทศต้องโอนเงินออกไปเพื่อชำระหนี้ตามธุรกรรมซื้อขายแลก เปลี่ยนเงิน จะไม่ได้รับอนุญาตให้โอนเงินออก และมีความผิดตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

คำว่าผู้ให้บริการ ที่เราๆ เข้าใจกันก็คือ Broker นะครับ ถ้าเล่นผ่านเน็ตส่วนใหญ่ข้อ 1 ก็ตัดทิ้งไปได้เลย แต่ข้อ 2 ผมแนะให้สมาชิกทราบกันนิด เค้าอาจจะเอาผิดคุณได้ ถ้ามีหลักฐานว่าคุณเล่น Forex ที่ต่างประเทศ โดยหลักฐานที่ว่าน่าจะเป็น การโอนเงินให้กับ Broker โดยตรง เช่น การไปโอนที่ธนาคาร หรือ การตัดบัตรเครดิต หรือการโอนเงินกลับมาในประเทศจาก Broker ตัดโดยตรง

ดูซิครับ ! เค้าจะเล่นงานคุณขนาดไหน แต่วันนี้ คุณ ยังไม่ต้องกลัวนะครับถ้ายังไม่ได้ทำธุรกรรมกับการเงินกับทาง Broker โดยตรง เพราะหากเป็นแค่การใช้งานโปรแกรมจริงๆ แล้วไม่มีหลักฐานทางการเงิน ก็เหมือนกับคุณเล่นเกมส์ Poker เงินปลอมเท่านั้นเอง ไม่ผิดอะไร เป็นแค่ความบันเทิงใจของเรา

ผมไม่ใช่พวกต่อ ด้านกฎหมายนะครับ คิดว่ากฎหมายการฟอกเงิน กฎหมายเกี่ยวกับ กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ต้องบอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่จริงๆ แล้ว ไม่ควรเหมารวมเอา Forex เป็นเครื่องมือ และน่าจะเปิดเสรีด้านนี้ไปได้แล้ว จะได้เจริญตามต่างประเทศที่เค้ามี Forex ถูกกฎหมายกันซะที ประเทศที่ไม่มีอะไรเลย เช่น สิงค์โปร ฮ่องกง ทำตัวเป็น Broker อย่างเดียวก็รวยกว่าเราแล้ว ทำไมเราทำให้ดีได้กลับไม่ทำแถมห้ามอีก admin สนับสนุนไม่ให้คุณถูกหลอกนะครับ ข่าวบางอย่างก็ถูกต้องและควรรับฟังอย่างยิ่ง และสนับสนุนให้คุณไม่ทำผิดกฎหมายด้วยนะครับ กฎเค้าออกอะไรมา เลี่ยงได้ก็อย่าไปฝืนกฎนะครับ แต่ถ้าไม่ผิดกฎและคิดว่าไม่ถูกหลอกก็ทำไปได้เลยครับ เดี๋ยวอนาคตรัฐคงเข้าใจ ***ขอขอบคุณผู้เขียนบทความและผู้เรียบเรียง (ไม่สามารถเอ๋ยชื่อได้เพราะไม่รู้ใครเป็นต้นฉบับ)***